“ไทย” เตรียมร้องตรวจสอบทุ่นระเบิดชายแดนกัมพูชา ครั้งแรกในรอบ 27 ปีอ
"ไทย" เตรียมยื่นตั้งภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด หลังทหารไทยบาดเจ็บหลายครั้ง พร้อมส่งสัญญาณกดดันกัมพูชา แม้เสี่ยงกระทบสัมพันธ์สหรัฐ
วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.07 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ประเทศไทยเตรียมเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนพิพาท โดยจะเสนอให้มีคณะภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-finding mission) ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีสนธิสัญญาฉบับนี้ ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่ารัฐบาลไทยพร้อมใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น แม้ว่าแนวทางดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐตึงเครียดกว่าเดิม หลังวอชิงตันระงับการเจรจาการค้ากับไทยเพื่อตอบโต้กรณีไทยชะลอการปฏิบัติตามข้อตกลงยุติข้อพิพาทชายแดนเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่สหรัฐเป็นผู้สนับสนุน
“ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด มีมาตรการที่สามารถนำมาใช้เพื่อจัดตั้งภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ และเรากำลังพิจารณาความเป็นไปได้นี้” สีหศักดิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia และเสริมว่า “มันจะเป็นภารกิจตรวจสอบที่เป็นกลางและเป็นอิสระ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง”
แนวทางการทูตที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้สามารถทำได้ตาม มาตรา 8 ของอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดปี 1997 (Ottawa Convention) โดยความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังมีเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 ครั้ง ภายหลังการปะทะตามแนวชายแดนเป็นเวลา 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและประชาชนทั้งสองประเทศต้องอพยพหลายแสนคน
“หากกัมพูชาไม่ยอมรับผิดชอบต่อการวางทุ่นระเบิดใหม่ เราจะนำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ” สีหศักดิ์ ระบุ โดยเขาเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดที่จัดขึ้นระหว่างวันนี้ถึงวันศุกร์ที่เจนีวา
เยชูวา โมเซอร์-พวงสุวรรณ นักวิจัยประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของรายงาน Landmine Monitor กล่าวเสริมว่า หากไทยเดินหน้าตามแนวทางนี้จริง จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปีที่มีประเทศร้องขอภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ประเด็นการละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญามักถูกแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการดังกล่าว
หลังเหตุล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งทหารไทยได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลไทยประกาศระงับการบังคับใช้ ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามกับกัมพูชาเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่มาเลเซีย ข้อตกลงดังกล่าวมีส่วนหนึ่งมาจากการไกล่เกลี่ยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ
สหรัฐตอบโต้ด้วยการระงับการเจรจาการค้าและภาษีกับไทย โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พยายามลดน้ำหนักของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าทรัมป์ไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับการค้าในการโทรศัพท์หารือกัน
สีหศักดิ์ ยืนยันว่าไทยไม่ได้ทิ้งข้อตกลงทั้งฉบับ แต่เพียงระงับการดำเนินการชั่วคราวเท่านั้น และชี้ว่าสหรัฐแจ้งว่าตอนนี้ไม่สามารถเดินหน้าการเจรจาการค้าได้ และย้ำว่า “แรงกดดันจากสหรัฐไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระหว่างไทย–กัมพูชา…ในที่สุดทุกอย่างจะต้องตกลงกันระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ภายใต้การบีบบังคับจากประเทศใดประเทศหนึ่ง”
ฝ่ายทหารไทยระบุว่า ทหารไทย 20 นายได้รับบาดเจ็บจาก ทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่โดยกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม รวมถึง 4 ลูกที่ระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน
พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า “เราเห็นการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาเป็นการกระทำเชิงรุก และเป็นการใช้กำลัง” พร้อมย้ำว่าทุ่นที่พบเป็นของใหม่
ไทยยังระงับการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกจับกุมระหว่างการปะทะในเดือนกรกฎาคมกลับประเทศ โดยคณะกรรมการกาชาดสากลได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทั้ง 4 ครั้งแล้ว
ด้านกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยย้ำว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นซากของความขัดแย้งในอดีต และยืนยันว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดและข้อตกลงหยุดยิง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของไทยในการนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ เป็นครั้งที่สองที่ไทยหลุดจากแนวทางเดิมที่มักแก้ปัญหากับเพื่อนบ้านแบบทวิภาคี ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคม รัฐบาลไทยชุดก่อนก็ได้ตั้งคำถามต่อกัมพูชาเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดในการประชุมของคณะกรรมการสหประชาชาติด้านการบังคับใช้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดที่เจนีวาเช่นกัน
อ้างอิง : asia.nikkei.com