โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ‘สงขลา’ เป็นเขตภัยพิบัติ-เคาะงบปี ’70 ตั้งกู้ชดเชยขาดดุล=งบลงทุน 7.8 แสนล้าน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 20.44 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ‘สงขลา’ เป็นเขตภัยพิบัติถึง 25 ก.พ. ปีหน้า
  • ‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งระดมสรรพกำลังช่วยน้ำท่วมภาคใต้
  • สั่งช่วยเหลือ-เยียวยาน้ำท่วมให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
  • มติ ครม. เคาะงบปี ’70 ตั้งวงเงินกู้ชดเชยขาดดุลเท่างบลงทุน 7.8 แสนล้าน
  • อนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มอีก 3,818 ล้านบาท
  • ลดหย่อนภาษี ‘โซลาร์ รูฟท็อป’ สูงสุด 2 แสนบาท
  • เหมาจ่ายรถไฟฟ้าสีแดง-ม่วง 40 บาท/วัน เริ่ม 1 ธ.ค. 2568- 30 พ.ย. 2569
  • โยก ‘นิกรเดช พลางกูร’ เอกอัครราชทูตกรุงปารีส

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ก่อนการประชุม ครม. เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้ โดยมี พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ZOOM Meeting), นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ZOOM Meeting), นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ และรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมด้วย และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (ZOOM Meeting)

‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ระดมกำลังช่วยน้ำท่วมภาคใต้

โอกาสนี้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เชิญพระราชกระแสความเป็นห่วงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มายังรัฐบาล ให้รัฐบาลได้น้อมรับและดำเนินการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยต่อประชาชนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย โดยท่านทรงพระราชทานความช่วยเหลือทั้งหมดกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และให้ระดมสรรพกําลังทั้งหมด ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ หน่วยราชการต่างๆ ให้ระดมสรรพกําลัง โดยเฉพาะเรือเข้าไปช่วยเหลือราษฎร ผู้ประสบอุทกภัย โดยรับออกมาจากพื้นที่อันตรายมาส่งในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ในเรื่องของอาหาร น้ำดื่มก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ โดยต้องอาศัยสรรพกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยและได้รับความช่วยเหลือ และการเคลื่อนย้ายต่างๆ ให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด นี่เป็นพระราชกระแสที่ทรงมีความห่วงใย ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งได้ชื่นชมจิตอาสาทั่วประเทศที่ระดมสรรพกําลัง ไม่ใช่แค่กรณีอุทกภัยในภาคใต้เพียงอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดได้รับความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาทุกฝ่ายในพื้นที่ต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยรวดเร็ว”

นายกรัฐมนตรี กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมเกล้าฯ รับพระราชกระแส ทั้งนี้ รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่จังหวัดสงขลาเพียงแห่งเดียว แต่เกิดขึ้นหลายจังหวัดในภาคใต้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ประสบภัยได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ในพื้นที่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินขีดความสามารถในระดับจังหวัด โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับสถานการณ์และประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะยกระดับความเข้มข้นของสถานการณ์เป็นระดับ 4 พร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเป็นระบบและทันต่อเหตุการณ์

“ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง ผู้ตกค้างที่ต้องการออกจากพื้นที่ ให้อพยพออกมายังโรงพยาบาลหรือศูนย์อพยพ ในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งการจัดส่งอาหาร เชื้อเพลิง และการสื่อสาร ขณะนี้ทุกเหล่าทัพ ได้ระดม อากาศยาน เฮลิคอปเตอร์ เรือ เจ็ตสกี เข้าพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยแล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สั่งช่วยเหลือ-เยียวยาน้ำท่วมให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนการประชุมว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งได้มีการประกาศเขตภัยพิบัติทั้งจังหวัด การ “ช่วยเหลือ” โดยเฉพาะการระดมกำลัง รถ เรือ เพื่อเข้าให้ถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ เพราะขณะนี้ ยังมีหลายพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง ไม่มีไฟฟ้า อาหาร พร้อมขอกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกองทัพ เร่งให้การช่วยเหลือ โดยรวมถึงกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็ก

นอกจากนี้ การ “เยียวยา” ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในส่วนของประชาชน ขอให้ทาง ปภ. เตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย เพื่อเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนได้เร็วที่สุด ในส่วนผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ นายกรัฐมนตรีมอบให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัว ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อลดภาระผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

โดยเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องเตรียมการ “ฟื้นฟู” ทั้งในเรื่องเครื่องมือ กำลังคน และ งบประมาณ เพื่อจะได้ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้าไปฟื้นฟู และซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ หลังจากน้ำลด เพื่อให้การใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเร็วที่สุด

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา หลังจากปรากฏสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะที่เป็นผลมาจากการที่ฝนตกหนัก จนเกิดมหาอุทกภัยในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีความร้ายแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน อันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตโดยปกติสุข และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของประชาชน รวมทั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ทั้งของประชาชนและราชการเป็นวงกว้าง กรณีจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน ความสงบเรียบร้อย และแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินร้ายแรง และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา และแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.ประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2 เริ่ม 12 ธ.ค.นี้

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. …. เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย สมัยหนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 12 ธันวาคม โดยการเรียกประชุม ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ประกอบกับได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2568 กำหนดให้ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งสำหรับปี พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ดังนั้น สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปี พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568

ลดหย่อนภาษี ‘โซลาร์ รูฟท็อป’ สูงสุด 2 แสนบาท

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กค. เสนอว่า โดยที่รัฐบาลมีนโนบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม อันจะช่วยให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนด้านพลังงานและสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) เห็นควรดำเนินการออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย

กค. โดยกรมสรรพากรได้ดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือ วัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว (หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า) และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 200,000 บาท โดยต้องมีหลักฐานใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มรูปแบบผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ของกรมสรรพากร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571 สรุปดังนี้

1. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (ร่างมาตรา 4)

  • บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว (หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า) ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571
  • การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียน อุปกรณ์ ประสิทธิภาพสูงภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย (ร่างมาตรา 3)

  • บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟน. หรือ กฟภ. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 200,000 บาทตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571
  • การใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จำนวนไม่เกิน 1 ระบบตลอดระยะเวลาดังกล่าว และได้ 1 ครั้ง ในปีภาษีที่เชื่อมต่อ กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ โดยต้องไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
  • การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ต้องจ่ายเป็นค่าซื้อ อุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar Rooftop ให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

3. เงื่อนไขการใช้สิทธิยกเว้นภาษี (ร่างมาตรา 5)

  • บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องไม่นำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา หรือ กฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับอื่นไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน และต้องไม่นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

เหมาจ่ายรถไฟฟ้าสีแดง-ม่วง 40 บาท/วัน เริ่ม 1 ธ.ค. นี้

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ โดยให้ รฟท. ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อชดเชยรายได้ส่วนต่างค่าโดยสารตามจริง ตามพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

2. รับทราบการรดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

3. ให้ คค. ประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะยาวต่อไป

มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ดังนี้

  • กลุ่มบุคคลทั่วไป อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน
  • กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา อัตราค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็ก สามารถเลือกใช้สิทธิตามมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ หรือใช้สิทธิเดิมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ดังนี้

  • กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 750 บาท/เดือน โดยคิดค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว
  • กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ได้รับสิทธิใช้บริการฟรี
  • กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. ได้รับส่วนลดร้อยละ 50 จากค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

กำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

สลค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้สิทธิ จากเดิม ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็น ผู้โดยสารจะต้องใช้บัตรโดยสารตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้สิทธิค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวัน จึงอาจส่งต่อประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเริ่มต้นมาตรการรายวัน ดังนั้น คค., รฟท., รฟม. จึงควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาเข้าใจถึงเงื่อนไขการใช้งานสิทธิโดยทั่วกัน ก่อนเริ่มดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน

เคาะงบปี’70 ตั้งวงเงินกู้ชดเชยขาดดุล=งบลงทุน 7.8 แสนล้าน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 กำหนดให้ในการจัดทำงบประมาณประจำปี ให้สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานหลัก โดยร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือการจัดการในกรณีที่ประมาณการรายได้สูงกว่าวงเงินงบประมาณ เมื่อได้ดำเนินการแล้วให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นั้น สำนักงบประมาณได้ดำเนินการตามนัยกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว ดังนี้

1. วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

1.1 สมมติฐานทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.1 – 3.1 (ค่ากลางร้อยละ 2.6) ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในปีก่อนหน้า ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ซึ่งคาดว่าจะทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.4 – 1.4 (ค่ากลางร้อยละ 0.9) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.9 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

1.2 ประมาณการรายได้รัฐบาล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวม จำนวน 3,584,300.0 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 3,000,000.0 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ จำนวน 2,920,600.0 ล้านบาท เป็นจำนวน 79,400.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7

1.3 นโยบายงบประมาณ วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากสมมติฐานทางเศรษฐกิจและประมาณการรายได้รัฐบาลตามข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลัง และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองความท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับการลดขนาดการขาดดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ด้วยการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าตอบสนองความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับประมาณการรายได้ของรัฐบาล จึงได้กำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 788,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่กำหนดไว้ 3,780,600 ล้านบาท เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังนี้

1) โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้

(1) รายจ่ายประจำ จำนวน 2,777,443.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 122,800.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.3 ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 70.2

(2) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,037.0 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 52,504.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 42.5 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3.3

(3) รายจ่ายลงทุน จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 73,736.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.6 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 22.8

(4) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 320 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.0 ของวงเงินงบประมาณรวม เท่ากับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

2) รายได้สุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7

3) งบประมาณขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 4.4

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าวเท่ากับประมาณการรายจ่ายตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 – 2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำหรับงบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ มีสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

2. ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

2.1 วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงขอให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายเท่าที่จำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายงบประมาณ ความคุ้มค่า ประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

2.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางระดับสากล รวมทั้งแนวทางของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อให้รัฐบาสมีงบประมาณที่เพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มอีก 3,818 ล้านบาท

นายสิริพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติกรอบวงเงิน พื้นที่ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือ และระยะเวลาการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 เพิ่มเติมจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมอีก จำนวนเงิน 3,818,880,000 บาท

2. อนุมัติพื้นที่ดำเนินการ และระยะเวลาการช่วยเหลือเพิ่มเติม ในพื้นที่ 7 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และจังหวัดสงขลา โดยให้จังหวัด ที่ประสบภัยดังกล่าวข้างต้น เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เห็นชอบในหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 6,169,986,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ข้อมูลจากพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ในพื้นที่รวม 65 จังหวัด จำนวน 685,554 ครัวเรือน ในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

2. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีโดยให้ใช้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แทนหลักเกณฑ์ฯ เดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำท่วมขังบริเวณที่อยู่อาศัยประจำเป็นระยะเวลานานในช่วงฤดูฝน ปี 2568 เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยใช้จ่ายจากวงเงินงบประมาณที่อนุมัติตามข้อ 1 ดังนี้

2.1 ให้ความช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท กรณีดังต่อไปนี้

1) กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

2) กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป

3) กรณีที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบ จนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป

4) กรณีที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัยจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป

2.2 ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม กรณีที่อยู่อาศัยประจำที่ประสบอุทกภัยถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน ในอัตราดังต่อไปนี้

1) ตั้งแต่ 31 – 60 วันให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท

2) ตั้งแต่ 61 – 90 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 10,000 บาท

3) ตั้งแต่ 91 – 120 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 15,000 บาท

4) ตั้งแต่ 121 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 20,000 บาท

ซึ่งภายหลังที่มีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ประเทศไทยยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่ ยังคงมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง เพิ่มเติม จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

2. ความเร่งด่วนของเรื่อง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในปี พ.ศ. 2568 มีความรุนแรงก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างโดยเร็ว

3. สาระสำคัญ

3.1 ผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามข้อ 1 รายละเอียดดังนี้

3.1.1 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตามข้อ 1.1 ได้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฯ ไปแล้ว รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,813,643,000 บาท และมีงบประมาณคงเหลือ จำนวนเงิน 3,356,343,000 บาท (6,169,986,000 บาท – 2,813,643,000 บาท) ซึ่งนำไปใช้ในการจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ตามข้อ 1.2 ต่อไป

3.1.2 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ตามข้อ 1.2 อยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการและคาดว่าจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัยตามที่จังหวัดสำรวจและยืนยันข้อมูล จำนวน 192,478 ครัวเรือน จำนวนเงิน 2,400,714,000 บาท และมีงบประมาณคงเหลือ จำนวนเงิน 955,629,000 บาท (3,356,343,000 บาท – 2,400,714,000 บาท)

3.2 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในหลายพื้นที่ มีผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และจังหวัดสงขลา รายงานเบื้องต้นมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 530,501 ครัวเรือน

ดังนั้น เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นธรรม จึงขอความเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราชนราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และจังหวัดสงขลา ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 และหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และ วิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำท่วมขังบริเวณที่อยู่อาศัยประจำเป็นระยะเวลานานในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามวงเงินที่เคยได้รับการจัดสรรแล้ว และขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม วงเงิน 3,818,880,000 บาท โดยให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมและให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้

ประโยชน์และผลกระทบ

ผู้ประสบภัยตามข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่7 จังหวัด เพิ่มเติม ได้แก่ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 สำหรับเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ และเพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เห็นชอบข้อเสนอ คกก.พัฒนากฎหมาย แนะมาตรการรับมือ ‘CBAM’

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง ข้อเสนอแนะในการรับมือกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป และข้อเสนอให้ยกระดับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายไปดำเนินการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ สืบเนื่องจากสหภาพยุโรป ได้เริ่มนำกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) เพื่อจัดเก็บ “ราคา”คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon-pricing) กับสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่สูง มาใช้กับสินค้า 6 ประเภทที่นำเข้าไปในสหภาพยุโรป ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม และไฮโดรเจน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 และจะมีการบังคับใช้กลไกดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าโดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่สูง และอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดของสหภาพยุโรปได้ โดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมายได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการเพื่อรับมือกับกลไก CBAM ของสหภาพยุโรป และยกระดับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

โดยเห็นว่าควรเร่งดำเนินการจัดให้มีภาษีคาร์บอนภาคบังคับ โดยกำหนดกลไกจัดเก็บภาษีคาร์บอนดังกล่าวให้สอดคล้องตามเงื่อนไขที่สหภาพยุโรป กำหนดเร่งจัดทำกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ศึกษากลไกต่างๆ อย่างรอบคอบบนพื้นฐานของข้อมูลและประสบการณ์ของประเทศต่างๆ และผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการพร้อมกับข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ด้วยแล้ว) จัดหาข้อมูลที่จำเป็นและดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกลไก CBAM ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน สนับสนุนองค์กรภาคเอกชนในประเทศไทยที่ทำหน้าที่เป็นผู้ทวนสอบ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้รับการรับรองให้ทำหน้าที่เป็นผู้ทวนสอบตามกลไก CBAM ของสหภาพยุโรป ยกระดับการดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพรวมให้สอดคล้องกับความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์ กำหนดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า และเลือกใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งหาแหล่งพลังงานสะอาด เพื่อมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลโดยเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากมีต้นทุนจากการจ่าย “ราคา” คาร์บอนภาคบังคับที่เพิ่มขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในระยะยาว แต่ยังจะมีส่วนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง หรืออุตสาหกรรมสีเขียวให้เติบโต อันจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ และจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนลดต้นทุนต่อเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปขายยังสหภาพยุโรปให้สามารถปฏิบัติตามกลไก CBAM ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

รับรองร่าง “ปฏิญญาริยาด” มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาริยาด (Riyadh Declaration) ซึ่งจะประกาศรับรองในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 21 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ระหว่างวันที่ 23–27 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิจารณาเห็นชอบก่อนเสนอเข้าสู่ ครม. โดยเป็นเอกสารด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยควรรับรองตามกรอบการประชุม UNIDO และเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี สาระสำคัญของร่างปฏิญญาริยาด

ร่างปฏิญญาฯ ยืนยันวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศสมาชิกในการผลักดัน “การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน” พร้อมรับมือความท้าทายสำคัญ ได้แก่

• ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน

• การขาดแคลนทรัพยากร

• ภาวะโลกร้อน และความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

• ผลกระทบห่วงโซ่อุปทานหลังโควิด-19

โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก

1. ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ “โปร่งใส–เป็นธรรม–ยั่งยืน”

2. ใช้นวัตกรรมลดความหิวโหยและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจท้องถิ่น

3. เร่งพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ ปฏิญญาฯ ยังเน้นบทบาทสำคัญของ สตรีในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในปี 2050 และการสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกจัดสรรงบประมาณช่วยขับเคลื่อนภารกิจของ UNIDO อย่างเพียงพอ ประโยชน์ต่อประเทศไทย

รองโฆษกฯ ระบุว่า การร่วมรับรองปฏิญญาฯ ครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิก UNIDO ที่ให้ความสำคัญต่อ

• การยกระดับอุตสาหกรรมไทย

• การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

• การสนับสนุน SDGs ภายใต้วาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2030 ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับนานาชาติและหน่วยงานของ UNIDO เพื่อให้ไทยเดินหน้าไปสู่ “อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน – การผลิตที่แข่งขันได้ – การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” และเสริมบทบาทไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

ย้ำท่าที่ไทยในเวที ‘CoP20’ ปราบปรามการค้าสัตว์ป่า-พืชหายาก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เห็นชอบให้นำ “ร่างกรอบท่าทีของประเทศไทย” ต่อวาระการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 20 (CoP20) เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อ ครม.

การประชุม CoP20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2568 ณ เมืองซามาร์คันด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน โดยมีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดกรอบท่าทีของไทยต่อวาระการประชุม CoP20 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน คือ ปกป้องทรัพยากรสัตว์ป่า–พืชป่าหายากของไทยและของโลก ลดและปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่า–ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย รักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการค้าอย่างยั่งยืน ไม่ให้กระทบเศรษฐกิจและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากร

สำหรับกรอบท่าทีของไทยครอบคลุมทั้ง “เอกสารเชิงนโยบายและการบริหารอนุสัญญา (Working Documents)” และ “ข้อเสนอเปลี่ยนแปลงบัญชีชนิดพันธุ์ (Proposals)” ที่จะต้องลงมติในที่ประชุม

ประเด็นสำคัญที่ไทยใช้สิทธิในที่ประชุม

  • คุมเข้มเต่าบก–เต่าน้ำจืด และการลักลอบค้า ไทยจะ “สงวนท่าที” ต่อร่างมติและข้อตัดสินใจเรื่องเต่าบก–เต่าน้ำจืด แม้เห็นด้วยกับการปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อกฎหมายภายใน และความพร้อมด้านการบังคับใช้ในประเทศด้วย
  • จัดการสต็อกงาช้าง-ป้องกันสวมสิทธิ์งาช้างป่า โดยในประเด็นการจัดการสต็อกงาช้าง ไทยมีท่าที “สงวนท่าที” ต่อร่างมติที่อาจทำให้ต้องเพิ่มมาตรการควบคุมสต็อกอย่างเข้มงวดขึ้น เนื่องจากไทยยังมีการค้าภายในประเทศ และต้องป้องกันการนำงาช้างป่ามาสวมสิทธิ์เป็นงาช้างบ้าน ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบนำเข้า
  • เสือในกรงเลี้ยง-ลดความเสี่ยงสู่การค้าผิดกฎหมาย ในประเด็นสัตว์ตระกูลเสือในกรงเลี้ยง ไทยจะ “สงวนท่าที” ต่อข้อเสนอให้ประเทศที่มีฟาร์มเสือจำนวนมาก ต้องดำเนินมาตรการลดจำนวนเสือที่ไม่มีคุณค่าทางอนุรักษ์ เนื่องจากต้องประเมินผลกระทบต่อมาตรการในประเทศ และภาคเอกชนอย่างรอบคอบ หากสนับสนุนอาจทำให้ไทยถูกกำหนดภาระเพิ่มเติม

ส่วน ข้อเสนอเปลี่ยนแปลงบัญชีชนิดพันธุ์ กรณีที่ข้อมูลชัดเจนครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญา เช่น การปรับปลากระเบนแมนต้า–ปลากระเบนปีศาจบางชนิดจากบัญชี 2 ไปบัญชี 1 ไทยมีท่าที “สนับสนุน” เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศอยู่แล้ว

ข้อเสนอที่มีผลกระทบต่อการค้าและตรวจสอบแหล่งที่มายาก เช่น การบรรจุปลาไหลทุกชนิดในสกุล Anguilla ไว้ในบัญชี 2 ไทยมีท่าที “ไม่สนับสนุน” เนื่องจากอาจกระทบต่อการค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และสร้างภาระด้านการตรวจพิสูจน์ชนิดพันธุ์

ข้อเสนอที่ไม่มีผลกระทบต่อไทย หรือไทยมีมาตรการคุ้มครองเข้มงวดกว่ามาตรฐาน CITES อยู่แล้ว เช่น การปรับสถานะเหยี่ยวเพเรกริน ไทย “สงวนท่าที” เพื่อลดความยุ่งยากในการอนุญาตนำเข้า–ส่งออกในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม CoP20 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงบทบาทในเวทีนานาชาติด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ควบคู่กับการพัฒนาระบบอนุญาตนำเข้า–ส่งออกให้เป็นไปตามพันธกรณีอนุสัญญา CITES อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกฎหมายภายใน ทั้งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นการลักลอบค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าทุกช่องทาง พร้อมย้ำว่าทุกท่าทีของไทยใน CoP20 จะต้อง “ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ รักษาภาพลักษณ์ประเทศ และไม่ทิ้งภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องไว้ข้างหลัง”

ผ่านร่างกฎกระทรวง คืนเงินผู้เสียหายคอลเซ็นเตอร์ 3,076 ล้าน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างกฎกระทรวงฯ มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1. การรายงานข้อมูลการทำธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

• กำหนดให้เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจ พบความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้ยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมไปยัง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เพื่อพิจารณาประกาศรายชื่อบัญชีหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เกี่ยวข้อง และรายงานไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อพิจารณาคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายผ่านระบบที่กำหนด

• กรณีที่สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ พบเหตุอันควรสงสัย ว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบ และหากยังไม่มีการยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ไว้ ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) มอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตรวจสอบต่อไป หากพบการกระทำความผิดให้ยึดหรืออายัดเงิน และรายงานไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อพิจารณาคืนทรัพย์ ให้ผู้เสียหายผ่านระบบที่กำหนด

• กรณีที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. พบเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้รายงานไปยัง ศปอท. เพื่อพิจารณาประกาศรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง และหากพบว่า มีผู้เสียหาย ให้เสนอเลขาธิการ ปปง. พิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล

• ให้เลขาธิการ ปปง. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานข้อมูลการทำธุรกรรม โดยหากพบว่ามีผู้เสียหายเกิดขึ้นให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ หรือหากพบว่า บัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ใดไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ถอนการยึดหรืออายัดบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงิน อิเล็กทรอนิกส์หรือเพิกถอนการระงับการทำธุรกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง

2. การยื่นคำร้องหรือคำร้องคำคัดค้านและการตรวจสอบคำร้องหรือคำร้องคำคัดค้าน

• กำหนดให้ประกาศรายชื่อบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในราชกิจจานุเบกษาและสื่อของสำนักงาน ปปง. เพื่อแจ้งให้ผู้เสียหายยื่นคำร้อง พร้อมหลักฐานหรือยื่นคำร้องคัดค้าน ในกรณีเห็นว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศ และหากทราบผู้เสียหายและที่อยู่ชัดเจน ให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบโดยตรงด้วย

• กำหนดรายละเอียดของข้อมูลบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้

1. ชื่อ – นามสกุลของผู้ถือบัญชีหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์

2. เลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ของผู้ถือบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์

3. เลขที่บัญชีเงินฝาก เลขที่บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

4. ชื่อสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจเจ้าของบัญชีเงินฝาก

5. พฤติการณ์หรือช่วงเวลาที่กระทำความผิดพอสังเขป

• บุคคลที่อาจยื่นคำร้องหรือยื่นคำร้องคัดค้าน เช่น ผู้แทนโดยชอบธรรม (กรณีผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีหรือภริยา

• ข้อความที่ต้องระบุในคำร้อง และหลักฐานที่ต้องแนบ เช่น สำเนาคำพิพากษาให้ได้รับเงินคืนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

• ช่องทางการยื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้าน เช่น ยื่นด้วยตนเอง ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

• การออกเอกสารหลักฐานต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์

• กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องหรือคำคัดค้านหากถูกต้องครบถ้วนให้ออกใบรับรอง แต่หากขาดข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานใด ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องหรือผู้ยื่นคำร้องคัดค้านดำเนินการแก้ไขและส่งเอกสารหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วน หากแก้ไขไม่ได้ในขณะนั้นให้บันทึกความบกบกพร่องพร้อมกำหนดระยะเวลา แล้วแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องหรือผู้ยื่นคำร้องคัดค้านทราบ

3. การพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย

• เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานการทำธุรกรรมและรวบรวม ข้อเท็จจริงของผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องเสร็จแล้ว ให้จัดทำรายงานพร้อมความเห็นเสนอเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอความเห็นชอบในการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรม โดยในรายงานต้องระบุข้อเท็จจริง เหตุผล และความเห็นให้ดำเนินการคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลหรือชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย

• เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้คืนเงินหรือทรัพย์สินดิจิทัลหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย หรือมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับคำร้องคัดค้านสำนักงาน ปปง. ต้องแจ้งให้ผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบพร้อมแจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งภายใน 30 วัน ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว หากไม่มีการยื่นคำร้องภายในระยะเวลา ดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการตามคำสั่งได้ แต่หากมีการยื่นคำร้อง ให้สำนักงาน ปปง. รอผลค้าพิพากษาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

• การคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือชดใช้เงินคืนตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ไปยังบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหาย แต่ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้อาจพิจารณาคืนเงินไปยังบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์อื่นของผู้เสียหายได้

• ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงิน อิเล็กทรอนิกส์ใดไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้แจ้ง ศปอท. เพื่อถอนการยึดหรืออายัด และให้มีหนังสือแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

4. การจัดการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล กรณีไม่มีผู้เสียหาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้าน

• การเก็บรักษาและการจัดการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผู้เสียหาย กรณีไม่มีผู้เสียหาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้าน ในกรณีเป็นเงิน มายื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้านให้นำเข้าฝากสถาบันการเงินตามที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด หรือในกรณีเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ให้นำเก็บในบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด

• การเก็บรักษาเงินและดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินในบัญชีเงินฝาก ซึ่งเหลือจากการคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หากไม่มีผู้เสียหาย หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับจากวันที่คืนหรือชดใช้เงินหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้สำนักงาน ปปง. นำเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล หรือดอกผลที่เหลือ ส่งเข้ากองทุนป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากเจ้าของเงินมาขอรับคืนภายหลัง ต้องพิสูจน์ว่า มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถมารับคืนภายในกำหนดเวลา

5. ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลประกอบการ เสนอพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเป็นกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบก่อนการออกกฎตามกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2568

ปัจจุบันพบว่ามีเงินค้างในบัญชีที่มีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้จำนวน 853,486 บัญชี เป็นมูลค่าเงินคงเหลือในบัญชี รวมทั้งสิ้น 3,076,368,582.21 บาท ที่รอการตรวจสอบดังนั้น เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามที่ควรจะเป็น จึงได้จัดทำร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. …. ที่กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาและการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายให้ชัดเจน อันจะทำให้ผู้เสียหายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีช่องทางในการได้รับเงินคืนหรือคัดค้านการคืนเงิน โดยมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว รวมทั้งการจัดการกับเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ไม่ปรากฏผู้เสียหายหรือที่เหลือจากการคืน ซึ่งเป็นการนำเงินที่คงค้าง จากการระงับการทำธุรกรรมที่รอการตรวจสอบกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจต่อไป และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่จะได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว หากตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ปรับวงเงินประกันว่าจ้างแรงงานต่างด้าว-ไม่เกิน 99 คน วางคนละ 1,000 บาท

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนของการวางหลักประกันของนายจ้าง และร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง รวม 2 ฉบับ ได้แก่

(1) ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 (ฉบับที่ ..)

(2) ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 (ฉบับที่ ..)

2. ให้ รง. โดยกรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจให้นายจ้างผู้ประกอบการ แรงงานต่างด้าว และผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวอย่างทั่วถึง

สาระสำคัญของเรื่อง

1. โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบเกี่ยวกับมาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยการผ่อนผันให้กลุ่มแรงงานต่างด้าวตามกลุ่มเป้าหมายอยู่ในราชอาณาจักรและสามารถทำงานในราชอาณาจักรได้ชั่วคราว เพื่อให้นายจ้างไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และหากมีการดำเนินการครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ถึง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว และเวียดนาม แล้วแต่กรณี อาทิ ยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวพร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน และวางหลักประกัน คนต่างด้าวดำเนินการตรวจสุขภาพหรือทำประกันสุขภาพ ซึ่งในการวางหลักประกันของนายจ้างเป็นไปตามตามกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ และหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2564 โดยได้กำหนดให้นายจ้างที่ยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวต้องวางหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศในอัตรา 1,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน

2. ภาคเอกชนได้มีหนังสือถึง รง. เพื่อขอให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขการวางหลักประกัน ในการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศทั้งการนำแรงงานเข้ามาทำงานตามระบบ MOU และการต่ออายุการทำงานของกลุ่มแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามข้อ 2.1 เนื่องจากก่อให้เกิดภาระต้นทุนสูงแก่ภาคธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนายจ้างและสถานประกอบการในการจ้างแรงงานต่างด้าว และสามารถนำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาหมุนเวียนในการขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจ อันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเก็บหลักประกันของนายจ้าง ให้มีความเหมาะสม เพื่อรักษาความมั่งคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดให้มีวางหลักประกันตามเงื่อนไข ดังนี้

2.1 กรณีนายจ้างนำคนต่างด้าวมาทำงานไม่เกิน 99 คน ให้วางหลักประกันเป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน

2.2 กรณีนายจ้างนำคนต่างด้าวมาทำงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ให้วางหลักประกันเป็นจำนวน 100,000 บาท

2.3 กรณีนายจ้างนำคนต่างด้าวมาทำงานตามข้อ 2.1 และในภายหลังจำนวนคนต่างด้าวที่นำเข้ามารวมกัน มีจำนวนตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ให้วางหลักประกัน เป็นจำนวน 100,000 บาท

2.4 กรณีนายจ้างได้มีการวางหลักประกันไปแล้วเกินกว่า 100,000 บาท ให้กรมการจัดหางานคืนหลักประกันให้กับนายจ้าง

2.5 นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าเสียหายอันเกิดจากการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตน และในกรณีที่หลักประกันที่นายจ้างวางไว้ลดลง เนื่องจากมีการหักหลักประกันให้นายจ้างวางหลักประกันเพิ่มจนครบตามจำนวนเงินที่กำหนด และหากหลักประกันที่นายจ้างวางไว้ถูกหักจนครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอในการจัดส่งคนต่างด้าวกลับ ให้นายจ้างยังคงมีความ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางให้ครบถ้วนตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

3. ในคราวประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับเรื่องดังกล่าวแล้ว

เห็นชอบ MOU ด้านกีฬาไทย-มัลดีฟส์

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงกีฬาและนันทนาการแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติม ปรับปรุงและแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงกีฬาและนันทนาการแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

การจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬา ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงกีฬาและนันทนาการแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์โดยเอกสารดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างกันเช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการกีฬา การส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการกีฬา ระหว่างกันการสนับสนุนด้านเวชศาสตร์การกีฬาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ การฝึกอบรม โครงการพัฒนาเยาวชนด้านการกีฬา รวมถึงการพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกีฬา ได้แก่ อุปกรณ์กีฬา สถานที่ฝึกซ้อมกีฬาและการเตรียมร่างกาย ฟิตเนส และพลศึกษา รวมทั้งการบริหารจัดการด้านการกีฬาโดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (รัฐธรรมนูญฯ) อย่างไรก็ดีร่างบันทึกความเข้าใจฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

โยก ‘นิกรเดช พลางกูร’ เอกอัครราชทูตกรุงปารีส

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้ง นายยอดฉัตร ตสาริกา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติการ) สูง] กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เสนอแต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ ทัสนารมย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงาน กปร. ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายนิกรเดช พลางกูร ตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

2. นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

3. นายพิชิต บุญสุด ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

4. นายศิระ สว่างศิลป์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

5. นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต รัฐคูเวต

6. นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์

7. นายดามพ์ บุญธรรม ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรชาอุดีอาระเบีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา แคนาดา

8. นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง ตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

9. นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ญี่ปุ่น ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน เนการาบรูไนดารุสซาลาม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 9 รายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายกานตพันธุ์ พิศาลสุขสกุล ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายโอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4. นายสุทธิพล เอี่ยมประเสริฐกุล รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5. นายณัฐ โก่งเกษร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง นายวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ เป็นผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวฝนทิพย์ วรัญญูรัตนะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

8. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง และการบรรจุและแต่งตั้งผู้ออกจากราชการกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.1 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

1.2 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

2. การบรรจุและแต่งตั้งผู้ออกจากราชการกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 1 ราย คือ นายพลวรรธน์ วิทูรกลชิต ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้บรรจุและแต่งตั้งกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายนริศ ขำนุรักษ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

10. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายธนกร วังบุญคงชนะ) เป็นผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...