ร้อนจัดเพียงวันเดียวอาจกระทบร่างกายนานหลายปี แพทย์เตือน Heat Stroke ทิ้งความเสียหายระยะยาว
แพทย์เตือน Heat Stroke อาจทำลายสมอง หัวใจ ไต และตับ ขณะที่งานวิจัยพบผู้รอดชีวิตมีความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นถึง 3.5 เท่า แม้ผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว 12 ปี
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อากาศร้อนจัดเพียงวันเดียวอาจสร้างผลกระทบต่อร่างกายยาวนานหลายปี โดยภาวะ Heat Stroke ไม่ได้เป็นเพียงเหตุฉุกเฉินระยะสั้นที่จบลงเมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลง แต่อาจสร้างความเสียหายต่อสมอง หัวใจ ไต และตับ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว ขณะที่สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นกำลังทำให้ประชากรจำนวนมากขึ้นต้องเผชิญความเสี่ยงดังกล่าว
กรณีของ Rebecca Ochoa สะท้อนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เมื่อ 11 ปีก่อน ขณะอายุเพียง 13 ปี เธอเข้าร่วมการฝึกซ้อมเพื่อคัดตัววอลเลย์บอลของโรงเรียนมัธยมในรัฐเท็กซัส ท่ามกลางอากาศร้อนในเดือนสิงหาคมและมีเวลาพักดื่มน้ำจำกัด หลังวิ่งและฝึกซ้อมประมาณ 1–2 ชั่วโมง Ochoa เริ่มมองเห็นไม่ชัด แต่โค้ชยังให้เธอวิ่งต่ออีกหนึ่งรอบ ก่อนที่เธอจะเดินเซและหมดสติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถรับมือกับความร้อนได้อีกต่อไป
Ochoa ประสบภาวะ Heat Stroke ซึ่งเป็นภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนที่รุนแรงที่สุด และยังเกิดภาวะ Rhabdomyolysis หรือกล้ามเนื้อสลายอย่างรุนแรง จนแพทย์กังวลว่าไตอาจได้รับความเสียหาย เธอต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์
แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานกว่า 11 ปี แต่ Ochoa ระบุว่า ร่างกายและสภาพจิตใจของเธอยังไม่กลับไปเหมือนก่อนเกิดเหตุ โดยยังต้องเผชิญกับภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เลือดกำเดาไหล และบางครั้งถึงขั้นหมดสติในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อน ขณะที่เธอไม่เคยกลับไปเล่นวอลเลย์บอลอีกเลย
ข้อมูลที่อ้างถึงในรายงานระบุว่า ความร้อนรุนแรงมีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 500,000 รายต่อปี และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในสหรัฐ ขณะที่แต่ละปีมีผู้เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมากกว่า 100,000 ครั้ง ในสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากยังมอง Heat Stroke ว่าเป็นปัญหาระยะสั้น กล่าวคือเมื่อร่างกายร้อนเกินไปก็เพียงทำให้อุณหภูมิลดลงแล้วอาการจะหาย แต่ในความเป็นจริง ระดับความเสียหายขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยได้รับการลดอุณหภูมิร่างกายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด
ผู้รอดชีวิตจาก Heat Stroke หลายรายให้ข้อมูลกับ Bloomberg News ว่า การฟื้นตัวทางร่างกายอาจกินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และในบางกรณีผลกระทบต่อสุขภาพยาวนานกว่านั้น ขณะที่งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่าง Heat Stroke กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคไตในอนาคต ส่วนกรณีรุนแรงที่สุดอาจทำให้ผู้รอดชีวิตเกิดความพิการถาวร
Rebecca Stearns ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Korey Stringer Institute ระบุว่า ผู้ป่วยบางรายรอดชีวิตจาก Heat Stroke อย่างหวุดหวิด แต่ต้องเผชิญภาวะอัมพาตหรือความพิการไปตลอดชีวิต
Heat Stroke เกิดขึ้นอย่างไร
Heat Stroke เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะสำคัญ Classic Heat Stroke เกิดจากการสัมผัสอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน แม้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้มากในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว ส่วน Exertional Heat Stroke ซึ่งเป็นภาวะที่ Ochoa เผชิญ พบได้มากกว่าในคนอายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรง โดยเกิดขึ้นเมื่อการออกกำลังกายหรือใช้แรงอย่างหนักทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นจนถึงระดับอันตราย
ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิโลก โดย ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances ระบุว่า ปัจจุบันเด็กทั่วโลกราว 40% ต้องเผชิญภาวะเครียดจากความร้อนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 เดือนต่อปีเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่ากลุ่มอายุอื่น และเนื่องจากร่างกายของเด็กยังอยู่ระหว่างการพัฒนา จึงอาจเปราะบางต่อผลกระทบระยะยาวจากความร้อนเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็น Heat Stroke ประเภทใด ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และหมดสติ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ดี หากร่างกายไม่ได้อยู่ในระดับอุณหภูมิอันตรายนานเกินไปและได้รับการลดอุณหภูมิอย่างถูกต้อง
แต่หากลดอุณหภูมิไม่ทัน เยื่อหุ้มเซลล์จะเริ่มเสียหายและระบบต่าง ๆ ในร่างกายอาจล้มเหลว นำไปสู่ความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ ตั้งแต่ สมอง หัวใจ ไต ไปจนถึงตับ
งานวิจัยพบว่าผู้ป่วย Exertional Heat Stroke ที่ไม่ได้รับการลดอุณหภูมิร่างกายอย่างเพียงพออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากถึง 1 ใน 5 คน เทียบกับไม่ถึง 1% ในกลุ่มที่ได้รับการลดอุณหภูมิอย่างเพียงพอ
ผลกระทบยังสามารถเกิดขึ้นยาวนานหลังเหตุการณ์เฉียบพลันผ่านไปแล้ว โดยมีการศึกษาที่เชื่อมโยงการสัมผัสความร้อนกับโรคไตเรื้อรังในกลุ่มแรงงานภาคเกษตรอายุน้อย
การฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือมากกว่าหนึ่งปี
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ผู้ป่วย Heat Stroke แต่ละรายมีเส้นทางการฟื้นตัวแตกต่างกัน และยังไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
Stearns แนะนำว่า ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยควรพักผ่อนและตรวจเลือดเพื่อติดตามการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น ตับและไต รวมถึงตรวจหาสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อสลายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หากผลตรวจเป็นปกติ จึงค่อยเริ่มทำกิจกรรมความเข้มข้นต่ำในสถานที่เย็น ก่อนเพิ่มระดับการออกกำลังกายและกลับไปทำกิจกรรมในสภาพอากาศร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
Korey Stringer Institute ใช้การทดสอบเดินบนลู่วิ่งเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อประเมินว่าร่างกายของผู้ป่วยพร้อมกลับไปทำกิจกรรมหนักหรือไม่ แม้ความเร็วในการเดินจะไม่สูง แต่สภาพแวดล้อมถูกกำหนดไว้ที่อุณหภูมิ 104 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 40 องศาเซลเซียส และความชื้น 40%
ระหว่างการทดสอบจะติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกาย เพื่อดูว่ายังคงมีเสถียรภาพหรือไม่ รวมถึงตรวจว่าอุณหภูมิร่างกายไม่เพิ่มเกินประมาณ 101 องศาฟาเรนไฮต์
Ochoa เคยเข้ารับการทดสอบลักษณะดังกล่าวหลายเดือนหลังเกิด Heat Stroke แต่ไม่สามารถทำจนจบได้ และไม่ได้กลับไปทดสอบอีกครั้ง ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเพียงใด
อีกกรณีคือ Ryan Swoboda ซึ่งประสบ Heat Stroke ในปี 2569 ขณะอายุ 18 ปี ระหว่างฝึกซ้อมอเมริกันฟุตบอลที่ University of Virginia โดยอุณหภูมิร่างกายของเขาขณะอยู่ในรถพยาบาลสูงถึง 109 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 42.8 องศาเซลเซียส
แพทย์ต้องทำให้เขาอยู่ในภาวะโคม่าด้วยยาเป็นเวลา 3 วัน และรักษาตัวในโรงพยาบาลรวม 19 วัน โดย Swoboda ระบุว่า ต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน กว่าจะเริ่มรู้สึกว่าสามารถเชื่อมั่นในร่างกายตัวเองได้อีกครั้ง
Swoboda ต้องเริ่มฟื้นฟูจากการเดินบนลู่วิ่งเพียงครั้งละ 10 นาที ก่อนค่อย ๆ เพิ่มเป็นการวิ่งในร่มและกลางแจ้ง ระหว่างการฝึกช่วงฤดูร้อน เขายังต้องกลืนแคปซูลที่มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ เพื่อให้ทีมงานสามารถติดตามอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายได้
เขาไม่ผ่านการทดสอบบนลู่วิ่งของสถาบันถึง 3 ครั้ง ก่อนผ่านในการทดสอบครั้งที่ 4 และได้รับอนุญาตให้กลับไปสวมอุปกรณ์ฝึกอเมริกันฟุตบอลอีกครั้งหลังจากหมดสติไปแล้วถึง 13 เดือน
ท้ายที่สุด Swoboda สามารถกลับมาเล่นอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยได้ 5 ปี และเล่นระดับอาชีพใน NFL อีก 2 ปี
แม้ดูเหมือนหายดี ความเสี่ยงอาจยังตามมาอีกหลายปี
สิ่งที่นักวิจัยกำลังให้ความสนใจมากขึ้นคือ แม้ผู้รอดชีวิตจาก Heat Stroke จะดูเหมือนฟื้นตัวเต็มที่แล้ว แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพอาจไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับอาการเฉียบพลัน
งานวิจัยปี 2561 ที่ติดตามผู้รอดชีวิตจาก Classic Heat Stroke พบว่า หลังผ่านไป 12 ปี กลุ่มดังกล่าวมีอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนถึง 3.5 เท่า
งานวิจัยอีกชิ้นยังพบความเชื่อมโยงระหว่าง Heat Stroke กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวของภาวะหัวใจวาย ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจประเภทอื่น และโรคไตเรื้อรัง
ในวันที่โลกกำลังเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้นและคลื่นความร้อนเกิดบ่อยครั้งกว่าเดิม ความเข้าใจว่า Heat Stroke เป็นเพียงภาวะฉุกเฉินชั่วคราวจึงอาจไม่เพียงพอ เพราะสำหรับผู้รอดชีวิตบางราย วันที่ร่างกายร้อนเกินขีดจำกัดเพียงวันเดียว อาจกลายเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนสุขภาพของพวกเขาไปอีกหลายปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต
อ้างอิง : www.bloomberg.com