“โรม” จี้ “อนุทิน” เอาจริงปราบสแกมเมอร์ หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตร "วรภัค" หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือไทย
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 28 คนและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของเบน สมิธ, ยิมเลียก และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัคถูกกล่าวหาร้ายแรงขนาดนี้ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรีอย่างไรก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เพราะตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยในสภาฯ จนถึงวันนี้ ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฏหมายอะไรบ้าง และถ้าหากไม่มีการดำเนินการเลย เป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสาย ที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็จะจบ
เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มุมมองสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย แต่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกที่มองต่อเราว่า ตกลงแล้วประเทศไทยมีความสัมคัญอะไรบางอย่างกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังส่งผลร้ายแรงกับทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องและมากไปกว่านั้นบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร BIC ซึ่งมีคนไทยหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง บางคนเป็นอดีตจเรตำรวจ ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนหน้าก็ไปร่วมงานกับนายอนุทินในงานสำคัญงานหนึ่ง จึงกลายเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะจัดการปัญหาฟอกเงินและสแกมเมอร์อย่างไรที่ส่งผลร้ายแรงเป็นระบบ เรื่องนี้มีชนชั้นนำ (อีลีท) และนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องหลายคน แต่จนถึงวันนี้คดีต่าง ๆ ยังเงียบหาย ทำแค่ยึดทรัพย์ บางรายออกหมายจับ พูดตรง ๆ คือยังไม่น่าพอใจ เราต้องสาวไส้ให้หมดต่อไป ระดับนั้นซึ่งเรายังไม่เห็นความคืบหน้าระดับนั้น
นายรังสิมันต์ ยกตัวอย่างของ นายฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เราก็เคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ เป็นเพราะ เกรงใจหรือฮุน เซนหรือ ทั้งที่ฮุน โต เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ยังล่าช้าเพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้นต้องถามนายอนุทินว่า เกรงใจอะไรนักหนาถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที
การที่สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาให้ไทยสืบสวน หากเราทำไม่ได้ตามกำหนดจะส่งผลอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว เวลา 180 วัน ไม่ใช่ระยะเวลาของสหรัฐฯ แต่เป็นเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย คำถามคือ รัฐบาลน่าจะรู้ดีที่สุด มีคนการเมืองจำนวนมาก มีคอนเน็คชั่นส์ มีบริษัทใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน หากเราไม่ทำอะไรเลยแล้วให้รัฐบาลอื่นขยับจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราหลายอย่าง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจสุจริตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนของนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อมาตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม
ทั้งนี้นายวรภัค ก็เคยเป็นคณะทำงานต้องเข้ามาทำงานในเรื่องการปราบปรามด้านนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้ชอบใช้โจรจับโจร ใช้โจรจับคดีตนเอง จนทำให้เกิดข้อครหา จึงต้องเร่งสะสางเรื่องนี้ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ควรที่จะกลับมาเอาจริงเอาจังได้แล้ว