ก.ล.ต. เร่งสอบผู้ถือหุ้น 7 บริษัท โยงแก๊งสแกมเมอร์ ประสานข้อมูล ปปง.-ต่างประเทศ
ก.ล.ต. เร่งสอบผู้ถือหุ้น 7 บริษัท โยงแก๊งสแกมเมอร์ ประสานข้อมูล ปปง.-ต่างประเทศ ย้ำพยานหลักฐานต้องครบถ้วน ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย
วันที่ 4 ธ.ค. 2568 นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. เดินหน้าสืบสวนและกำกับดูแลตลาดทุนอย่างเข้มข้น โดยเร่งตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ 7 บริษัทที่มีความเกี่ยวเชื่อมโยงกับคดีสแกมเมอร์
นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการมุ่งค้นหาผู้ถือหุ้นที่แท้จริงผ่านแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ไม่ใช่การตรวจสอบการประกอบธุรกิจของบริษัทโดยตรง
นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง รวมถึงข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. พร้อมทั้งประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของต่างประเทศ ผ่านบันทึกความร่วมมือ (MOU) ซึ่งเปิดทางให้สามารถเรียกตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็น แม้ข้อมูลนั้นจะไม่ได้อยู่ในความดูแลของหน่วยงานโดยตรง โดยการขอข้อมูลจะใช้วิธีทยอยส่งเพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อได้ทันที
“ที่ผ่านมาเรารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนที่เรามี ในส่วนของ ปปง. และข้อมูลที่ได้จากการขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งรายละเอียดเชิงลึกคงลงไม่ได้ แต่บอกได้ว่าระบบการทำงานเป็นแบบนี้ เวลาประสานงานกับต่างประเทศ เรามีการประชุมและสื่อสารเพื่อให้เข้าใจตรงกัน และขอให้ส่งข้อมูลแบบทยอย ไม่จำเป็นต้องส่งทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อให้เรานำข้อมูลที่ได้รับมาดำเนินงานต่อได้ทันที ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างทำงานต่อเนื่อง สำหรับข้อมูลจาก ปปง. ที่ได้รับมาในช่วงเช้านี้ เราก็ได้นำมาดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบตามปกติ”
นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า หากผลการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงหรือโครงสร้างการถือหุ้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นบุคคลหรือบริษัทใด ก.ล.ต. จะดำเนินการตามหน้าที่ ซึ่งรวมถึงความผิดฐานรายงานผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) โดยหากสัดส่วนการถือหุ้นถึง Trigger Point ตามกฎหมาย จะต้องมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด
“สำนักงานก็ดำเนินการตามหน้าที่อยู่แล้ว เราไม่ได้มองว่าเป็นคนนั้นคนนี้ หรือบริษัทไหน แต่ในชั้นนี้ต้องเรียนว่าทุกอย่างยังอยู่ในช่วงของการตรวจสอบ เราไม่สามารถด่วนสรุปผลได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ที่ยืนยันได้แน่ๆ คือเรากำลังดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกอยู่”
นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานไม่สามารถขีดเส้นการดำเนินการหรือระยะเวลาแบบตายตัวได้ เนื่องจากการตรวจสอบจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมตามหลักกฎหมาย
“ในการตรวจสอบ ไม่มีใครอยากช้า เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น แต่การตรวจสอบต้องรวบรวมข้อมูลให้เพียงพอรอบด้าน ในทุกเคส ทุกหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย กระบวนการที่อยู่ในขั้นตอน in-process ถือเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจคิดว่าคุ้มครองสิทธิของผู้ที่สงสัยว่ากระทำความผิดมากกว่าประชาชนผู้ลงทุนหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น เราคำนึงถึงประชาชนผู้ลงทุนอยู่แล้ว แต่ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เราต้องมีขั้นตอน มีพยานหลักฐานให้ครบก่อนที่จะดำเนินคดีอาญาหรือดำเนินการทางกฎหมายกับใครก็ตาม”
สำหรับแนวทางการจัดการปัญหานอมินี และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ นายธวัชชัย กล่าวว่า มาตรการที่ทำได้มี 2 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกเป็นมาตรการเชิงปฏิบัติที่เร่งดำเนินการได้ทันที คือการยกระดับการกำกับดูแลตัวกลางในตลาดทุน โดยเฉพาะการเสริมประสิทธิภาพระบบรู้จักลูกค้า (KYC) ของตัวกลางต่างๆ
นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า ส่วนที่สองเป็นมาตรการเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการประสานกับหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการพิจารณาแก้ไขกฎหมายบางฉบับในระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้มากขึ้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวเสริมว่า ในชั้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ย้ำว่าตลาดทุนไทยมีแนวปฏิบัติและเกณฑ์ที่สอดคล้องกับตลาดหุ้นชั้นนำทั่วโลก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีสัดส่วนเกิน 10% ต้องปฏิบัติตามหน้าที่รายงานข้อมูลตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด
นางพรอนงค์ กล่าวต่อว่า หากพบผู้ถือหุ้นหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่รายงาน เมื่อมีหลักฐาน ก.ล.ต. จะต้องสอบสวน ขอข้อมูล และดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานไม่รายงาน หรือความผิดฐานไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) หากสัดส่วนถือหุ้นถึงระดับที่ต้องทำคำเสนอซื้อ
นางพรอนงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางป้องกันการบิดเบือนข้อมูลหรือการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ในระยะสั้นขึ้นอยู่กับบทบาทของ gate keeper หรือ “ตัวกลางในตลาดทุน” ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและรู้จักลูกค้า (KYC) อย่างเข้มงวด เพื่อให้ทราบว่าผู้ซื้อและขายหุ้นเป็นใครจริงๆ
“โลกตอนนี้อาจต้องการให้ยกระดับขึ้น มีความคาดหวังต่อกฎหมายฟอกเงิน เช่น เขาไปทำผิดที่อื่น ไม่ได้ทำผิดในตลาดทุนเรา แต่เอาเงินสกปรกมาซื้อทรัพย์สินในไทยที่เราดูแลอยู่ คือ สินทรัพย์ในตลาดทุน สินทรัพย์ดิจิทัล ตลาดเราต้องไม่เอื้ออำนวยต่อเรื่องเหล่านี้ gate keeper และผู้ร่วมตลาดก็ไม่อยากเอื้ออำนวยในเรื่องนี้ เมื่อเรามีเกณฑ์ มีแนวปฏิบัติ ถ้าไม่ทำ ก็ว่ากันไปตามผิด ส่วนเรื่องแก้ไขกฎหมายให้มีประสิทธิภาพจะเป็นเรื่องระยะยาว” นางพรอนงค์กล่าว
ทั้งนี้ วันเดียวกัน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ รองเลขาธิการ นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ และน.ส.สุชา บุณยเนตร ผู้ช่วยเลขาธิการ ได้เข้าหารือกับนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ และคณะผู้บริหาร ปปง. เพื่อติดตามและประสานความร่วมมือเกี่ยวกับการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย ปปง. ได้มอบข้อมูลเบื้องต้นตามที่ ก.ล.ต. ร้องขอ
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่อผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์โดยเร็วเพื่อยกระดับการมีเครื่องมือในการตรวจสอบการทำธุรกรรมและการตรวจสอบเส้นทางเงินผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ทำหน้าที่ตัวกลาง (travel rule) การตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (ultimate-beneficiary)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการจัดโครงสร้างในเชิงธุรกิจที่ซับซ้อน และการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (KYC/CDD) เพื่อประโยชน์ของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการครอบงำกิจการ และ ปปง. ในการตรวจสอบความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินด้วย รวมทั้งเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพระหว่างทั้ง 2 หน่วยงานต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ก.ล.ต. เร่งสอบผู้ถือหุ้น 7 บริษัท โยงแก๊งสแกมเมอร์ ประสานข้อมูล ปปง.-ต่างประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th