ตะลุย 5 ร้านสามย่าน รสชาติแห่งกาลเวลาที่อยู่คู่เด็กจุฬาทุกยุคสมัย
a day magazine
อัพเดต 27 พ.ย. 2568 เวลา 18.09 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. • a day magazineเมื่อพูดถึง ‘สามย่าน’ สิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึง คือแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายผสมผสานระหว่างความเก่าและใหม่อย่างลงตัว ใกล้สถานศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งนี้เราขอเน้นๆ แหล่งรวมของกินอันหลากหลายให้เลือกสรรตามใจชอบ
แน่นอนว่าเมื่อใกล้แหล่งมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยนิสิตและพนักงานออฟฟิศ มากไปกว่ารสชาติ ราคาที่จับต้องได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงปลายปีที่อากาศกำลังดีนี้ เราจึงอยากชวนออกเดินสำรวจสามย่าน แวะเข้า 5 ร้านอาหารและร้านของหวานที่เราคัดมาแล้วว่าไม่ควรพลาด
ตั้งแต่ร้านที่อยู่คู่สามย่านมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ไปจนถึงร้านของคนรุ่นใหม่ที่เป็นกระแสไวรัลและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่คนกิน ทุกร้านล้วนโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง
แม้แต่ไม่ใช่นิสิตจุฬาฯ ก็สามารถมาตามลายแทงนี้ได้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันว่ามีร้านไหนบ้าง
นายอู๋ ข้าวแกงสามย่าน
ที่ฝากท้องของชาวสามย่านที่ส่งต่อความอร่อยหลากหลายกว่า 50 ปี จากรุ่นสู่รุ่น
บริเวณอาคาร U Center 1 ซอยจุฬา 11 คือที่ตั้งของร้าน ‘นายอู๋ ข้าวแกงสามย่าน’ ร้านข้าวราดแกงขนาดย่อม 2 คูหา ที่ใครไปใครมาในย่านนี้ต้องรู้จักและเคยฝากท้อง ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลายกว่า 70 อย่างต่อวัน และมีรสชาติถูกปาก
ปัจจุบันข้าวแกงนายอู๋บริหารโดยรุ่นหลานอย่างคุณเว้ง - บุญช่วย เทอดทูลกิติกุล ซึ่งเขาเล่าว่าจุดเริ่มต้นของร้านต้องย้อนไปตั้งแต่รุ่นคุณปู่และคุณย่า ที่เคยทำร้านข้าวราดแกง ก่อนที่รุ่นคุณพ่อกับคุณแม่จะมาทำสืบต่อกลายเป็นร้านของตัวเองเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2518 โดยเริ่มต้นเป็นร้านเล็กๆ อยู่ตลาดสามย่านเก่า
หลังจากทำมาประมาณเกือบ 30 ปี จึงมีการย้ายร้าน เพราะหมดสัญญากับที่ตลาดเก่า ตอนหลังก็ไปเซ้งตึกเก่าที่อยู่ใกล้ๆ กัน ย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบันเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน
ร้านนายอู๋เป็นร้านข้าวแกงอาหารไทยแบบดั้งเดิม แต่ละวันมีเมนูหมุนเวียนกว่า 70 อย่าง แต่ก็จะมีเมนูหลักๆ ยืนพื้นประมาณ 50 อย่าง เช่น แกงเขียวหวานเนื้อ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง หมูก้อนทอด หรือผัดเผ็ดปลาดุก ที่ลูกค้านิยมสั่ง ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และบวกไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าลูกค้าสั่งราดข้าวกี่อย่าง
สำหรับสูตรอาหารที่ร้านจะมาจากฝั่งคุณแม่ ซึ่งเป็นแม่ครัวและคอยดูแลสูตรมาตั้งแต่เปิดร้าน โดยจะเลือกวัตถุดิบมีคุณภาพมาประกอบอาหารแบบรสชาติกลางๆ ไม่จัดเหมือนแกงใต้ เน้นทานง่ายและทานได้บ่อย ขณะที่คุณพ่อจะเป็นฝ่ายดูหน้าร้าน คอยคุมการบริการ
ปัจจุบันคุณแม่ยังเป็นแม่ครัวหลัก ขณะที่คุณเว้งซึ่งเป็นอดีตพนักงานออฟฟิศเริ่มเข้ามาช่วยงานที่ร้านเต็มตัวเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เนื่องจากคุณพ่อเริ่มอายุมาก โดยเข้ามาดูแลจัดการบริหารหน้าร้านต่อจากคุณพ่อ และทำการปรับเปลี่ยนระบบบริการบางอย่างให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้น
“แต่ก่อนที่ร้านจะไม่มีระบบคิว ใครมาก่อนสั่งก่อน แต่ก็เกิดความวุ่นวาย พอเรามาช่วยที่ร้านเต็มตัว ก็จัดให้มีระบบคิวเกิดขึ้นเพื่อความเป็นระเบียบ เริ่มนำเอาแฟลตฟอร์มเดลิเวอรีเข้ามาเพื่อการสั่งอาหารออนไลน์ รวมถึงพยายามเสนอไอเดียใหม่ๆ ในการทำเมนูอาหารกับคุณแม่ เช่น หมูก้อน ที่เราได้ไอเดียจากตอนทำงานประจำ ซึ่งเพื่อนๆ ชอบกิน กลายเป็นว่าทุกวันนี้เป็นเมนูขายดี วันหนึ่งต้องทำทีละ 10 ถาด” คุณเว้งเล่า
ทุกวันนี้ร้านนายอู๋ ข้าวแกงสามย่านยังคงทำหน้าที่เป็นที่ฝากท้องสำหรับคนชอบกิน ด้วยความที่เป็นรสชาติทานง่ายและเมนูที่หลากหลายหมุนเวียนไปในแต่ละวัน
“สิ่งที่ทำให้ร้านอยู่มาได้นาน คืออาหารของคุณแม่ และการบริการหน้าร้านของคุณพ่อ เราซึ่งมาทำหน้าที่แทนคุณพ่อก็จะพยายามทำให้ได้อย่างที่ท่านทำ"
"การทำร้านอาหาร ต้องคุณภาพอาหารครึ่งหนึ่ง บริการครึ่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีร้านใหม่ๆ เกิดขึ้น เราก็ยังคงรักษาสองสิ่งนี้ไว้ แต่ก็ต้องปรับตัวตามกลุ่มลูกค้าที่มากิน พร้อมกับขายทางออนไลน์ อนาคตเรายังตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบร้านหรืออาหารก็ยังอยากคงความออริจินัลไว้ โดยที่ต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนกัน”
พี่นา เอแคลร์
ร้านเบเกอรีโบราณแห่งสามย่าน ที่ส่งต่อรสชาติดั้งเดิมให้ลูกค้า
สามย่านมีร้านของหวานและร้านเบเกอรีให้เลือกมากมาย แต่หนึ่งในร้านที่โดดเด่นและเรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งสามย่าน คือ ‘พี่นาเอแคลร์’ ร้านเบเกอรี โบราณแห่งซอยจุฬา 50 ที่มีเมนูยอดนิยมอย่างเอแคลร์และโรลเค้ก ที่คงรสชาติดั้งเดิมมาเกือบ 30 ปี
จากจุดเริ่มต้นของรุ่นคุณแม่ที่ทำขนมเอแคลร์ที่บ้านและส่งขายตามหมู่บ้าน จนเป็นที่ร่ำลือถึงรสชาติและราคา กลายเป็นกระแสปากต่อปาก และเมื่อฐานลูกค้าเริ่มขยาย จึงขยับมาเปิดหน้าร้านบริเวณสามย่านเมื่อ 28 ปีที่แล้ว กระทั่งปัจจุบัน คุณพลอย - สิรินทร์ จิระโพธิรัตน์ ผู้เป็นลูกสาว และเป็นเจ้าของร้าน PrumPlum Umeshu Bar (พรัมพลัม อุเมะชู บาร์) เข้ามารับช่วงต่อเมื่อราว 6 ปีที่แล้ว
“แรกเริ่มที่เปิดร้าน เราเข้าใจว่าไม่ได้มีคอนเซปต์อะไรมาก เป็นร้านเอแคลร์ที่มีเค้กโรล คือเน้นขายสองเมนู แล้วปรากฏว่าลูกค้าติด จึงขายมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็เพิ่มคุกกี้ จนกลายเป็นสามเมนูหลักที่ทำมาแต่แรก ไม่ได้เป็นร้านเบเกอรีที่มีเมนูหลากหลาย”
“รสชาติเอแคลร์จะไม่ได้หวานหรือวานิลลามาก มันบาลานซ์ค่อนข้างลงตัว มันจะนุ่ม หอม ไม่หวานเกินไป แล้วก็จะไม่ได้ออกรสนมจ๋า ลูกเล็ก ไส้แน่น ถ้าเป็นตัวช็อกโกแลต จะฟีลแบบเรากินช็อกโกแลตนูเทลล่า เข้มข้น ส่วนรสกาแฟ ลูกค้าก็ชอบ เข้าใจว่ามันคือรสกาแฟโบราณ คนไทยก็เลยติดกัน”
“ตอนช่วงโควิด ทุกคนมีปัญหา เราก็เข้ามาช่วยดูว่าทำอะไรช่วยร้านได้บ้าง พอดีกับที่คุณแม่อยากวางมือ เราเลยรับช่วงต่อกันตอนนั้น คุณแม่ส่งต่อเรื่องสูตรทั้งหมด เทคนิคต่างๆ วัตถุดิบหาจากไหน พนักงาน ลูกค้าเป็นใคร คาแรกเตอร์แบบไหน ความต้องการเป็นแบบไหน ดูแลจัดการอย่างไร คือเราเข้ามาดูภาพรวมของร้านทุกอย่างตั้งแต่สูตรยันการบริหาร”
คุณพลอยมองว่าความต่างของการเปิดบาร์กับร้านเค้ก คือเรื่องของสเกล หากเป็นร้านอาหารที่มีวัตถุดิบ จะมีซัปพลายเออร์ที่หลากหลาย แถมต้องดีลกับลูกค้าในเรื่องของการบริการ ขณะที่ร้านเค้ก สิ่งสำคัญ คือการควบคุมคุณภาพของขนมให้ได้ตามสูตร ซึ่งสำหรับร้านพี่นา เอแคลร์ สูตรขนมที่ได้จากคุณแม่ จึงเป็นเหมือนตัวชูโรงของร้านที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เปิดร้าน ขณะที่ทุกวันนี้คุณแม่ก็ยังอบขนมจากที่บ้านมาส่งขายที่ร้าน
“เวลาคนนึกถึงร้าน ก็จะนึกถึงขนมสามตัว คือ เอแคลร์ แยมโรล และคุกกี้ แต่ก็พยายามปรับตามเทรนด์บ้าง ไม่ได้ยึดสามตัวหลักอย่างเดียว เพื่อเหตุผลทางธุรกิจ ที่เวลาคนมาซื้อขนมสามตัวนั้น ก็จะอาจจะพ่วงซื้ออย่างอื่นติดไปด้วย แต่ไม่ได้ทำเป็นเมนูประจำ อาจจะนานๆ ที หรือตามฤดูกาล ตามสถานการณ์ เช่น ขนมปังกระเทียม ขนมปังเนยกรอบ ทาร์ตผลไม้ บราวนี เค้กมะตูม เค้กแครอท เค้กกล้วยหอม ส่วนเอแคลร์จะมีทำรสพิเศษ คือรสชาไทย”
แต่ก่อนขนมที่ร้านจะขายกล่องละ 50 บาท แต่ปัจจุบันราคาขึ้นมาเป็น 60 บาท ตามเงินเฟ้อกับค่าวัตถุดิบ อย่างไรก็ดีคุณพลอยมองว่าไม่ได้แพงมากสำหรับพื้นที่สามย่าน เทียบกับปริมาณและคุณภาพ
“แรงบันดาลใจที่ได้จากคุณแม่คือเรื่องการโฟกัส ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งนี้มันดีและลงมือทำด้วยการโฟกัสตลอดไม่เปลี่ยน สุดท้ายมันก็จะอยู่ได้และงอกเงยต่อไปได้"
“เราชอบความเป็นออริจินัลของร้านและขนมที่ร้าน อนาคตก็คิดว่าอยากเก็บความโบราณนี้ไว้ เหมือนที่ร้านให้นิยาม คือรสชาติที่รุ่นแรกกินยังไง ทุกวันนี้ก็ยังขายได้ แต่ด้วยอนาคตที่ไม่แน่นอน เราก็คงต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ”
จอนนี่ (Johnny)
ตามสั่งขวัญใจเด็กจุฬาที่เน้นความไวและราคาเป็นมิตร
ถ้าพูดถึงอาหารตามสั่ง เราอาจนึกถึงเมนูปกติทั่วไปที่นิยมกินกัน แต่ที่ ‘ร้านจอนนี่’ ใจกลางสามย่าน บริเวณซอยจุฬา 11 อาหารตามสั่งของร้านถูกพลิกแพลงให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น จนกลายเป็นขวัญใจของเด็กจุฬาฯ ที่แวะเวียนมากินไม่ขาดสาย
คุณจอนนี่ - เฉลิมชัย เลิศดิษจรัสกิจ เล่าจุดเริ่มต้นของร้านว่าแรกเริ่มรุ่นอาเจ็กต้องการเปิดร้านอาหารตามสั่งและมีคาราโอเกะ จึงชักชวนคุณพ่อของคุณจอนนี่มาช่วยลงทุน แต่เมื่อเปิดไปสักพัก อาเจ็กผันตัวไปทำอย่างอื่น คุณจอนนี่จึงเข้ามาดูแลแทน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นร้านจอนนี่ เมื่อราว 25 ปีที่แล้ว
“ที่บ้านเราเปิดร้านหมูสะเต๊ะนายซ้ง อยู่ตรงบรรทัดทอง เราเลยมีประสบการณ์การทำร้านอาหารมาบ้าง ซึ่งเราชอบงานด้านบริการอยู่แล้ว พอมาเปิดร้านจอนนี่ก็ปรับนิดหน่อย และคอยอยู่หน้าร้านคอยบริการ เอนเตอร์เทนลูกค้า และควบคุมคุณภาพอาหาร”
“ตอนแรกเราเปิดที่ตลาดสามย่านประมาณ 8 ปี แต่มีการขยับย้ายมาตรงนี้ประมาณ 17 ปีที่แล้ว”
คอนเซปต์ของร้านจอนนี่ คืออาหารตามสั่งที่ทำได้เร็ว ทานได้ทุกวัย โดยคุณจอนนี่ได้พลิกแพลงการทำอาหารตามสั่งให้มีความพิเศษมากขึ้น ด้วยการนำวัตถุดิบต่างๆ มาปรับเปลี่ยน ผสมผสานให้เป็นอาหารที่เด็กและผู้ใหญ่ทานได้ เช่น เมนูเส้นใหญ่คั่วไก่ ก็เปลี่ยนไปใช้เป็นเส้นสปาเก็ตตี กลายเป็นสปาเก็ตตีคั่วไก่ หรือเป็นมักกะโรนีคั่วไก่ หรือบางเมนูอย่างออส่วนที่ปกติหากเป็นร้านอื่นต้องสั่งเป็นกับข้าวแยก แต่ที่ร้านพลิกแพลงทำเป็นออส่วนราดข้าวไปเลย
“เราพยายามทำสิ่งที่ร้านอื่นไม่ค่อยมี หรือไม่ได้ทำ เอามาปรับให้ลูกค้าจับต้องได้ง่าย กินได้ง่าย โดยการทำเป็นอาหารจานเดียวได้เลย ไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ แต่คุณภาพและรสชาติก็อร่อย กินได้ทุกเพศทุกวัย ในราคาจับต้องได้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อสามย่านบูมขึ้นและผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ร้านจอนนี่ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดไม่ต่างกับร้านอื่นๆ เช่น หากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทำเดลิเวอรี หรือการตลาดออนไลน์
“เราจะไม่คิดว่าร้านแถวนี้เป็นคู่แข่ง แต่จะเรียกว่าผู้ร่วมการค้า เพราะแต่ละร้านก็จะมีอาหารแต่ละสไตล์ สำหรับลูกค้า บางวันเขาอยากกินแบบไหน เขาก็เลือกกินได้ เราอาศัยว่าทำของเราให้ดีที่สุด ถ้าวันไหนลูกค้าอยากกินของเรา เขาก็จะมากิน”
“การที่เราสามารถอยู่มาได้ 25 ปี เพราะเรามีอาหารหลากหลาย ราคาย่อมเยา บรรยากาศเป็นกันเอง เวลามากินลูกค้าก็จะนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ บางคนกินตั้งแต่ยังเรียนอยู่ พอจบไปกลับมากินอีกทีรสชาติก็ยังไม่เปลี่ยน"
“อย่างที่บอกว่าเราชอบการบริการ เวลาได้คุยกับลูกค้าก็มีความสุขทุกครั้งในการทำงาน อาหารถูกใจไม่ถูกใจ เราต้อนรับดีไว้ก่อน ทำให้เขาประทับใจ (หัวเราะ)
“ถึงแม้จะเปิดมา 25 ปีแล้ว แต่เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นร้านตำนาน เรียกว่าเป็นร้านที่อยู่คู่กับสามย่านก็แล้วกัน เราอยากเติบโตไปทีละสเต็ป ไม่อยากแข่งขันกับใคร”
ต้นกก
ร้านเค้กหน้านิ่มคุณภาพพรีเมียมราคาถูกคู่สามย่าน
อีกหนึ่งร้านของหวานที่อยู่คู่สามย่านมายาวนาน คือ ‘ร้านต้นกก’ ร้านที่คนจดจำจากเค้กหน้านิ่ม ราคาถูก รสชาติอร่อย ที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 โดยคุณกก - จุมพล เลาหเวชวานิช อดีตศิษย์เก่าแห่งจุฬาลงกรณ์ ที่เคยทำขนมส่งขายตามออฟฟิศ ก่อนขยับขยายมาเปิดหน้าร้านในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
“สมัยก่อนเราเรียนย่านนี้ กินอยู่แถวนี้ เห็นบรรยากาศมาตลอด รู้ว่าคนแถวนี้กินอะไร ชอบอะไร พอเรียนจบก็ไปอยู่ออสเตรเลียหนึ่งปี กลับมาก็ทำงานในย่านนี้ประมาณ 4 ปี ก็มาเปิดร้าน ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ เดินกินข้าวอยู่สามย่าน เขาบอกมีห้องว่างพอดีก็เลยเอาเลย (หัวเราะ)”
คุณจุมพลเล่าให้ฟังว่าร้านต้นกกไม่ได้มีคอนเซปต์ เพียงแค่อยากขายเค้กหน้านิ่มในราคาย่อมเยาเท่านั้น โดยสูตรได้มาจากสถาบันที่เคยเรียน และเคยมีคนสอน ก่อนจะนำมาดัดแปลงสูตรเป็นของตนเอง จนได้เป็นเมนูอย่างเค้กหน้านิ่มอย่างเค้กส้ม เค้กช็อกโกแลต เค้กกาแฟ เค้กชาเขียว ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตของร้านที่คนจดจำ
“เราขายดีตั้งแต่วันแรกเลยนะ เพราะตอนนั้นร้านค้าไม่ค่อยเยอะ มีไม่กี่เจ้า และเราใช้วัตถุดิบดี”
“ต้นกกเป็นร้านเล็กๆ ในห้องแถวห้องเดียว แต่ก่อนขายอาหารด้วย แต่ปัจจุบันไม่ได้ขายแล้ว ขายแต่ขนมเค้ก ใช้วัตถุดิบเกรดดี ไม่ใส่สารกันบูด กินง่าย เก็บในตู้เย็นได้หลายวัน ราคาเริ่มต้น 35 บาท”
“ทุกวันนี้เราไม่ได้อบเค้กเองแล้ว มีพนักงานทำ แต่เรายังต้องคอยดูตลอด มาตรฐานเค้กต้องคงเดิม เพราะเค้กมันเหมือนวิทยาศาสตร์ ต้องทำตามสูตร ถ้าผิดเพี้ยนไปนิดหนึ่งมันจะแสดงมาให้เห็นเลย เช่น ไม่ขึ้นฟู ไม่อร่อย”
แม้จะเป็นร้านเล็กๆ บริหารเอง และอยู่กันแบบครอบครัว แต่ด้วยความใส่ใจในคุณภาพ ร้านต้นกกจึงผ่านกาลเวลามาได้กว่า 25 ปี จากที่มีลูกจ้าง 2 คน ปัจจุบันมีนับสิบคน และมีการเปิดสาขาเพิ่มที่พุทธมณฑล สาย 4
“บางคนอยากขยายสาขาเยอะๆ แต่เราอยากทำง่ายๆ คนเดียว แต่ยังเน้นความคงเดิมและควบคุมคุณภาพได้ การบริหารเองไม่ปวดหัว ต้องทำทุกอย่าง แต่ก็แลกกับความสบายใจ ตอนนี้มีหลานมาช่วย ถ้าวันหนึ่งต้องส่งต่อร้านให้ก็อยากให้เขาคงรสชาติเดิมของขนมและความสะอาดไว้”
“แต่ถ้าเขาอยากขยับขยายเพิ่มเติมหรืออยากปรับสูตรก็ได้ เราไม่ได้ซีเรียส”
ขณะที่ยังคงความเป็นออริจินัล ร้านต้นกกเองก็ต้องปรับตัวตามยุคสมัยที่ใครๆ ก็ทำขนมขายได้ ซึ่งคุณกกบอกว่าต้องทำขายออนไลน์มากขึ้น และขยายตลาดออกไปรอบๆ กรุงเทพฯ และมีเค้กสูตรใหม่ๆ ออกมา
“ตอนนี้ก็เริ่มมีเมนูใหม่ๆ มาแล้ว เช่น เค้กมะพร้าว ชีสเค้กหน้าไหม้ คุกกี้หน้านิ่ม แต่ก็ยังเน้นเค้กเหมือนเดิม เพราะเดี๋ยวนี้คนชอบขนมหน้าตาสวย เราเองไม่ค่อยรู้เรื่อง สงสัยต้องรุ่นหลานมาทำ (หัวเราะ)”
ครัวจุฬา 50
ตามสั่งขายดีสามย่าน เมนูภัตตาคารในราคาเอื้อมถึง
ไม่น่าแปลกใจที่ร้าน ‘ครัวจุฬา 50’ จะมีลูกค้าแวะเวียนมาชิมจนเต็มร้านขนาดสองห้องแถวทุกวัน ไม่ว่าจะลูกค้าเก่าหรือหน้าใหม่ คนไทยหรือต่างชาติ เพราะเมื่อลองเปิดดูรูปอาหารที่มีคนรีวิวในโซเชียลแล้วก็คิดได้แค่ว่ายังไงต้องได้มากิน
ปูผัดผงกะหรี่ราดข้าวที่มีเนื้อปูล้นๆ ข้าวผัดปู ต้มยำกุ้งน้ำข้น กระเพาะปลาน้ำแดง หมูกรอบผัดพริกเกลือ กั้งผัดพริกเกลือ ไปจนถึงเผือกทอด หรือพุทราจีน เมนูที่ดูแล้วน่าจะอยู่บนภัตตาคาร กลับสั่งกินได้ที่ครัวจุฬา 50 ในราคาที่เอื้อมถึงได้
ครัวจุฬา 50 เริ่มเปิดตอนปี พ.ศ.2564 ในช่วงสถานการณ์โควิด ช่วงนั้นร้านอาหารย่านสามย่านปิดหลายร้านจากเหตุการณ์ล็อกดาวน์ ทำให้มีห้องเช่าใจกลางเมืองเหลือให้เช่าจำนวนมาก ทั้งที่ปกติจะหาทำเลเปิดยาก อีกทั้งช่วงนั้นราคาเช่ายังไม่แพง คุณพงศธร ภูพงศ์สิริพันธ์ ผู้เป็นเจ้าของร้านจึงเห็นโอกาสของการเปิดธุรกิจในเมือง
คุณพงศธร เล่าว่าครัวจุฬา 50 เป็นร้านอาหารตามสั่งที่ขายดีในสามย่าน เพราะมีเมนูที่แตกต่างจากร้านอื่นทั่วไป โดยมีคอนเซปต์ในนำเมนูระดับภัตตาคาร มาทำราคาให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
“ช่วงแรกคิดว่าถ้าขายแพงๆ คงขายยาก จึงคิดคอนเซปต์ว่าจะทำอาหารที่ทุกคนสามารถกินได้ทุกวัน ราคาต้องไม่แพง เมนูต้องไม่เหมือนร้านอาหารตามสั่งทั่วไป เพราะเรามีเมนูปูเป็นจุดเด่น เราเคยทำงานเป็นซัปพลายเออร์อาหารทะเลมาก่อน จึงสามารถหาวัตถุดิบสดใหม่จากทะเลไทยในราคาไม่แพงได้”
สิ่งที่คุณพงศธรคิดไม่ผิด เพราะตั้งแต่เปิดร้านครัวจุฬา 50 ก็กลายเป็นไวรัลจากเมนูปูผัดผงกะหรี่ จนทำให้เกิดกระแสผู้คนหลั่งไหลมากินเมนูนี้ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
“เมนูปูผัดผงกะหรี่ขายราคาแค่ 120 บาท แล้วรสชาติร้านเราเป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ เพราะรสไม่จัด ผงกะหรี่ไม่แรง คนต่างชาติชอบปูผัดผงกะหรี่อยู่แล้ว เขาเลยถูกจริตกับร้านเรา ที่สำคัญคือราคานี้คงไม่มีใครทำได้”
ด้วยความที่อยู่ในย่านทำเลดีของสามย่าน ใจกลางเมือง ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้สำนักงานและออฟฟิศ จึงยิ่งทำให้ปรากฏการณ์ครัวจุฬา 50 ไปไกลกว่าที่คิด อย่างไรก็ตาม คุณพงศธรเล่าว่าการทำร้านอาหารมีการแข่งขันสูง และเป็นเทรนด์ที่เปลี่ยนง่าย เมื่อหมดกระแสทุกอย่างก็สามารถเปลี่ยนไปรวดเร็ว
“กระแสมันเปลี่ยนเร็ว เดี๋ยวก็มีร้านใหม่เกิดขึ้นให้คนตามไปกิน เราคิดว่าตอนนี้ครัวจุฬา 50 น่าจะเลยจุดพีกมาแล้ว ยากที่จะทำให้มันบูมอีกครั้ง แต่ต้องประคองให้อยู่นานที่สุด”
“ตอนนี้เราพยายามไม่ให้คนลืม มีการกระตุ้นและโปรโมตตลอด หรือเมนูอาหาร ถ้าคนเบื่อเมนูจำเจ เราก็ออกเมนูประจำเดือนใหม่ๆ ให้ไม่น่าเบื่อ”
“หลักสำคัญคือเรื่องความคุ้มค่า เราอยากให้คนมากินแล้วรู้สึกอร่อย สะอาด คุ้มค่า คุ้มราคา”
ทุกร้านเรียกได้ว่ามีเส้นทางและเรื่องราวเป็นของตัวเอง
แต่จุดที่มีร่วมกันคือหัวใจของการทำร้านที่อยากส่งต่อความอร่อยคุ้มค่าให้กับผู้มาเยือน ทั้งหมดนี้ต่างรวมเป็นสีสันที่ทำให้สามย่านมีจังหวะที่น่าค้นหา เป็นความกลมกลืนระหว่างความเก่าและใหม่ที่ลงตัว
ที่สำคัญคือสามย่านยังคงเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของอาหารการกินที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ก็ทำให้คนอยากมาเยือนเสมอ