ขายคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ “วิธีขาย” คือความต่าง ธุรกิจพันล้านของ ‘เปา iHAVECPU’
เพราะในโลกความเป็นจริง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากการเป็น “เด็กเก่ง” หรือมี “ต้นทุนพร้อม” เสมอไป แต่เติบโตจากการค้นหาตัวเอง ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากประสบการณ์ และค่อยๆ สร้างวินัยให้ชีวิตและการทำธุรกิจทีละก้าว
หนึ่งในตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ยอมรับว่าต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอคือ ‘พีรดนย์ เหมยากร’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เปา iHAVECPU’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ครบวงจร iHAVECPU ที่วันนี้สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตจนมีรายได้ระดับพันล้านบาท และได้มาแชร์เส้นทางการสร้างธุรกิจตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ให้ TODAY Bizview ได้พูดคุย แล้วเราจะมาสรุปให้ครบจบผ่านบทความนี้
[ หยิบเอาคำดูถูกมาเป็นแรงผลักดัน มองหาความถนัดใกล้ตัว จนเกิดเป็นธุรกิจขายชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์มือ 2 ]
‘เปา iHAVECPU’ เล่าให้ฟังว่า เขาเติบโตมาไม่ได้เก่งหรือพิเศษอะไรเหมือนเด็กคนอื่นๆ ตอนมัธยมช่วงโค้งที่ต้องตั้งใจเรียนก็ไม่ได้เต็มที่ ไปโฟกัสกับกีฬาอย่างบาสเกตบอล แต่สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่ทำให้ร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนเก่า เส้นทางที่โฟกัสกีฬาก็ไม่ได้สำเร็จอะไรเท่าไรนักแล้ว ยิ่งมหาลัยก็ใช้เวลาเรียนไม่เท่าคนอื่น จากต้องเรียน 4 ปีให้จบ เขาใช้เวลา 5 ปีแทน
เส้นทางชีวิตหลังจากพ้นวัยเรียนก็ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง กลับไปทำธุรกิจที่บ้าน ซึ่งก็คือ ‘ธุรกิจโรงสีข้าว’ แต่ด้วยความที่ธุรกิจโรงสีข้าวไม่ได้เติบโตอะไร มีข้อจำกัดมากมาย เปาเลยตัดสินใจออกมาทำงานนอกบ้าน นั่นก็คือการเป็น “ผู้ช่วยเซลล์ขายปุ๋ย” อาชีพที่เงินเดือนเท่าเดิม ส่วนคนที่ได้ค่าคอมคือเซลล์
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตผ่านมาอีกครั้งเมื่อไปบังเอิญเจอครูสมัยเด็กทักว่า “ที่เขาไม่มีงานทำเหมือนคนอื่น เพราะเขาเรียนไม่เก่งและไม่ตั้งใจเรียน” คำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกแย่มากจนกลับบ้านไป “งอม” แต่ก็นำมาเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คิดว่าต้องปรับปรุงตัวและหาเงินเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้
เปากลับไปขอเงินพ่อแม่มาตั้งตัวทำธุรกิจด้วยเงินทุน 40,000 บาท และหยิบงานอดิเรกอย่างการประกอบคอมพิวเตอร์ ให้มาเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจ เขาเริ่มจากการซื้อ CPU มือสองจากสหรัฐอเมริกาที่ราคาถูกมาก มาขายต่อในไทย ด้วยกำไรที่ค่อนข้างดี และในชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมทั้งหมด CPU เป็นสิ่งที่เสียหายได้ยากที่สุด จึงเริ่มขายออนไลน์ผ่าน “เว็บบล็อก” ต่างๆ มีคนสั่งซื้อ มีกำไร ธุรกิจก็วนไปเรื่อยๆ ซื้อมาขายไป เอากำไรไปลงทุนต่อ พอเลี้ยตัวเองได้
“พอไปดูสินค้าบน eBay จะรู้ว่า CPU ในตลาดสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีปริมาณสินค้าเยอะ และมีการหมุนเวียนสต๊อกเร็ว ทำให้ราคาถูกลง ในขณะที่ราคาขายในไทยถือว่าอยู่ในระดับปกติ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว สินค้าบางรายการที่ขายในสหรัฐฯ สมมติราคา 100 บาท ในไทยขาย 400 บาทถึงหลักพัน ความแตกต่างนี้เองที่กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ”
พอมาถึงยุคที่คนเริ่มขายของบน Facebook เปาก็ปรับตัวด้วยการเปิดเพจในชื่อง่ายๆ เน้นติด SEO นั่นก็คือ “CPU มือสองราคาถูก” แต่ช่วงหลังเปลี่ยนชื่อเป็น iHAVECPU เพราะต้องการชื่อที่ดูเท่และครอบคลุมสินค้าอื่นนอกเหนือจาก CPU
[ ธุรกิจไม่ไปไหน อยู่ที่เดิมมา 5 ปี แต่นี่คือบทเรียนที่ดี เพราะเผชิญทุกเรื่องราวมาหมดแล้ว ]
เปาเล่าว่า ช่วง 5 ปีแรกของการทำธุรกิจ iHAVECPU เป็นช่วงเวลาที่โฟกัสกับตลาดมือสองอย่างจริงจัง ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2015 แม้ธุรกิจจะยังไม่เติบโตหวือหวา แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่โครงสร้างต้นทุน การบริหารคน ไปจนถึงระบบการทำงานทั้งหมด
“มันคือช่วงของการฝังราก” เปาอธิบายเขาเปรียบการสร้างธุรกิจกับการปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่ต้องใช้เวลาฝังรากให้ลึกก่อนจะเติบโต หรือเสาตึกสูงที่ต้องมีเข็มที่แข็งแรงรองรับ
ตลอด 5 ปีแรก ธุรกิจแทบไม่ขยับไปไหนในแง่การขยายตัว ทีมงานค่อยๆ เพิ่มจากศูนย์เป็นราว 35 คน ซึ่งเปามองว่าจำนวนพนักงานสะท้อนขนาดและการเติบโตของธุรกิจได้อย่างชัดเจน เพราะหากยอดขายเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบและทีมงานก็ต้องเพิ่มตาม และช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้กับความยากในการทำธุรกิจมาเยอะมาก
[ คอมพิวเตอร์สินค้าที่เหมือนกัน แต่การขายที่ไม่เหมือนกันคือจุดแข็งของ ‘เปา iHAVECPU’ ]
เปายังเล่าให้ฟังอีกว่า สำหรับคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสินค้าที่เหมือนกัน แต่ถ้าเราทำการขายให้แตกต่างก็จะสามารถสร้างจุดแข็งของแบรนด์ได้ โดยตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆ ของการทำตลาดบน Facebook ยังไม่ค่อยมี “ไลฟ์สดประกอบคอมพิวเตอร์โชว์” เปาเห็นโอกาสตรงนั้นจึงหยิบมาเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ iHAVECPU มีความโดดเด่นและแตกต่างจากร้านคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบที่ไม่มีใครทำมาก่อน
โดย iHAVECPU ถือเป็นรายแรกที่ไลฟ์สดประกอบคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ร้านอื่นอาจทำเพียงการโพสต์รูปภาพสวย ๆ หรือคลิปสั้นๆ เปาเลือกที่จะไลฟ์สดประกอบคอมพิวเตอร์เป็นรายแรกในอุตสาหกรรม การไลฟ์สดทำให้เกิดการโต้ตอบกับลูกค้าโดยตรง ได้เรียนรู้ปัญหาของลูกค้า และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน
พอจับทางได้ก็ไม่ได้หยุดแค่การประกอบคอมพิวเตอร์โชว์ แต่เขาพัฒนาการไลฟ์ให้แตกต่างด้วยการ “รีด” ความสามารถของสินค้าออกมาในทุกมุม เช่น จากเดิมที่แค่ตั้งกล้องประกอบคอม ก็พัฒนาเป็นการไลฟ์แบบเสียบจอให้เห็นการทำงานจริงของเครื่องเพื่อให้ลูกค้าเห็นประสิทธิภาพทั้งหมด
พร้อมกันนี้ เปาก็ปั้นตัวเองขึ้นมาให้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ไปพร้อมๆ กับธุรกิจ โดยเขาเป็นมากกว่าคนขายของ เขาเป็นทั้งสตรีมเมอร์และนักเล่าเรื่อง (Storyteller) ที่เข้าไปสร้างความสุขให้คนดูผ่านการเล่นเกมหรือการใช้มุกเสี่ยวๆ เพื่อให้ได้ใจคน เขาเชื่อว่าการมีตัวตนที่ชัดเจนในวงการไอทีคือจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก และสิ่งที่ได้กลับมาคือการที่คนจำได้ว่าเขาคือ ‘เปา iHAVECPU’
และเปาก็ยอมรับว่าตัวเขาเองก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ยิ่งต้องไลฟ์ต้องทำคอนเทนต์ สกิลการพูดสำคัญ เขาก็จะChallenge ตัวเองให้ทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปด้วย และเขายังเชื่อว่าทุกนาทีและทุกชั่วโมงในการทำงานคือต้นทุนที่เอากลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้นต้องทำให้ 8 ชั่วโมงการทำงานเกิดประโยชน์สูงสุด
“การทำงานเดิมซ้ำๆ เป็นเรื่องดี แต่ต้อง “ทำซ้ำบวกพัฒนา” ทุกครั้งที่ทำงาน คุณต้อง Challenge ตัวเองให้ทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้คู่แข่งตามไม่ทัน”
ขณะที่อีกกลยุทธ์สำคัญของ iHAVECPU คือการไม่ลงไปสู้ในสงครามราคา (Price War) หรือการตัดราคาเพื่อให้ขายได้ แต่เลือกที่จะสร้าง Value Creation และ Trust (ความไว้วางใจ) ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อเพราะความสบายใจ แม้ว่าร้านจะไม่ได้ขายถูกที่สุดก็ตาม
และเปายังบอกอีกว่าในแง่ของช่องทางขายเขาจะไม่ประมาททุกแพลตฟอร์ม(Omni-channel) iHAVECPU ให้ความสำคัญกับทุกช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บบอร์ดในอดีต Facebook, เว็บไซต์ของตัวเอง, ไปจนถึง Shopee และ Lazada โดยมองว่าหากช่องทางใดมีโอกาสขายได้ก็ต้องคว้าไว้ รวมถึงการขยายหน้า ร้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่อยากเดินทางมาดูสินค้าจริง (Online to Offline)
อย่างที่บอกไปเปาให้ความสำคัญกับการ “ฝังราก” หรือการเรียนรู้ธุรกิจอย่างลึกซึ้งในช่วง 5 ปีแรกที่เป็นร้านขายคอมพิวเตอร์มือสอง และยังมีการตั้ง iHAVECPU Academy เพื่อเทรนพนักงานให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและรักษามาตรฐานของแบรนด์ไว้ไม่ให้ตก แม้จะขยายสาขาไปมากเพียงใด
กลยุทธ์ของ iHAVECPU เปรียบเสมือนการแข่งฟุตบอลในลีก ที่เปามองว่าหากต้องการก้าวขึ้นไปอยู่ในพรีเมียร์ลีก (ระดับประเทศ) คุณต้องเอาชนะและเป็นที่หนึ่งของลีกตัวเองให้ได้ก่อน โดยการสร้างความแตกต่างและทำในสิ่งที่ยากกว่าคนอื่น จนคู่แข่งตามไม่ทันและกลายเป็นการ “ผูกขาด” ทางการตลาดด้วยทฤษฎีและคอนเทนต์ในที่สุด
จากวันที่ต้องอดทนอยู่ “ใต้ดิน” แข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก วันนี้ iHAVECPU เติบโตขึ้นมาอยู่ในตลาดระดับบน แข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ที่มีสาขานับร้อย แต่สามารถยืนหยัดและสร้างตัวตนของแบรนด์ขึ้นมาได้ จนปัจจุบันมีทีมงานเกือบ 300 คน รายได้ 3 พันล้าน และส่วนแบ่งในตลาดคอมพิวเตอร์ประกอบที่ 65% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เรื่องราวของ iHAVECPU สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่เริ่มต้นด้วยความเก่งหรือความพร้อม แต่เกิดจากการรู้จักตัวเอง กล้าลองผิดลองถูก และพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือการมีวินัย อดทน และลงมือทำอย่างจริงจังในวันที่ผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ เพราะสุดท้าย ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน มักเป็นธุรกิจของคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ และไม่หยุดพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับตลาด
ทิ้งท้ายไปด้วยงคติสอนใจจาก เปา iHAVECPU “มนุษย์มักแพ้ภัยตัวเองเพราะรักความสบายและความง่าย หากต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้จัก “ฝืน” ใจตัวเอง และไม่ยอมจำนนต่อความลำบาก เพราะในโลกที่มีการแข่งขันสูง ถ้าคุณหยุดอยู่กับที่หรือรอคอยโอกาส คุณจะตกขบวนทันที”