โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ไทย” เตรียมร้องตรวจสอบทุ่นระเบิดชายแดนกัมพูชา ครั้งแรกในรอบ 27 ปีอ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 04.34 น.

"ไทย" เตรียมยื่นตั้งภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด หลังทหารไทยบาดเจ็บหลายครั้ง พร้อมส่งสัญญาณกดดันกัมพูชา แม้เสี่ยงกระทบสัมพันธ์สหรัฐ

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.07 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ประเทศไทยเตรียมเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนพิพาท โดยจะเสนอให้มีคณะภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-finding mission) ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีสนธิสัญญาฉบับนี้ ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่ารัฐบาลไทยพร้อมใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น แม้ว่าแนวทางดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐตึงเครียดกว่าเดิม หลังวอชิงตันระงับการเจรจาการค้ากับไทยเพื่อตอบโต้กรณีไทยชะลอการปฏิบัติตามข้อตกลงยุติข้อพิพาทชายแดนเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่สหรัฐเป็นผู้สนับสนุน

“ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด มีมาตรการที่สามารถนำมาใช้เพื่อจัดตั้งภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ และเรากำลังพิจารณาความเป็นไปได้นี้” สีหศักดิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia และเสริมว่า “มันจะเป็นภารกิจตรวจสอบที่เป็นกลางและเป็นอิสระ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง”

แนวทางการทูตที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้สามารถทำได้ตาม มาตรา 8 ของอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดปี 1997 (Ottawa Convention) โดยความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังมีเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 ครั้ง ภายหลังการปะทะตามแนวชายแดนเป็นเวลา 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและประชาชนทั้งสองประเทศต้องอพยพหลายแสนคน

“หากกัมพูชาไม่ยอมรับผิดชอบต่อการวางทุ่นระเบิดใหม่ เราจะนำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ” สีหศักดิ์ ระบุ โดยเขาเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดที่จัดขึ้นระหว่างวันนี้ถึงวันศุกร์ที่เจนีวา

เยชูวา โมเซอร์-พวงสุวรรณ นักวิจัยประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของรายงาน Landmine Monitor กล่าวเสริมว่า หากไทยเดินหน้าตามแนวทางนี้จริง จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปีที่มีประเทศร้องขอภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ประเด็นการละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญามักถูกแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการดังกล่าว

หลังเหตุล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งทหารไทยได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลไทยประกาศระงับการบังคับใช้ ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามกับกัมพูชาเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่มาเลเซีย ข้อตกลงดังกล่าวมีส่วนหนึ่งมาจากการไกล่เกลี่ยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

สหรัฐตอบโต้ด้วยการระงับการเจรจาการค้าและภาษีกับไทย โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พยายามลดน้ำหนักของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าทรัมป์ไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับการค้าในการโทรศัพท์หารือกัน

สีหศักดิ์ ยืนยันว่าไทยไม่ได้ทิ้งข้อตกลงทั้งฉบับ แต่เพียงระงับการดำเนินการชั่วคราวเท่านั้น และชี้ว่าสหรัฐแจ้งว่าตอนนี้ไม่สามารถเดินหน้าการเจรจาการค้าได้ และย้ำว่า “แรงกดดันจากสหรัฐไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระหว่างไทย–กัมพูชา…ในที่สุดทุกอย่างจะต้องตกลงกันระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ภายใต้การบีบบังคับจากประเทศใดประเทศหนึ่ง”

ฝ่ายทหารไทยระบุว่า ทหารไทย 20 นายได้รับบาดเจ็บจาก ทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่โดยกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม รวมถึง 4 ลูกที่ระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า “เราเห็นการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาเป็นการกระทำเชิงรุก และเป็นการใช้กำลัง” พร้อมย้ำว่าทุ่นที่พบเป็นของใหม่

ไทยยังระงับการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกจับกุมระหว่างการปะทะในเดือนกรกฎาคมกลับประเทศ โดยคณะกรรมการกาชาดสากลได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทั้ง 4 ครั้งแล้ว

ด้านกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยย้ำว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นซากของความขัดแย้งในอดีต และยืนยันว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดและข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของไทยในการนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ เป็นครั้งที่สองที่ไทยหลุดจากแนวทางเดิมที่มักแก้ปัญหากับเพื่อนบ้านแบบทวิภาคี ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคม รัฐบาลไทยชุดก่อนก็ได้ตั้งคำถามต่อกัมพูชาเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดในการประชุมของคณะกรรมการสหประชาชาติด้านการบังคับใช้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดที่เจนีวาเช่นกัน

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...