โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง

Khaosod

อัพเดต 21 ธ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2568 เวลา 09.30 น.

เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง "อ่อนเพลียเรื้อรัง" หลายคนมักมองข้าม ปล่อยทิ้งไว้อันตรายกว่าที่คิด

เรียบเรียงโดย ข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568

รายงานจากสื่อต่างประเทศ อาการอ่อนเพลียอาจเกิดจากโรคหรือความเครียดในชีวิตประจำวันได้หลายสาเหตุ แต่หากความเหนื่อยล้าดังกล่าวยืดเยื้อนานหลายเดือน โดยมักเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อ อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันประมาณ 3.3 ล้านคนที่มีภาวะนี้ และราวหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยต้องนอนติดเตียงในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจ็บป่วย

อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะพบได้ค่อนข้างมาก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังคงเป็นภาวะที่เข้าใจได้ยาก และมักถูกแพทย์มองข้าม โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า มีเพียงประมาณ 15% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

ภาพประกอบ

กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) คืออะไร

กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือชื่อทางการว่า ไมอัลจิก เอนเซฟาโลไมอีไลติส (Myalgic Encephalomyelitis: ME) เป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้ารุนแรงจนกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน

3 อาการเสี่ยง "อ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)"

สถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ ให้นิยามว่า ผู้ป่วยต้องมีอาการหลักอย่างน้อย 3 ข้อต่อไปนี้ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ได้แก่

1.เผชิญความเหนื่อยล้ารุนแรง และทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติก่อนป่วย

2.มีอาการไม่สบายตัวหลังการใช้แรงกายหรือแรงสมองทำกิจกรรม แม้กิจกรรมเหล่านั้นเคยทำได้โดยไม่มีปัญหา

3.แม้จะนอนหลับ แต่ก็ไม่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาด้านความคิดและความจำ หรือที่เรียกกันว่า “สมองเบลอ” รวมถึงอาการเวียนศีรษะเมื่อยืนขึ้น

ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ยืนยันโรคนี้ได้โดยตรง แพทย์จึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตัดสาเหตุอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำหรือภาวะซึมเศร้า

ภาพประกอบ

สาเหตุอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)

นพ.เจคอบ ไทเทิลบอม ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ระบุว่า ภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ เช่น ไฟโบรมัยอัลเจีย และลองโควิด โดยมีจุดร่วมคือเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งยังอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้อง

ด้าน นพ.จูเลีย โอห์ อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยดุ๊ก ระบุว่า กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรังอาจถูกกระตุ้นจากการติดเชื้อหรือความเครียดทางร่างกายรูปแบบต่าง ๆ โดยอาการและสาเหตุอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน

ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบภาวะนี้เหมือน “วิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง” ในร่างกาย เมื่อพลังงานลดต่ำลงมาก ศูนย์ควบคุมต่าง ๆ ในสมอง โดยเฉพาะไฮโปทาลามัส ซึ่งควบคุมการนอน ฮอร์โมน ความดันโลหิต และชีพจร อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สมองเบลอ และปวดทั่วร่างกาย

ปัจจัยกระตุ้นอาจรวมถึงความเครียดเรื้อรัง ภาวะขาดสารอาหาร ความผิดปกติของฮอร์โมน ปัญหาการนอนหลับ รวมถึงการติดเชื้อบางชนิด เช่น โควิด-19 และโรคโมโนนิวคลีโอซิส

นอกจากนี้ การกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะและคอ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็วหลังคลอด ก็อาจเป็นชนวนได้เช่นกัน

แม้ยังไม่มีการตรวจเลือดที่ใช้วินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างเป็นมาตรฐาน แต่ นพ.โอห์ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยของเธอได้พัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ชื่อ BioMapAI ซึ่งสามารถระบุภาวะนี้ได้อย่างแม่นยำจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระ เลือด และผลตรวจพื้นฐานอื่น ๆ โดยงานวิจัยเบื้องต้นเผยแพร่ในวารสาร Nature Medicine เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ในด้านการรักษา ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายังไม่มีวิธีใดที่ได้ผลกับผู้ป่วยทุกรายแนะนำให้ผู้ป่วยทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับอาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุด ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม การบำบัด และการใช้ยา

ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ หรือกระทบต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

ที่มา NYPOST

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เหนื่อยล้าสะสม นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ คุณอาจกำลังป่วยไม่รู้ตัว เช็ก 3 อาการเสี่ยง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...