โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประเด็นท้าทายการตปท.ไทยปี'69

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเด็นท้าทายการตปท.ไทยปี’69

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ในปีม้า ที่ยังต้องรอดูกันว่าจะเป็นม้าแห่งการเริ่มต้นใหม่หรือม้าดีดกะโหลกให้คนได้ปวดเศียรเวียนเกล้า หลังจากที่ปี 2568 ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับการต่างประเทศไทยในหลายมิติ จึงถือโอกาสในช่วงต้นปีมาย้อนอดีตและมองอนาคต ว่าอะไรคือประเด็นที่ท้าทายสำหรับการต่างประเทศไทยในปี 2569

ปัญหาไทย-กัมพูชาที่ยากจะคาดเดาว่าจะจบลงเมื่อใด

การเปิดสงครามเต็มรูปแบบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน 817 กิโลเมตรในปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบและครอบงำการต่างประเทศไทยต่อไปในปีนี้ แม้ว่าความไม่ชัดเจนในเรื่องเส้นเขตแดนจะเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศมานานแล้ว แต่หลังจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มีคำพิพากษาคดีนี้ครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2556 จากนั้นไทย-กัมพูชาก็กลับมามีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญานของพรรคเพื่อไทยได้เดินทางกลับประเทศหลังจากที่ต้องออกไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศมานานถึง 15 ปี

เชื่อว่าไม่มีใครจะคาดคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ของนายทักษิณ ไม่เพียงแต่จะจบลงด้วยการต้องติดคุกจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวหลบเลี่ยงมาโดยตลอด และยังทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงกับสมเด็จฯฮุน เซน อดีตผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดของกัมพูชา ที่ใครๆ ก็รู้กันว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของทักษิณ จากการหักเหลี่ยมโหดถึงขั้นที่ฮุน เซน นำเทปลับการสนทนาเป็นการส่วนตัวกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเปิดเผยในเดือนมิถุนายน จนสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่ทำให้มีการสะบั้นสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลใหญ่ทางการเมืองของทั้งสองประเทศ และยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยของน.ส.แพทองธาร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า ถ้อยคำในการสนทนาของน.ส.แพทองธารนั้น ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจนทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ไทย-กัมพูชาก็เปิดฉากสู้รบกันด้วยอาวุธหนักอย่างจริงจัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่คนให้ความสำคัญและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ภาพการเสียชีวิตของชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จากระเบิดที่ตกใส่พื้นที่อยู่อาศัย การที่ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการสู้รบ การปิดด่านชายแดนแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะถาวร ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

หลังจากเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่ในตอนแรกหลายฝ่ายคิดว่าน่าจะเบาลงไปหลังการลงนามแถลงการณ์ร่วม 4 ฝ่าย ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนขณะนั้นเป็นสักขีพยาน สถานการณ์สงบไปได้สักพัก กระทั่งทหารไทยเหยีบทุ่นระเบิดครั้งที่ 7 ในเดือนพฤศจิกายน ความวุ่นวายก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

คู่ขนานกับสถานการณ์ในพื้นที่ แนวรบในเวทีโลกและในทางการทูตก็เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน กัมพูชาออกมากล่าวหาไทยว่าได้ใช้อาวุธเคมี ก๊าซพิษ ฯลฯ ทำร้ายประเทศเล็ก ขณะที่ทหารไทยก็เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 อาวุธที่ถูกห้ามใช้จนขาขาดไปแล้วถึง 11 คน ที่ไทยยืนยันว่าล้วนเป็นทุ่นระเบิดใหม่ แต่กัมพูชายืนกระต่ายขาเดียวว่าเป็นทุ่นเก่า แม้จะพบหลักฐานและคลิปต่างๆ มากมายก็ตาม

หลังเรื่องดังกล่าวถูกยกระดับไปยังเวทีประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ที่เจนีวาเมื่อต้นเดือนธันวาคม ซึ่งไทยได้นำหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงการวางทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชาไปแสดงในวาระการหารือที่จัดขึ้นตามคำขอของไทย เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การเปิดศึกแบบเต็มรูปแบบรอบ 2 ก็เกิดขึ้น ซึ่งรุนแรงและหนักหน่วงกว่าครั้งแรกมากนัก ที่สุดแล้วอาเซียนได้จัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 22 ธันวาคม นำไปสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชาในวันที่ 24-27 ธันวาคม ซึ่งได้มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันในที่สุด แม้ว่าหลังจากผ่านพ้นไป 72 ชั่วโมง ไทยจะยังไม่ได้ปล่อยเชลยศึก 18 คน เพราะฝ่ายกัมพูชามีการส่งโดรนเข้ามาในดินแดนไทย แต่ในวันส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม การปล่อยตัวเชลยศึกทั้งหมดก็เกิดขึ้น โดยมีคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) และคณะผู้สังเกตการร์อาเซียน (เอโอที) ร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับดังกล่าว

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ คนดีคนเดิมที่เดินหน้าหาทางคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ก็เข้ามาแทรกแซงเหตุปะทะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่่่ 2 ที่สร้างความไม่พอใจอย่างหนักที่บอกว่าเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นแค่อุบัติเหตุ เวลาเดียวกันจีน มหาอำนาจในเอเชียที่เป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาค ก็เป็นเจ้าภาพจัดการหารือ 3 ฝ่ายระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-ไทย-กัมพูชาขึ้นหลังประชุมจีบีซี เพื่อประกาศให้เห็นว่าใครคือพี่ใหญ่ตัวจริง ในวิธีที่ต่างออกไปจากสหรัฐที่ใช้ภาษีเป็นตัวบีบให้ต้องจบศึก จีนวางตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวกซึ่งพร้อมจะให้ความช่วยเหลือใดๆ ที่ต้องการ ที่จะช่วยให้ไทย-กัมพูชายุติการสู้รบได้อย่างยั่งยืน และค่อยๆ กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กันต่อไป

ดังนั้น ในปี 2569 ปัญหาไทย-กัมพูชา ก็จะยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ครอบงำการต่างประเทศไทยต่อไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่ามันจะจบลงแบบใดและเมื่อไหร่จริงๆ

ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของไทย

การเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ก็เป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่สำหรับการต่างประเทศไทยในปีนี้เช่นกัน และยังส่งผลกระทบต่อความท้าทายแรกคือปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างเลี่ยงไม่พ้นอีกด้วย

นับตั้งแต่สมเด็จฯฮุน เซน ปล่อยคลิปการหารือระหว่างหลานอิ๊งของอังเคิลออกมา ฮุน เซน ก็คาดเดาได้ว่าตระกูลชินวัตรจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส ฮุน เซน ถึงกับออกมาพูดว่า รู้ดีว่าใครจะได้มาเป็นนายกรัฐมนครีไทยคนใหม่ นั่นเพราะผู้นำตัวจริงของกัมพูชารู้ดีกว่า บทสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าว ที่แว่วมาว่ามีการจัดฉากลวงหลานอิ้งให้มาติดกับ ย่อมต้องสามารถโค่นตระกูลชินวัตรลงได้ ในทางการทูตการแอบอัดเทปหารือทางโทรศัพท์แล้วนำมาเปิดเผย คือการกระทำที่ผิดมารยาทอย่างร้ายแรง และยังแสดงเจตนาโจ่งแจ้งที่จะแทรกแซงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอื่น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักการของอาเซียนอีกด้วย แต่ก็นั่นแหละ เสือเฒ่าอย่างฮุน เซน ที่กล้าเผาสะพานสัมพันธ์กับตระกูลชินวัตร ก็คงโนสนโนแคร์ว่าสังคมโลกจะมองเขาอย่างไร ตราบใดที่การปลุกระแสชาตินิยมครั้งนี้ ยังทำให้ตระกูลฮุนยังกุมอำนาจรัฐไว้ได้ต่อไป แถมยังจะดูเหมือนจะมั่นคงขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ความคาดหวังของฮุน เซน เจอกับความพลิกผัน เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกุล ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลาเพียง 3 เดือนกว่าๆ ท่าทีของรัฐบาลไทยไม่ยอมอ่อนข้อหรือหงอให้กับกัมพูชาแม้สักครึ่งก้าว ซ้ำยังออกไปในแนวทางชาตินิยมหนักกว่าเก่า บวกกับรัฐบาล ทหาร และการทูตไทยสอดประสานกันเป็นเนื้อเดียว

ตอนี้สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาคาดหวังคือให้รัฐบาลใหม่ของไทยไม่ใช่พวกกระดูกแข็ง กัมพูชาจะได้ชิงความได้เปรียบในเวทีะหว่างประเทศได้ ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่าผลการเลือกตั้ง (ถ้าสามารถจัดการเลือกตั้งขึ้นได้จริง) จะออกมาสมใจพ่อลูกตระกูลฮุนหรือไม่

ความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองไทยที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คน ในเวลาแสนสั้นนั้นไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยดูมีความน่าเชื่อถือในสายตาโลก การขับเคลื่อนการต่างประเทศไทยจึงขาดความต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น การเมืองไทยจึงเป็นความท้าทายใหญ่และมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ

ที่จริงแล้ว ความท้าทายของการต่างประเทศไทยยังมีอีกมาก ท่ามกลางยุคที่โลกเต็มไปด้วยความโกลาหลอันเป็นผลจากการก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ในสมัยที่ 2 การประกาศเรียกเก็บภาษีทรัมป์ที่ในส่วนของไทยยังไม่มีความคืบหน้านักเพราะรัฐบาลอายุสั้น การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐ-จีน และประเด็นท้าทายอื่นๆ อีกมากหมาย

แต่ 2 ประเด็นหลักที่ว่ามาข้างต้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดสำหรับการต่างประเทศของไทยในปีนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประเด็นท้าทายการตปท.ไทยปี’69

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...