ยอดจีนเที่ยวไทยปลายปีบวกแรง ปั๊มคุณภาพคู่ปริมาณดันมู้ดปีหน้า
ท่องเที่ยวไทยเร่งเครื่องไฮซีซั่น จีนส่งสัญญาณบวกแรง แพลตฟอร์มออนไลน์แห่ขายเที่ยวไทย หลังเกิดปมปัญหาญี่ปุ่น คาดปลายปีพุ่งกว่า 20,000 คนต่อวัน มั่นใจดันมู้ดรวมฟื้นยาวถึงปีหน้า เร่งกลยุทธ์ “Value With Volume” หวังผลทั้งเชิงคุณภาพ-ปริมาณ ปั๊มความถี่ “จีน-มาเลย์-อินเดีย” หาเซ็กเมนต์ใหม่ เผยปีหน้าสุดท้าทายเพียบ ชงรัฐบาลเร่ง Quick Win ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดจีนเที่ยวไทยมีสัญญาณบวกที่ดีขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.กรณีเกิดข้อระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่น โดยจากรายงานของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่าหลังจากรัฐบาลจีนได้ออกคำเตือนห้ามคนจีนไปเที่ยวญี่ปุ่น พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวที่จองทริปเดินทางไปญี่ปุ่นผ่านสายการบินสัญชาติจีน 3 ราย ขอคืนตั๋วเดินทางได้ 100% มีนักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วกว่า 30%
และ 2. การเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ยังสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่ดีมากให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย กระทั่งกระแสในโลกออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของจีนตอบรับดีมาก ทำให้เอเย่นต์ทัวร์จีนหันมาขายแพ็กเกจเที่ยวไทยได้มากขึ้น
โค้งท้ายจีนส่งสัญญาณบวกแรง
ทังนี้ คาดว่าท่องเที่ยวไทยจะได้รับอานิสงส์จากทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว และมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมากขึ้น หรือประมาณ 20,000-25,000 คนต่อวัน ในช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปีนี้ถึง 5 ล้านคน ตามแผนได้ และน่าจะส่งผลต่อบรรยากาศจีนเที่ยวไทยให้ดีต่อเนื่องในปีหน้าด้วย
โดย ททท.เตรียมแผนที่จะต่อยอดตลาดจีนผ่านการแคมเปญ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ด้วยการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมไทย-จีน ชุมชนไทย-จีน อาหารไทยที่มีรากฐานมาจากจีน รวมถึงชุดผ้าไทย ฯลฯ เพื่อทำคอนเทนต์จุดกระแสในโลกออนไลน์ รวมถึงมีแผนทำแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ (โอทีเอ) ของจีนอย่างต่อเนื่องด้วย
เร่งกลยุทธ์ Value With Volume
นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สามารถมีการเติบโตตามแผนยุทธศาสตร์ของปีนี้และต่อเนื่องถึงปีหน้า ททท.มีแผนเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับตลาดระยะสั้น (Short Haul) แบบเร่งด่วน หรือแผนกระตุ้นระยะสั้น ด้วยกลยุทธ์ “Value With Volume” โดยเน้นทั้งด้านคุณภาพและปริมาณควบคู่กันไป เนื่องจากยังมีหลายตลาดที่ต้องพึ่งพาตัวเลขในเชิงปริมาณ (Volume) และยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยมูลค่า (Value) เพียงอย่างเดียวได้
“แม้ว่าที่ผ่านมาตลาดระยะไกล หรือ Long Haul จะเติบโตขึ้นมาก แต่ปัจจุบันตลาดระยะใกล้ ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 65-67% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ยังไม่สามารถฟื้นกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิดได้ จึงไม่สามารถทดแทนปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด ทำให้ภาพรวมของภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงชะลอตัวและติดลบ จึงมองว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมุ่งทั้งด้านปริมาณและคุณภาพควบคู่กันไป” นางสาวภัทรอนงค์กล่าวและว่า
โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในระยะสั้นให้พลิกฟื้นกลับมาโดยเร่งด่วนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการด้านซัพพลายไซด์ที่อยู่ในตลาด ที่เน้นจับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวจำนวนมาก (Mass Market) และกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาด้านรายได้และจำนวนลูกค้าให้พลิกฟื้นและสามารถกลับมาเติบโตไปพร้อม ๆ ซัพพลายในกลุ่มที่มุ่งจับตลาดระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถกลับมาเติบโตได้แล้ว
เร่งปั๊ม “จีน-มาเลย์-อินเดีย”
นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า สำหรับตลาดต้องเร่งขับเคลื่อนในด้านจำนวน (Volume) แบบเร่งด่วน ประกอบด้วย 3 ตลาดใหญ่ ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินเดีย โดยเฉพาะจีนที่ยังติดลบอยู่กว่า 30% โดยแนวทางหลักคือการเพิ่มความถี่ในการเดินทาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาพำนักสั้น เช่น การจัดอีเวนต์ใหญ่ทุกวันศุกร์-เสาร์สำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซีย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการเดินทางซ้ำ เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งสร้างความสมดุลในทุกมิติและในแต่ละตลาดให้มากยิ่งขึ้น เช่น ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโต เป็นตลาดที่สามารถเน้นมูลค่า (Value) ให้สูงขึ้นได้ ส่วนตลาดจีน ซึ่งยังคงติดลบต่อเนื่อง ต้องให้ความสำคัญกับจำนวน (Volume) เพื่อฟื้นการเดินทางให้กลับมาก่อน เป็นต้น
สำหรับแนวทางการเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่นั้น นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า ในส่วนของตลาดจีนจะโฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรกจากเมือง New First Tier, Tier 2, และ Tier 3 เป็นต้น ส่วนตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีนั้นต้องดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือเด็กนักเรียน นักศึกษา เข้ามาเพิ่ม เพื่อสร้างความสมดุลด้านช่วงวัย (Generation Balance) ตลาดอินเดียจะมุ่งเจาะตลาดผู้หญิงเดินทางคนเดียว (Women Solo Traveler) ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตและควรให้ความสนใจ
นอกจากนี้ยังมองหาตลาดใหม่ หรือ First Timer เนื่องจากหลังวิกฤตโควิด-19 ทุกประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดคู่แข่งใหม่ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ที่เปิดประเทศและเข้ามาแข่งขันในตลาดอย่างชัดเจน
ปีหน้าปัจจัยท้าทายเพียบ
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ประเมินว่าปี 2568 นี้ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวจะอยู่ในระดับ 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านล้าน และตลาดไทยเที่ยวไทย 1.15 ล้านล้าน
โดยตัวเลขนี้สะท้อนการฟื้นตัวที่มีทิศทางดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับความท้าทายที่รออยู่ในปีหน้า ทั้งความผันผวนของต้นทุนสายการบิน พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนเร็ว การแข่งขันด้านดีล-ราคาในภูมิภาค ความจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะตลาดจีน
หากต้องการให้ปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่เพดานรายได้ใหม่ 2.8 ล้านล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38 ล้านคน จำเป็นต้อง “ยิงจุดสำคัญ” และเร่งเครื่องตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
เร่ง Quick Win ผ่าน 3 กลยุทธ์
นางสาวฐาปนีย์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขรายได้ แต่คือโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ กล่าวคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายที่ผู้คนทั่วโลกเลือกด้วยความเชื่อมั่น ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดันนโยบาย Quick Big Win มาตรการเร่งด่วนที่ออกแบบบนฐานข้อมูลความเข้าใจผู้บริโภค และบริบทการแข่งขันในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงกลับมา แต่กลับมาอย่างแข็งแรงกว่าเดิมผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
ประกอบด้วย 1.ลดต้นทุนผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อราคาแพ็กเกจและการแข่งขันโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยทั้งระบบ
2.กระตุ้นตลาดในประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจไทยเที่ยวไทยผ่านโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยนำงบฯที่เหลือจากโครงการเดิมราว 500 ล้านบาท นำมาใช้สนับสนุนการเดินทางแบบ แพ็กเกจผ่านบริษัททัวร์ (Flight+Hotel) ถือเป็นกลไกสำคัญ โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท/คน และเปิดใช้ได้เดือนกุมภาพันธ์ 2569
และ 3.กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ โครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนตั๋วบินภายในประเทศฟรี 200,000 ที่นั่ง มูลค่า 1,750 บาท/เที่ยว, ไป-กลับ 3,500 บาท รวมงบประมาณ 700 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อกระจายการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวออกสู่เมืองรองมากขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยอดจีนเที่ยวไทยปลายปีบวกแรง ปั๊มคุณภาพคู่ปริมาณดันมู้ดปีหน้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net