อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านพ้นจุดต่ำสุดปีนี้ คาดเริ่มฟื้นตัวปี 70-72
The Bangkok Insight
อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 01.33 น. • The Bangkok Insightอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2568 และจะเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569-2572 โดยเฉพาะรถอีวีและ SUV
ตลาดรถยนต์ไทยหดตัวชะลอลงในปี 25685 และมีแนวโน้มกลับมาเติบโตได้บ้างในปี 2569 แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงนัก โดยคาดว่ายอดขายในประเทศจะอยู่ที่ 5.71 แสนคัน หรือขยายตัวเพียง 1% โดยค่ายรถที่มีการเปิดตัวโมเดล SUV และยานยนต์ xEV (Hrbird และ BEV) ยอดขายมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มแบรนด์รอง รวมถึงผู้ผลิตที่พึ่งพาการจำหน่ายรถกระบะและรถยนต์สันดาป (ICE) เป็นหลัก
ในระยะข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากรอบด้าน โดยด้านเศรษฐกิจมีความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงสถาบันการเงินมีแนวโน้มตรึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น อายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และความนิยมในบริการเรียกรถ (Ride-sharing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการฟื้นตัวของวัฏจักรยอดขายรถใหม่
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ภาคส่งออกยานยนต์ของไทย ก็มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจากคู่ค้าหลักอย่างกลุ่ม CLMV ที่อุปสงค์ชะลอลง รวมถึงการที่ออสเตรเลียหันมาเข้มงวดมาตรการ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากค่ายยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดส่งออกก็ทวีความรุนแรงขึ้น
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า xEV มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่านับตั้งแต่ปี 2569 จะมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั้งประเทศ ยอดขายรถยนต์ไฮบริดมีแนวโน้มเติบโตราว 16% ในปี 2569
ขณะที่ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะครองความเป็นผู้นำตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มกำลังการผลิตรถไฮบริดในประเทศไทย และ 2. การพัฒนาโมเดลไฮบริดให้มีความหลากหลายทั้งด้านดีไซน์ ระดับราคา และสมรรถนะการขับขี่
กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความสนใจและหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน มีความมั่นคง และพร้อมด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ยนต์
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คาดว่าจะเติบโต 18% ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของ EV Ecosystem รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อ BEV ที่ผลิตในไทย อย่างไรก็ตาม ตลาด BEV ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเสื่อมราคาที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคออกไปได้
ด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ใหม่ (OEM) คาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอะไหล่ทดแทน (REM) เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ใหม่ฟื้นตัวช้า อีกทั้งภาคการส่งออกก็เผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์โลก
ในระยะถัดไป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ความสามารถทางการแข่งขัน ในตลาดสหรัฐฯ อาจถูกท้าทายจากคู่แข่งในกลุ่ม USMCA, ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าไทย และ 2. ความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก
มาตรการทางการค้าของสหรัฐ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แม้ไทยจะมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญของโลก แต่การปรับขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐ ก่อให้เกิดความท้าทายเพิ่มขึ้นใน 4 ด้านสำคัญ คือ
1. การส่งออกชิ้นส่วน อะไหล่ยนต์ และจักรยานยนต์ของไทย มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ เนื่องจากต้นทุนการค้าสูงกว่าคู่แข่งรายสำคัญหลายประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมยางล้อ คาดว่าจะรักษา ความได้เปรียบไว้ได้ แต่ในระยะยาว อาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับเม็กซิโก ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนของภูมิภาคอเมริกา
2. อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากคำสั่งซื้อของประเทศผู้ผลิตรถยนต์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย นำไปประกอบและส่งออกรถยนต์ไปสู่ตลาดสหรัฐ
3. การลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงบ้างในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางส่วนอาจหันไปเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ หรือขยายฐานการผลิตในภูมิภาคอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต
4. การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ควบคู่กับมาตรการ Non-tariff ที่เข้มงวดขึ้น เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง อีกทั้งบทบาทของสินค้านำเข้าและธุรกิจต่างชาติก็เพิ่มขึ้นในไทยอย่างต่อเนื่อง
นโยบายเชิงรุกจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ที่ครอบคลุมทั้งมิติของ การปกป้อง การกำกับดูแล และการส่งเสริมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิต การเพิ่มสัดส่วน การใช้วัตถุดิบในประเทศ การยกระดับมาตรฐานสินค้าและแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดโลก รวมถึงการสร้างแรงจูงใจ ด้านการลงทุนและนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ
บทวิเคราะห์โดย : ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ดิ่ง! ยอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย. ลดลง 0.40% ต่ำสุดในรอบ 44 เดือน
- บอร์ดอีวี ปรับเกณฑ์ EV3-EV3.5 จูงใจผลิตส่งออก-ขยายเวลาจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า
- เศรษฐกิจผันผวน! ฉุดยอดขายรถยนต์ในประเทศเหลือ 5.3 แสนคัน ดิ่ง 7.5%
ติดตามเราได้ที่