โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยอดจีนเที่ยวไทยปลายปีบวกแรง ปั๊มคุณภาพคู่ปริมาณดันมู้ดปีหน้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 23.52 น.

ท่องเที่ยวไทยเร่งเครื่องไฮซีซั่น จีนส่งสัญญาณบวกแรง แพลตฟอร์มออนไลน์แห่ขายเที่ยวไทย หลังเกิดปมปัญหาญี่ปุ่น คาดปลายปีพุ่งกว่า 20,000 คนต่อวัน มั่นใจดันมู้ดรวมฟื้นยาวถึงปีหน้า เร่งกลยุทธ์ “Value With Volume” หวังผลทั้งเชิงคุณภาพ-ปริมาณ ปั๊มความถี่ “จีน-มาเลย์-อินเดีย” หาเซ็กเมนต์ใหม่ เผยปีหน้าสุดท้าทายเพียบ ชงรัฐบาลเร่ง Quick Win ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดจีนเที่ยวไทยมีสัญญาณบวกที่ดีขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.กรณีเกิดข้อระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่น โดยจากรายงานของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่าหลังจากรัฐบาลจีนได้ออกคำเตือนห้ามคนจีนไปเที่ยวญี่ปุ่น พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวที่จองทริปเดินทางไปญี่ปุ่นผ่านสายการบินสัญชาติจีน 3 ราย ขอคืนตั๋วเดินทางได้ 100% มีนักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วกว่า 30%

และ 2. การเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่ดีมากให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย กระทั่งกระแสในโลกออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของจีนตอบรับดีมาก ทำให้เอเย่นต์ทัวร์จีนหันมาขายแพ็กเกจเที่ยวไทยได้มากขึ้น

โค้งท้ายจีนส่งสัญญาณบวกแรง

ทังนี้ คาดว่าท่องเที่ยวไทยจะได้รับอานิสงส์จากทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว และมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมากขึ้น หรือประมาณ 20,000-25,000 คนต่อวัน ในช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปีนี้ถึง 5 ล้านคน ตามแผนได้ และน่าจะส่งผลต่อบรรยากาศจีนเที่ยวไทยให้ดีต่อเนื่องในปีหน้าด้วย

โดย ททท.เตรียมแผนที่จะต่อยอดตลาดจีนผ่านการแคมเปญ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ด้วยการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมไทย-จีน ชุมชนไทย-จีน อาหารไทยที่มีรากฐานมาจากจีน รวมถึงชุดผ้าไทย ฯลฯ เพื่อทำคอนเทนต์จุดกระแสในโลกออนไลน์ รวมถึงมีแผนทำแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ (โอทีเอ) ของจีนอย่างต่อเนื่องด้วย

เร่งกลยุทธ์ Value With Volume

นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สามารถมีการเติบโตตามแผนยุทธศาสตร์ของปีนี้และต่อเนื่องถึงปีหน้า ททท.มีแผนเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับตลาดระยะสั้น (Short Haul) แบบเร่งด่วน หรือแผนกระตุ้นระยะสั้น ด้วยกลยุทธ์ “Value With Volume” โดยเน้นทั้งด้านคุณภาพและปริมาณควบคู่กันไป เนื่องจากยังมีหลายตลาดที่ต้องพึ่งพาตัวเลขในเชิงปริมาณ (Volume) และยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยมูลค่า (Value) เพียงอย่างเดียวได้

“แม้ว่าที่ผ่านมาตลาดระยะไกล หรือ Long Haul จะเติบโตขึ้นมาก แต่ปัจจุบันตลาดระยะใกล้ ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 65-67% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ยังไม่สามารถฟื้นกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิดได้ จึงไม่สามารถทดแทนปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด ทำให้ภาพรวมของภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงชะลอตัวและติดลบ จึงมองว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมุ่งทั้งด้านปริมาณและคุณภาพควบคู่กันไป” นางสาวภัทรอนงค์กล่าวและว่า

โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในระยะสั้นให้พลิกฟื้นกลับมาโดยเร่งด่วนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการด้านซัพพลายไซด์ที่อยู่ในตลาด ที่เน้นจับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวจำนวนมาก (Mass Market) และกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาด้านรายได้และจำนวนลูกค้าให้พลิกฟื้นและสามารถกลับมาเติบโตไปพร้อม ๆ ซัพพลายในกลุ่มที่มุ่งจับตลาดระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถกลับมาเติบโตได้แล้ว

เร่งปั๊ม “จีน-มาเลย์-อินเดีย”

นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า สำหรับตลาดต้องเร่งขับเคลื่อนในด้านจำนวน (Volume) แบบเร่งด่วน ประกอบด้วย 3 ตลาดใหญ่ ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินเดีย โดยเฉพาะจีนที่ยังติดลบอยู่กว่า 30% โดยแนวทางหลักคือการเพิ่มความถี่ในการเดินทาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาพำนักสั้น เช่น การจัดอีเวนต์ใหญ่ทุกวันศุกร์-เสาร์สำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซีย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการเดินทางซ้ำ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งสร้างความสมดุลในทุกมิติและในแต่ละตลาดให้มากยิ่งขึ้น เช่น ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโต เป็นตลาดที่สามารถเน้นมูลค่า (Value) ให้สูงขึ้นได้ ส่วนตลาดจีน ซึ่งยังคงติดลบต่อเนื่อง ต้องให้ความสำคัญกับจำนวน (Volume) เพื่อฟื้นการเดินทางให้กลับมาก่อน เป็นต้น

สำหรับแนวทางการเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่นั้น นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า ในส่วนของตลาดจีนจะโฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรกจากเมือง New First Tier, Tier 2, และ Tier 3 เป็นต้น ส่วนตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีนั้นต้องดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือเด็กนักเรียน นักศึกษา เข้ามาเพิ่ม เพื่อสร้างความสมดุลด้านช่วงวัย (Generation Balance) ตลาดอินเดียจะมุ่งเจาะตลาดผู้หญิงเดินทางคนเดียว (Women Solo Traveler) ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตและควรให้ความสนใจ

นอกจากนี้ยังมองหาตลาดใหม่ หรือ First Timer เนื่องจากหลังวิกฤตโควิด-19 ทุกประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดคู่แข่งใหม่ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ที่เปิดประเทศและเข้ามาแข่งขันในตลาดอย่างชัดเจน

ปีหน้าปัจจัยท้าทายเพียบ

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ประเมินว่าปี 2568 นี้ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวจะอยู่ในระดับ 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านล้าน และตลาดไทยเที่ยวไทย 1.15 ล้านล้าน

โดยตัวเลขนี้สะท้อนการฟื้นตัวที่มีทิศทางดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับความท้าทายที่รออยู่ในปีหน้า ทั้งความผันผวนของต้นทุนสายการบิน พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนเร็ว การแข่งขันด้านดีล-ราคาในภูมิภาค ความจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะตลาดจีน

หากต้องการให้ปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่เพดานรายได้ใหม่ 2.8 ล้านล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38 ล้านคน จำเป็นต้อง “ยิงจุดสำคัญ” และเร่งเครื่องตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

เร่ง Quick Win ผ่าน 3 กลยุทธ์

นางสาวฐาปนีย์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขรายได้ แต่คือโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ กล่าวคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายที่ผู้คนทั่วโลกเลือกด้วยความเชื่อมั่น ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดันนโยบาย Quick Big Win มาตรการเร่งด่วนที่ออกแบบบนฐานข้อมูลความเข้าใจผู้บริโภค และบริบทการแข่งขันในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงกลับมา แต่กลับมาอย่างแข็งแรงกว่าเดิมผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก

ประกอบด้วย 1.ลดต้นทุนผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อราคาแพ็กเกจและการแข่งขันโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยทั้งระบบ

2.กระตุ้นตลาดในประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจไทยเที่ยวไทยผ่านโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยนำงบฯที่เหลือจากโครงการเดิมราว 500 ล้านบาท นำมาใช้สนับสนุนการเดินทางแบบ แพ็กเกจผ่านบริษัททัวร์ (Flight+Hotel) ถือเป็นกลไกสำคัญ โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท/คน และเปิดใช้ได้เดือนกุมภาพันธ์ 2569

และ 3.กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ โครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนตั๋วบินภายในประเทศฟรี 200,000 ที่นั่ง มูลค่า 1,750 บาท/เที่ยว, ไป-กลับ 3,500 บาท รวมงบประมาณ 700 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อกระจายการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวออกสู่เมืองรองมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยอดจีนเที่ยวไทยปลายปีบวกแรง ปั๊มคุณภาพคู่ปริมาณดันมู้ดปีหน้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...