โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"อนุสรณ์" จี้รัฐสภาคว่ำบาตร "มิน อ่อง หล่าย" หวั่นกระทบภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

"อนุสรณ์" จี้รัฐสภาคว่ำบาตร 'มิน อ่อง หล่าย' หวั่นกระทบภาพลักษณ์ไทย

วันที่ 6 ส.ค.69 ที่อาคารรัฐสภา รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ พร้อมด้วย นายศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ คณะทำงานโครงการเครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านการใช้ประเทศไทยสร้างความชอบธรรมให้ระบอบเผด็จการเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาเคารพฉันทามติอาเซียน และเสนอให้มีการจัดตั้ง “เครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียน” ขึ้น

โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและวิกฤตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาที่ยืดเยื้อนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและกว้างขวางต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของประชาชนชาวเมียนมา อีกทั้งยังกระทบต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงพื้นที่ชายแดนไทย

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติและตระหนักถึงหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไทยในการพิทักษ์รักษาหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐสภาและรัฐบาลไทย โดยขอให้ประธานรัฐสภาในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ด้วยการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อแสดงจุดยืนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยยึดมั่นในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศ และฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

สำหรับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่า มิน อ่อง หล่าย คือ “อาชญากรสงคราม” ที่ถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติและมีหมายจับในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รัฐบาลไทยจึงต้องระมัดระวังไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการ “ฟอกขาว” การกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยเองเพิ่งจะก้าวพ้นจากร่มเงาของการทำรัฐประหารและรัฐบาลสืบทอดอำนาจมาได้ไม่นานนัก และยังอยู่ในระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งซ้ำร้ายวิกฤตความเชื่อมั่นจากข้อกังขาเรื่อง “ฮั้ว สว.” ก็ยังไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่างแก่สังคมได้

นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกรายงานจากองค์กร Justice For Myanmar (JFM) ซึ่งบ่งชี้ชัดเจนว่า เครือข่ายผลประโยชน์ในไทยกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เผด็จการเมียนมามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านทางการใช้ระบบธนาคารไทยจัดซื้ออาวุธและเชื้อเพลิงการบินเพื่อนำไปทิ้งระเบิดใส่พลเรือน การส่งมอบรายได้ก๊าซธรรมชาติจากรัฐวิสาหกิจไทย ตลอดจนการปล่อยให้เครือญาติผู้นำทหารนำเงินเปื้อนเลือดและเงินสกปรกมากว้านซื้อสินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์หรูในกรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายและเงินจากการคอร์รัปชันที่รีดไถมาจากประชาชนชาวเมียนมา

หากรัฐบาลไทยยังมุ่งหวังที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประชาคมโลก และต้องการบรรลุเป้าหมายสำคัญระดับชาติในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญเรื่องหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน การต้อนรับอาชญากรสงครามในครั้งนี้จึงถือเป็นการเตะสกัดขาตัวเองและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศบนเวทีสากล

“การที่รัฐบาลเลือกที่จะจับมือและเชิดชูผู้นำเผด็จการทหารจากประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งตอกย้ำให้โลกเห็นถึงสายสัมพันธ์ของระบอบอำนาจนิยม และทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประชาธิปไตยของไทยในสายตานานาชาติ การโอบกอดอาชญากรสงครามเช่นนี้คือการปิดประตูโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยบนเวทีมาตรฐานสากลอย่างปฏิเสธไม่ได้ รัฐบาลไทยต้องเลือกยืนหยัดบนหลักการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนของภูมิภาค ไม่ใช่จับมือกับผู้มีอำนาจที่เข่นฆ่าประชาชนของตนเองเพื่อรักษาอำนาจไว้”

รศ.ดร.อนุสรณ์ มองว่าการเลือกคบค้าสมาคมกับผู้มีอำนาจที่กระทำการรุนแรงต่อประชาชนตนเองนั้น จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงที่ยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว รัฐบาลและรัฐสภาไทยจึงควรพิจารณาทบทวนท่าทีและการตอบรับการมาเยือนในครั้งนี้อย่างถี่ถ้วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของประเทศและบทบาทที่สง่างามในเวทีระหว่างประเทศสืบไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...