โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ครูและหมอใกล้ชิด' 'ความทุกข์ยากของผู้คนมากที่สุด' เปิดใจ ครูทิว ธนวรรธน์ 1 เดือนหลังประกาศ 'ลาออก'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 05.50 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 05.50 น.

รายงานพิเศษ |พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

‘ครูและหมอใกล้ชิด’

‘ความทุกข์ยากของผู้คนมากที่สุด’

เปิดใจ ครูทิว ธนวรรธน์

1 เดือนหลังประกาศ ‘ลาออก’

ทัวร์ลงแบบไม่ได้พัก แม้ลาออกจาก ‘ราชการ’ แล้วหมาดๆ สำหรับ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ‘ครูทิว’ เมื่อล่าสุดนั่งในวงเสวนา ‘วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก’ ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำมาซึ่งพาดหัวข่าว ‘ครูทิว คาใจ ปวศ. ไทย เน้นแต่กรุงเทพฯ หวั่นเป็นยากล่อมประสาท ชี้ปัญหาใหญ่ ไม่ฝึกเด็กคุ้นชินความเห็นหลากหลาย’ ที่กวักมือเรียกคณะทัวร์ลงจอดนับคันไม่ถ้วน

ทว่า ไม่อาจสร้างความหวั่นไหวให้เกิดขึ้นในใจหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ครูขอสอน’ ที่เขย่าวงการศึกษา ขยี้ปมปัญหาที่หมักหมมในรั้วโรงเรียน

ฝ่าฟันสถานการณ์หลากหลาย ถึงขนาดเคยมีชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวังกลุ่มนักวิชาการในสถานศึกษาของ ‘ฝ่ายความมั่นคง’

ยังไม่นับการถูกตีตราว่ามีความคิดละเมิดสถาบัน จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากเขตพื้นที่การศึกษาถึง 2 ครั้งในช่วงปลายปี 2567 นำไปสู่การลุกขึ้นมาปกป้องตนเองด้วยการฟ้องร้องต่อศาล ก่อนชนะคดีหมิ่นประมาทเมื่อปลายเดือนเมษายน 2568

ด้วยโปรไฟล์ระดับนี้ เมื่อปรากฏถ้อยแถลงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาประกาศ ‘ลาออก’ จากราชการ เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงกลายเป็นประเด็นฮือฮา

ครูทิวยืนยันว่า ไม่ได้ตัดสินใจเพราะ ‘ความอึดอัด คับข้องใจกับระบบราชการ’

ไม่ใช่แค่ ‘อินฟลูฯ’ การศึกษา หากแต่คือข้าราชการหนุ่มอนาคตไกล

แม้มีภาพลักษณ์ ‘ขบถ’ ดังที่เจ้าตัวใช้ประโยคที่ว่า ‘ดูเป็นครูเลวในระบบที่แสนดี’

ทำงานวันสุดท้ายเมื่อ 31 ตุลาคม ก่อนเก็บข้าวของออกจากโรงเรียนมัธยมของรัฐ มุ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งใจ โดยไม่คิดลาออกจาก ‘ความเป็นครู’

เปิดใจในบทสัมภาษณ์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทย อันเป็นสิ่งที่ทำมาโดยตลอดอย่างไร้ข้อสงสัย แต่ตอบคำถามถึงเป้าหมายเบื้องหน้า มุมมองของคุณพ่อมือใหม่ และเส้นทาง ‘การเมือง’ ที่หลายคนชูป้ายไฟเชียร์ดังๆ ในใจ

: 1 เดือนหลังประกาศสู่สาธารณะเรื่องการ ‘ลาออก’ นาทีนี้ คิดว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญของตัวเองในวันนั้น ถูกต้องหรือไม่? มีโมเมนต์ ‘เสียดาย’ เกิดขึ้นสักเสี้ยววินาทีไหม?

ไม่เสียดาย เพราะทบทวนแล้วตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลาออก

เราไม่ได้ออกโดยไร้ทิศทาง แต่มีเป้าหมายรออยู่ ที่ผ่านมาเป็นความทรงจำ เป็นประสบการณ์ที่ดี คิดว่าคงเป็นรากฐานพอสมควรที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ตั้งแต่ไม่ต้องไปทำงานก็ยังไม่มีวันที่ว่าง นั่งว่างๆ เลย

การตัดสินใจครั้งนี้ อาจจะปุปปับ ไม่เกิน 1 สัปดาห์ วันที่คิดครั้งแรกคือ ผมวูบ ล้มในห้องเรียนจนต้องลา 2 วัน เพราะทำงานหนัก พักผ่อนน้อยมาก แม้จะไปหาหมอแล้วไม่ได้มีอะไรร้ายแรง แต่คิดว่าเราน่าจะอยู่ในสภาวะแบบนี้ไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจง่าย เมื่อเกิดห้วงความคิดนี้ขึ้นมา ก็เพราะวางแผนไว้นานแล้ว ว่าพอจบปริญญาเอกจะขยับไปทำงานอีกบทบาทหนึ่ง แต่อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ถ้ายังจัดการตัวเองไม่ได้

เราให้เวลาตัวเองเหมือนกันนะ เพราะต้องไปราชการต่างประเทศกับคุรุสภา พอกลับมา กลายเป็นว่า ไม่ได้ทบทวนเลย แต่เห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้นว่าจะใช้ชีวิตยังไงหลังจากนี้ เลยตัดสินใจคุยกับเพื่อนครู และคนที่มีประสบการณ์ รวมถึงครอบครัว

หลายคนบอกว่าเสียดาย ไม่อยากให้ออก แต่เมื่อเรามีเงื่อนไขอย่างนี้ ทุกคนเข้าใจ จะบอกว่าสนับสนุนก็ไม่เชิง แต่เคารพการตัดสินใจ

: ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ และคุณครูผู้เชี่ยวชาญ ที่จะได้มองลูกเติบโต เรียนรู้จากรั้วโรงเรียน ‘ครูในอุดมคติ’ และ ‘โรงเรียนในฝัน’ ของครูทิวและพ่อทิวเป็นอย่างไร ต้องประกอบสร้างด้วยสิ่งใดบ้าง ?

อาจจะไม่มีครูหรือโรงเรียนในอุดมคติแบบที่เราคิด แต่สิ่งที่แสวงหาคือ

1. ไม่อยากให้ไปโรงเรียนไกลบ้าน ถ้าโรงเรียนที่ดี โอกาสที่ดี เหมาะกับศักยภาพของลูก แต่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงๆ เราก็ไม่อยากให้เขาเสียเวลาในการเติบโตอยู่บนรถ ดังนั้น ทำอย่างไรให้ได้โรงเรียนที่ดี เหมาะกับลูก และใกล้บ้าน

2. ผมคิดว่า ความเข้มข้นทางวิชาการเป็นเรื่องลำดับสอง ลำดับแรกคือ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก บางโรงเรียนอาจเร่งให้เด็กเขียน เร่งให้เด็กเรียนเยอะๆ เพื่อสอบ เพื่อผลสัมฤทธิ์ หรืออะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นความปรารถนาดี แต่หลายครั้งมันฝืนพัฒนาการเด็ก

เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน มันอาจจะดีตอนนั้น แต่อาจส่งผลเสียระยะยาวในการที่ลูกจะเป็นคนที่เก่ง ดี และมีความสุขได้

โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ที่ลูกอยากไป เราเลือกไม่ได้หรอกว่าจะเจอครูแบบไหน หรือเพื่อนร่วมห้องแบบไหน และผมคิดว่า มีความจำเป็นที่เด็กต้องไปเจอผู้คนที่แตกต่าง ให้เขาเรียนรู้การอยู่ในสังคม

แต่โรงเรียนจะวางระบบอย่างไร วางสิ่งแวดล้อมและนิเวศในโรงเรียนอย่างไร ให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่มีใครถูกรังแก ถูกทิ้ง หรือถูกใช้อำนาจที่มันไม่เหมาะสม ทั้งวาจาและกายภาพ ซึ่งอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่การจัดการปัญหาตรงนั้นเป็นอย่างไร

: ช่วงนี้มีกระแสถกเถียงหนักมากในประเด็นชนชั้นกลางที่พยายามส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งหลายครั้งบางครอบครัวเดือดร้อนภายหลัง มีข้อแนะนำอย่างไร ?

ไม่ต้องโรงเรียนอินเตอร์ เอาแค่โรงเรียนรัฐธรรมดาที่มีห้องพิเศษ ก็เจอภาวะที่ผู้ปกครองขาดสภาพคล่องกันเยอะมาก

ผมคิดว่าโรงเรียนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต มันสำคัญ แต่การศึกษาที่ดี มันเริ่มจากที่บ้าน เราสร้างต้นทุนที่ดีให้ลูกได้จากที่นั่น แล้วโรงเรียนเป็นส่วนเสริม ส่วนผลักดัน

เราจะไปโยนความคาดหวังให้โรงเรียน หรือต้องการซื้อสังคมก็ตาม จริงๆ แล้วไม่ผิดที่อยากเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูก แต่อย่าหลงลืมว่า เราส่งลูกไปโรงเรียนเพื่ออะไร 3 ปีแรก 6 ปีแรกก่อนลูกเข้าอนุบาล เข้าประถม เราดูแลเขาอย่างไร รากฐานจริงๆ มันเริ่มต้นจากเราต่างหาก

เราอาจไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในระบบหรือคุณภาพของบางโรงเรียน รวมถึงสังคมในนั้น แต่เราหนีพวกเขาไม่ได้ตลอด เมื่อเรียนจบออกมาทำงาน เดินบนถนน ขับรถบนถนน ก็ต้องเจอคนที่แตกต่างหลากหลาย

จะทำอย่างไรให้ลูกมีโอกาสเรียนรู้ สามารถรับมือความขัดแย้ง เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ผมว่าตรงนี้สำคัญ

: จุดอ่อน จุดแข็ง อุปสรรคของการศึกษาไทย จากมุมมองของ ‘คนใน’ สู่มุมมองของ ‘คนนอก’ ยังคงเหมือน หรือแตกต่างออกไป ?

ผมยังคงคิด และเชื่อ และจะพูดเหมือนเดิม ว่าปัญหาหลายอย่างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบหลายอย่างมันก็พันกัน คุณภาพครู การจัดการศึกษาที่รวมศูนย์ ภาระงานครูที่ทับถมจากปัญหาที่ถูกสั่งมาจากส่วนกลาง แล้วมันก็บีบบังคับ แม้เปิดอิสระให้แต่ละพื้นที่ที่จะทำอะไรบางอย่างได้ แต่ด้วยวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ มันไม่สามารถทำให้เหมาะกับโรงเรียนและนักเรียนของตัวเองได้จริง

มันต้องเปลี่ยนหลายๆ อย่าง เหมือนที่เคยพูดมาตลอดอยู่แล้ว แม้แต่ระบบการวัด ประเมินผล สุดท้ายเราก็ต้องย้อนกลับมาว่า รากฐานปรัชญาการศึกษา หรือสิ่งที่เชื่อว่าจะสร้างคน เรายึดถือคุณค่าแบบไหนอยู่ เรากำลังให้คุณค่ากับอะไร และมีอะไรบ้างที่หายไป เช่น การให้คุณค่ากับตัวเลข คะแนน ผลสัมฤทธิ์ โดยบอกว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้

แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขเหล่านั้นมันจริงแค่ไหน หรือเป็นแค่ภาพลวงตาที่หลอกเราอยู่ และทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงซึ่งซับซ้อนลึกซึ้งกว่านั้นในฐานะที่ผู้เรียนเป็นมนุษย์

: จากยุคไม้เรียว ถึงครูเจน Z ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่มักถูกมองว่า ไม่อดทนบ้าง ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางบ้าง ส่วนตัวมีคอมเมนต์อย่างไร ?

ผมไม่แน่ใจว่าจะให้ความเห็นเรื่องนี้ได้ดีไหม หลายครั้งเราอาจจะไม่สามารถแบ่งแยก หรือเหมารวมจากเจเนอเรชั่น แม้คนที่เกิดมาในแต่ละบริบท ยุคสมัยมีความแตกต่างกัน แต่เราจะบอกว่า เจน Z เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้หรือ เพราะนั่นคือครูที่เพิ่งบรรจุแค่ 5-6 ปี แล้วจะเปรียบเทียบกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า โดยตัดเรื่องเจนไปเลยได้อย่างไร เอาแค่ประสบการณ์ในชั้นเรียน ในการดีลกับเด็กก็เปรียบเทียบไม่ได้แล้ว

แต่ส่วนที่อาจได้เปรียบ คือ การที่แก๊ป (ช่องว่าง) ระหว่างเขากับเด็กใกล้กัน แม้แต่ผมเองยังรู้สึกว่ามีเจนแก๊ปเลย ว่าเขาพูดอะไรกัน ฟังอะไรกัน

เราก็ทำความเข้าใจเด็ก แต่บางอย่างเราก็ไม่อัพเดตแล้ว แต่ครูรุ่นใหม่ อาจเข้าถึงตัวตนหรือไลฟ์สไตล์ของเด็กที่วัยใกล้เคียงกันมากกว่า

ส่วนเรื่องคุณภาพ ไม่อดทน ไม่นู่น ไม่นั่น ผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่จะบอกว่าครูรุ่นใหม่รุ่นเก่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ครูรุ่นเก่าห่วยๆ ไม่สอน สอนไม่รู้เรื่อง หยิบโหย่งก็มีเยอะแยะ มันมีทุกรุ่น

: สอนนักเรียนมา 10 รุ่น อะไรที่นักเรียนทั้ง 10 รุ่นเป็นฝ่าย ‘สอน’ เราบ้าง ?

เดือนที่ผ่านมา ผมนั่งย้อนทบทวนบ่อยมาก ประการแรก ผมเป็นครูทิวทุกวันนี้เพราะนักเรียน

ถ้าไม่ได้มาเจอนักเรียนในโรงเรียนนี้ ในบริบทนี้ เราอาจะไม่ได้เป็นเราในแบบนี้ มันเกิดกระบวนการทรานส์ฟอร์ม การเปลี่ยนแปลงข้างในตัวเอง แม้แต่ความคิดความเชื่อทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ มันขยับ ปรับเคลื่อนตัวไป

ตอนเป็นครูแรกๆ เราเห็นปัญหาทั้งในระบบ ทั้งปัญหาของเด็ก แล้วเราก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงว่าทำไมมันถึงห่วยแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบที่เราคาดหวัง

แต่สุดท้ายก็กลับมาย้อนคิดได้ว่า มันอาจต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาและบริบทก่อน ว่าที่คิดไปแบบนั้นเพราะเรามาจากอีกบริบทหนึ่งผมจบจากโรงเรียนสาธิต และฝึกสอนโรงเรียนสาธิตมาก่อน ซึ่งจะเป็นเด็กอีกกลุ่ม แต่พอมาอยู่กับเด็กทั้งที่โรงเรียนแถวเอกมัย มาถึงโรงเรียนแถวสวนหลวง เราไปฟังเขามากขึ้น ทำให้ได้ยินเสียงว่าจริงๆ แล้ว ทั้งปัญหาการเรียนของผู้เรียน จนถึงปัญหาสังคม เศรษฐกิจ มันมีรากมาจากอะไรบ้าง และควรแก้จุดไหน มันทำให้เราเปลี่ยนกระบวนทัศน์ มุมมอง วิธีการสอนไป

เราอาจต้องฟังเขาให้มากขึ้น และเห็นหัวใจความเป็นมนุษย์ของเขา

ผมว่าครูและหมอเป็นอาชีพที่ใกล้ชิดความทุกข์ยากของผู้คนมากที่สุด

ดังนั้น เราไม่ควรคิดแบบผลักภาระความรับผิดชอบให้เขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองย้อนกลับมาที่เรา ว่าจะมีบทบาทในการผลักดัน หรือทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้

เราเห็นอยู่ ว่าพ่อแม่ไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องทำงาน ภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง สิทธิแรงงานที่ขาดพร่อง

เราได้ส่งเสียงตรงนี้ไหม ในฐานะที่จะช่วยลูกศิษย์ ผมว่านี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเขา

: เมื่อได้คำนำหน้านาม เป็น ดร.ธนวรรธน์ แล้ว งานประจำในใจ ยังเป็นสายการศึกษาหรือไม่ ? เคยคิดลง ‘การเมือง’ เป็น ส.ส.ทิว เพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งการศึกษาไทยที่ดีกว่าผ่านสภาฯ ไหม

จริงๆ แล้ว ผมคิดว่าตัวเองทำงานทั้ง 2 อย่าง ทั้งทางวิชาการ ทั้งทางการเมืองมาตลอดอยู่แล้ว

ในบทบาทต่อๆ ไป เบื้องต้นหลังจากนี้ประมาณหนึ่งปี ถ้าจะทำวิทยานิพนธ์จนจบปริญญาเอก เป้าหมายหลัก คือ ต้องการเข้ามหาวิทยาลัย เข้าไปอยู่ในสถาบันผลิตครู ประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นครู มันน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีที่จะทำให้เราไปเป็นอาจารย์ที่จะสอนครูอีกทีหนึ่ง ดูครูรุ่นใหม่ๆ ให้มีพลัง ให้มีคุณภาพ เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงนอกเหนือจากเรา มันอาจไม่ได้ไปเปลี่ยนทุกคนหรอก แต่เชื่อว่าจะไปจุดประกาย สร้างคุณค่าในแง่นั้นได้

ขณะเดียวกัน ผมคิดว่า จะยังคงทำงานในประเด็นเรื่องต่างๆ ที่สนใจ รวมถึงเรื่องที่จะมาเป็นข้อมูลป้อนเข้าสู่การทำงานเชิงนโยบาย ซึ่งตั้งแต่ตอนเป็นครู ก็เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการต่างๆ เอาประสบการณ์ที่พบเจอจากหน้างานไปขับเคลื่อนอยู่แล้ว

ส่วนการที่จะไปมีบทบาททางการเมืองอย่างเต็มตัว ยอมรับว่า หลายคนก็คาดหวัง แต่ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องของอนาคต

ตอนนี้คงทำงานสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนมากขึ้น ทำงานกับเครือข่ายครู จัดตั้งอะไรบางอย่างเพื่อรวบรวมเสียงจากครู จากผู้คน และการทำงานในห้องประชุมที่เราไปมีส่วนร่วมกับฝั่งการเมือง การผลักดันนโยบาย หรือทำนโยบายเสนอให้พรรคการเมือง

ผมยังทำงานเป็นวิทยากรในโรงเรียนต่างๆ นอกเหนือจากหัวข้อที่เป็นโจทย์ของเขาแล้ว

ก็เป็นการไปให้กำลังใจ

การไปเก็บข้อมูล การไปฟังเสียงของครูหลายๆ ที่ อาจทำให้เราเอามาขับเคลื่อนได้เช่นเดียวกัน และทำให้เขาสามารถเชื่อมั่นในพลังของตัวเองในการเปลี่ยนแปลง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ครูและหมอใกล้ชิด’ ‘ความทุกข์ยากของผู้คนมากที่สุด’ เปิดใจ ครูทิว ธนวรรธน์ 1 เดือนหลังประกาศ ‘ลาออก’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...