“ฟองสบู่ AI” แตกต่างจาก “ยุคดอทคอม” อย่างไร?
รายงานชี้ ฟองสบู่ AI ต่างจากดอทคอมในเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง ทั้งต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด การแข่งขันไร้ผู้นำถาวร และรายได้ที่ยังตามต้นทุนไม่ทัน
วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 09.06 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความร้อนแรงของกระแส AI ทำให้นักลงทุนจำนวนมากย้อนนึกถึงฟองสบู่ดอทคอมปลายยุค 1990 ซึ่งเป็นยุคที่เงินลงทุนเทไหลสู่เทคโนโลยี แต่จบลงด้วยการแข่งกันล้มละลายของบริษัทอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ทว่าในขณะเดียวกัน ผู้ชนะไม่กี่รายกลับเติบโตจนกลายเป็นบริษัทยักษ์ในปัจจุบัน ข้อเทียบเคียงทั้งสองยุคดูเผิน ๆ อาจเหมือนกัน แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว ทั้งสองฟองสบู่แทบจะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
ดอทคอม ฟองสบู่ที่มีเหตุผลรองรับ
Charles Gave จาก Gavekal ชี้ว่าฟองสบู่ดอทคอมมีตรรกะของมันเอง บริษัทอินเทอร์เน็ตในยุคนั้นเป็นโมเดลแบบต้นทุนคงที่สูง ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงครั้งเดียว แต่มีต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) ใกล้ศูนย์ เมื่อบริษัทเริ่มทำยอดขายได้ รายได้ใหม่กลายเป็นกำไรแทบทั้งหมด
แม้บริษัทจำนวนมากจะล้มเหลว แต่ผู้ชนะกลับแข็งแกร่งแบบผูกขาดตลาด จากเครือข่ายผู้ใช้และข้อมูลที่คู่แข่งตามไม่ทัน เช่น Google, Amazon หรือบริษัทที่ต่อมากลายเป็น Magnificent 7 ทำให้นักลงทุนมีเหตุผลที่จะทุ่มเงิน เพราะหากทายถูกเพียงหนึ่งราย ผลตอบแทนที่ได้ก็เพียงพอจะชดเชยบริษัทที่ล้มเหลวทั้งหมด
AI ต้นทุนพุ่งไม่หยุด และความได้เปรียบผูกขาดแทบไม่มี
แต่โลกของ AI กลับไม่เหมือนดอทคอมเลยแม้แต่น้อย
- AI เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินไม่รู้จบ
ต้นทุนหลักไม่ได้เกิดในช่วงเริ่มต้น แต่เกิดตลอดเวลา ตั้งแต่การอัปเกรดชิป การเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ การรองรับปริมาณใช้งานที่สูงขึ้น ไปจนถึงการใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อประมวลผลโมเดลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ต้นทุนจึงไม่เคยลดลงแม้บริษัทจะขยายตัว ต่างจากโมเดล fixed cost ของยุคดอทคอมโดยสิ้นเชิง
- การผูกขาดใน AI ไม่ได้ง่ายเหมือนยุคอินเทอร์เน็ต
แพลตฟอร์มดอทคอมมี network effect ชัดเจน แต่โมเดล AI วันนี้ถูกพัฒนา ไล่ตามและลอกเลียนได้เร็วมาก ไม่มีใครได้เปรียบแบบเด็ดขาด ตลาดจึงแข่งขันสูงและเปลี่ยนผู้นำได้ตลอดเวลา
- รายได้ยังไม่ตามต้นทุน
ขณะที่ต้นทุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นไม่หยุด รายได้จาก AI ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น ทำให้ภาพกำไรระยะยาวยังคลุมเครือว่าบริษัทใดจะขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทำกำไรจริง
โดยสรุปคือ หากดอทคอมเป็นฟองสบู่ที่มีเหตุผลรองรับว่าผู้ชนะจะกำไรมหาศาล ฟองสบู่ AI ยังไม่แสดงหลักฐานนั้น และมีความเสี่ยงที่ต้นทุนจะกัดกินรายได้ไปอีกยาวนาน
นักลงทุนควรทำอย่างไร? บทเรียนจาก GMO
Ben Inker จาก GMO เสนอภาพมุมกลับว่า แม้ฟองสบู่ดอทคอมจะทำให้ S&P 500 ร่วงลงกว่า 45% ระหว่างปี 2000–2003 แต่นักลงทุนที่หลบออกจากหุ้นสหรัฐกลับทำผลตอบแทนได้ดีจากสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้นขนาดเล็กนอกสหรัฐ REITs หุ้นตลาดเกิดใหม่ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ และพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว และที่สำคัญ GMO คาดการณ์สิ่งนี้ก่อนฟองสบู่จะแตก ไม่ใช่ย้อนหลัง
Inker มองว่าแม้หุ้นสหรัฐปรับขึ้นแรงจนมีความเสี่ยง แต่สินทรัพย์อื่นทั่วโลกยังมีราคาน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้น Value ทั่วโลก หุ้นขนาดเล็กนอกสหรัฐ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น และพันธบัตรรัฐบาลที่กลับมาให้ผลตอบแทนดี และสามารถป้องกันพอร์ตหากเศรษฐกิจถดถอย เมื่อเทียบกับฟองสบู่ปี 2007–2008 หรือปี 2021 ซึ่งทุกสินทรัพย์แพงไปหมด ครั้งนี้นักลงทุนมีที่หลบภัยชัดเจนกว่า
อ้างอิง : www.bloomberg.com