โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ 2568 บทเรียนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และวิกฤต 'เรนบอมบ์' เชิงโครงสร้าง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 02.27 น.

บทความพิเศษ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เหตุการณ์มหาอุทกภัยในเมืองเศรษฐกิจ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรง รวดเร็ว และน่าผิดรูปแบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังท้าทายขีดความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือฉุกเฉินต่อประชากร

รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งถูกจับตามองจากสื่อมาเลเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์ ‘เรนบอมบ์’

และจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘เรนบอมบ์’ (Rain Bomb) ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและเป็นศูนย์กลาง (Concentrated Rainfall) โดยมีปริมาณมากกว่า 300 มิลลิเมตร ในคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568

ปกติแล้วการระบายน้ำของหาดใหญ่จะอาศัยการระบายผ่านคลองอู่ตะเภาเป็นหลัก แต่ข้อมูลเชิงปริมาณในวิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความล้นของระบบ

ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่หาดใหญ่ ประมาณ 1,900 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยไหลมาจากคลองอู่ตะเภา (สะเดา) จากคลองหวะ (เขาคอหงส์) และจากคลองต่ำ (เทือกเขานครศรีธรรมราช)

ส่วนปริมาณน้ำไหลระบายออก 1,600-1,700 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยระบายออกทางคลอง ร.1 1,200-1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตร ระบายผ่านคลองอู่ตะเภา 400-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร

สรุป ปริมาณน้ำไหลเข้า (1,900 ลูกบาศก์เซนติเมตร) มากกว่าปริมาณน้ำระบายออก (1,600-1,700 ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนของวิกฤต
: น้ำหลากจากเขาคอหงส์

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้สะท้อนจุดแตกต่างสำคัญจากน้ำท่วมในอดีต

แหล่งน้ำหลักที่เปลี่ยนไป : น้ำท่วมครั้งนี้มีที่มาจากน้ำหลากจากเขาคอหงส์โดยตรง ต่างจากในอดีตที่มักมาจากทางทิศใต้ (อำเภอสะเดา) และไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำหลัก คลอง ร.1

การท่วมฉับพลัน : น้ำจากเทือกเขาคอหงส์ได้ไหลบ่าล้นเข้าสู่คลองสามสิบเมตร และท่วมพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว โดยที่ระดับน้ำในคลอง ร.1 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยหลักของเมือง ยังไม่ถึงจุดวิกฤต

บทเรียนสำคัญ : สถานการณ์นี้เปิดโปงจุดอ่อนในแผนป้องกันน้ำท่วมของหาดใหญ่ ที่มุ่งเน้นการเฝ้าระวังระดับน้ำในคลอง ร.1 แต่ขาดการบริหารจัดการน้ำหลาก (Runoff Management) จากเทือกเขารอบเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทำงานล่าช้าและไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

ภารกิจ ‘กู้ภัยนักท่องเที่ยว’
และการประสานงานข้ามพรมแดน

ด้วยสถานะของหาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ทก.) ต้องยกระดับการปฏิบัติการเป็นภารกิจเร่งด่วน แม้จะถูกมองว่ายังช้าอยู่ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

ศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน : จัดตั้งศูนย์บัญชาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล, ประสานงาน, และอำนวยการช่วยเหลือ

การอพยพและการส่งเสบียง : จัดทีมปฏิบัติการพิเศษลำเลียงนักท่องเที่ยวจากโรงแรมที่ถูกตัดขาด เช่น โรงแรม Red Planet (300 คน) และ Hatyai Signature (100 คน) พร้อมทั้งส่งเสบียงฉุกเฉิน (น้ำดื่ม, อาหารกล่อง, ยารักษาโรค) ไปยังโรงแรมที่นักท่องเที่ยวติดค้าง

บทบาทเชิงรุกภาคประชาสังคม
โดยเฉพาะพลัง ‘ฮาลาลซัพพอร์ต’

การช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วยการประสานงานอย่างรวดเร็วและละเอียดอ่อนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

1. การตอบสนองจากมาเลเซีย สถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย ณ สงขลา ได้ออกแถลงการณ์และเปิด สายด่วนฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงกับพลเมืองที่ติดค้าง พร้อมทั้งประสานงานกับทางการท้องถิ่นของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพชั่วคราว

2. การอุดช่องว่างด้วย ‘ฮาลาลซัพพอร์ต’ ในสภาวะที่การขนส่งเป็นอุปสรรค และหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดในการตอบสนองอย่างพร้อมเพรียง มูลนิธิคนช่วยคน ร่วมกับสมาคมนักศึกษาไทยในมาเลเซีย ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชังคมอื่นๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการ “อุดช่องว่าง” การปฏิบัติการของภาครัฐ

การประสานงานเครือข่ายนั้นได้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างกงสุลมาเลเซีย, หน่วยงานไทย (เช่น ศอ.บต., กอ.รมน.) และสภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี มูลนิธิคนช่วยคน

การให้ความช่วยเหลือเฉพาะทาง (อาหารฮาลาล) ซึ่งได้มีการระดมทรัพยากร เปิดครัวกลางเพื่อลำเลียงอาหารฮาลาล เข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นการเฉพาะ มีการรายงานว่ามีกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จาก UUM จำนวน 40 คน ที่ติดค้างอยู่ที่โรงแรมวังบูรพาและขาดแคลนอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนามาเป็นเวลาถึงสองวัน

การส่งมอบอาหารฮาลาลที่ตรงตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมนี้ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อขวัญและกำลังใจของผู้ประสบภัยชาวมาเลเซีย สะท้อนถึง ความเข้าใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ข้ามพรมแดน

สรุปบทเรียน
: ความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกัน

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับและปรับปรุงแผนป้องกันภัยพิบัติให้สอดคล้องกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) โดยเฉพาะการลงทุนในระบบเตือนภัยที่มีความหลากหลาย ไม่พึ่งพาเพียงการเฝ้าระดับน้ำในคลองหลัก

ที่สำคัญกว่านั้น ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไทย-มาเลเซีย) และภาคประชาสังคม ในการเป็นกลไกที่ยืดหยุ่นและรวดเร็ว การประสานงานที่รวดเร็วของกงสุลมาเลเซียและการตอบสนองอย่างตรงจุดของกลุ่มฮาลาลซัพพอร์ต

นับเป็นแบบอย่างอันดีเยี่ยมของการให้ความช่วยเหลือข้ามพรมแดนที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและมนุษยธรรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ 2568 บทเรียนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และวิกฤต ‘เรนบอมบ์’ เชิงโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...