เกาะประเด็นการเมือง จับตา ประเมินผลงานรัฐมนตรี ขีดเส้น 1 ปี ‘ปรับครม.’
เริ่มมีข่าวว่า มีความพยายามในการกดดันให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีข่าวว่า 20 สส. พรรค ภท. เดินทางไปพบนายกฯ ในระหว่างเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อไปพูดคุยถึงการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีบางคน นอกจากนี้ยังมีข่าว “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ต้องการบุคคลเข้ามาช่วยงาน ในฐานะ “รมช.คลัง” เนื่องจากมีภาระต้องรับผิดชอบมาก ซึ่งหากนายกฯ ต้องการทำตามคำขอของนายเอกนิติ นั้น หมายความว่าต้องการมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งรัฐบาลทำงานมาได้ยังไม่ถึง 6 เดือน ดังนั้นหากต้องมีการปรับ ครม. จะเร็วเกินไปหรือไม่ และในทางการเมือง หากต้องมีการปรับ ครม. หลังทำงานได้ไม่ถึง 1 ปี จะตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวในการทำงานหรือไม่ และจะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง กับพรรคแกนนำรัฐบาล หรือไม่ อีกทั้งในสภาผู้แทนราษฎรสมัยประชุมหน้า พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากปรับรัฐมนตรีบางคนออกจาก ครม. จะเท่ากับหนีศึกซักฟอกหรือไม่
ขณะที่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นมา ในช่วงมีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นในพรรค ภท. จนต้องมีการโพสต์ภาพ 3 แกนนำหลักของ ภท. โดยนายอนุทินที่กำลังกอดคอนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้นำจิตวิญญาณพรรคน้ำเงิน และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เพื่อจะบอกให้สังคมรับรู้ว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้งในพรรค ภท. แต่หลังจากนั้น “ซ้อต่าย” นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของนายเนวิน โพสต์ข้อความว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้ว อย่าซับซ้อน” หลายคนเลยตีความไปว่า หมายถึงใคร หรือจะส่งสัญญาณถึงกระแสข่าว "ดีลลับโมนาโก" เมื่อมีข่าวว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะไปจับมือกับ "พรรคกล้าธรรม (กธ.)" เดินเกมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจจะดึง "พรรคประชาชน (ปชน.)" และ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาร่วมด้วย โดยมีเงื่อนไข "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" หัวหน้าพรรค กธ. ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นช่วงภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลที่มีน้ำหนักและฝ่ายบริหารชี้แจงไม่ได้ จะนำมาสู่การแตกหักในรัฐบาลหรือไม่
ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวเรียกร้องให้มีการปรับ ครม. และปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า สำหรับการปรับ ครม. ต้องมีการพิจารณาผลงานของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนก็เป็นคนหนึ่ง ที่ต้องถูกประเมินผลงานเหมือนกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่า ระยะเวลาประเมินผลงานควรต้องใช้เท่าใด 6 เดือนหรือ 1 ปี นายไชยชนก กล่าวว่า คิดว่าควรต้องให้เวลาทำงานหน่อย คิดว่าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ครม. มีผลงานเยอะมาก ประเด็นไหนขึ้นมาก็จัดการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปรับปรุง แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลายๆ ประเด็น มีหลายอย่างที่แก้ไขกันอยู่ แต่คิดว่าต้องให้เวลามากกว่านี้
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขโครงสร้างที่รัฐบาลทำคือเรื่องพลังงาน ที่แก้ไขเป็นรูปธรรม ประเด็นร้อนเรื่องการสอบทุจริตท้องถิ่น ไม่ใช่แค่เข้ามาเพื่อการปรับเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นเรื่องคงไม่แดงขนาดนี้ และระดมกำลังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ตนมองว่าเป็นผลงาน เมื่อถามว่า ควรใช้เวลาเท่าไหร่ประเมินเคพีไอ นายไชยชนก กล่าวว่า คิดว่าต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน คิดว่า 1 ปีกำลังสวย เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรค ภท.ได้แจ้งหรือไม่ว่าจะใช้เวลาช่วงไหนปรับ ครม. นายไชยชนก กล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งให้รัฐมนตรีทุกท่านทราบตั้งแต่ต้น ทุกคนต้องทำงานมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้นมีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้
เมื่อถามว่า มองกระแสข่าวเรื่องดีลขั้วรัฐบาลใหม่ของสีเขียวและสีแดงอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้าหลายอย่าง รัฐมนตรีทุกท่านต้องโฟกัสและเร่งทำ คิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้ ทำหน้าที่ได้ดีไม่ว่าจะมีการวางแผน หรือเดินเกมอย่างไรก็ไม่กระทบ ครม.
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลบเข้าถาโถม เข้าใส่ "ภท." อย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาความขัดแย้งในพรรค กระแสข่าวกดดันให้มีการปรับครม. เรื่องเชื่อมโยงกับฮั้ว สว. การคลี่คลายปัญหาการโกงสอบท้องถิ่น การออกมากลบปมร้อนของ “นายไชยชนก” ยืนยัน ต้องให้เวลา 1 ปี สำหรับประเมินผลงานรัฐมนตรี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม น่าจะลดแรงกดดันให้ รมต. สังกัด ภท.
ส่วนความคืบหน้า ในส่วนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ด้าน "นายสมพาน พละศักดิ์" สว. จาก จ.อำนาจเจริญ กลุ่ม 10 เดินทางไปที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และผู้เกี่ยวข้อง กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตั้งค่าแบบสาธารณะชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดว่านายสมพาน เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัคร สว. และบิดเบือนข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร สว.กลุ่ม 10 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยนายสมพาน กล่าวว่า การโพสต์ของนายยิ่งชีพเป็นการนำความเท็จมาใส่ความเป็นการโฆษณาไขข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์แบบสาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วราชอาณาจักร เป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
นายสมพาน กล่าวว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ มิเช่นนั้น สังคมจะมองว่านายยิ่งชีพใช้ “หลักไอลอว์” หรือ “หลักกฎหมายของฉัน” มาตีความแทนหลักการทางกฎหมายปกติที่ กกต.และคนทั่วไปใช้กัน
"ในฐานะคนทำมาหากินสุจริตในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ มาหลายปี แอบเสียดายที่ไม่ได้ต้อนรับนายยิ่งชีพและคณะทัวร์ เนื่องจากต้องปิดร้านชั่วคราว เพราะพ่อค้าต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว และที่ร้านก็ไม่ได้มีลูกจ้างถึง 200 คน ตามที่นายยิ่งชีพตีความไปเอง อีกอย่างคือพื้นที่ร้านมีขนาดเล็ก ไม่พอให้คน 200 คนมารวมตัวกันเหมือนที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี" นายสมพาน กล่าว
ขณะที่ "นางแดง กองมา" สว. จาก จ.อำนาจเจริญ กลุ่ม 10 ก็แจ้งความดำเนินคดี ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับนายยิ่งชีพ ที่สภ.เมืองอำนาจเจริญ โดยนางแดง กล่าวว่า จากกรณีที่นายยิ่งชีพ โพสต์ข้อความเป็นการกล่าวหาใส่ความ ยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งที่ กกต. มีการวินิจฉัยแล้วว่า มิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติ ตามที่นายยิ่งชีพกล่าวหาแต่อย่างใด นอกจากนี้นายยิ่งชีพ ยังบิดเบือนข้อกฎหมาย โดยการโพสต์ข้อความว่า "กลุ่ม 10 คือ กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่า SMEs ตามนิยามของกฎหมาย แปลว่าต้องมีลูกจ้างมากกว่า 200 คน…" เพื่อมาจับผิดตน ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขกฎหมายขึ้นมาเอง การกระทำของนายยิ่งชีพ ซึ่งเป็นนักกฎหมาย ต้องยึดหลักการที่ว่า "ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ย่อมไม่เป็นความผิด"
"ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมู ซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ (รธน.) เปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนน้อยหรือจบสูง ให้เข้ามาเป็น สว.ได้ แต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา 2 ปีก็ยังถูกนายยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้งจนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ดิฉันจึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมาย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพคงคิดว่าตัวเองทำถูก เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่รู้ว่า กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของดิฉันและเผยแพร่เอกสารทางเว็บไซต์แล้ว แม่ค้าขายหมูคนนี้จึงอยากขอให้นายยิ่งชีพลดอัตตาลงบ้าง จะได้เลิกเป็นคนจมไม่ลง" นางแดง กล่าว
ส่วน “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยฯ โดยออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือก สว. ว่า ไอลอว์ คณะก้าวหน้า มีการจัดทำแคมเปญ Senate 67 และเปิดตลาดนัด สว. รณรงค์ให้ประชาชนสมัคร สว. ทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และต่างจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริง กติกาการเลือกตั้ง สว. มีความซับซ้อน จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สมัคร สิ่งที่ท่านกล่าวหากลุ่ม สว.สีน้ำเงินมีพฤติการณ์ต่างๆ ถามว่าทั้งสองกลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณบอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณก็ทำเหมือนกัน กลับบอกว่าฮั้ว แต่ไม่โกง มีข้อมูลและหลักฐาน ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มที่อ้างว่าเป็น สว.ประชาชน หรือสว.สีส้ม มีกระบวนการจัดตั้ง แบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม. เช่น การนัดพบที่ หอศิลป์จิม ทอมป์สัน แต่เบื้องหลังมีการแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต และการแบ่งบทบาท ให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายได้รับเลือกเป็น สว.
นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณี น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยงกันเองว่า เป็นความเท็จ ซึ่งตนมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจนว่า การเช่าห้องจัดเลี้ยงดังกล่าว มีตัวแทนจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงอยากให้ไปดูว่า สำนักพิมพ์ดังกล่าว นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายนี้ ไปใช้ยื่นหักภาษีประจำปี 2567 หรือไม่ ซึ่งได้โพสต์ระบุเพียงนามสกุล และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า
"การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆ อาจเข้าข่ายอาจผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ จึงขอให้ กกต. ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าว ว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด" นายศุภชัย กล่าว
ต้องรอดูหลักฐานที่ “นายศุภชัย” ออกมาเปิดเผย จะมีน้ำหนักมากแค่ไหน เพราะถ้ามีตัวแทนจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้กลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจน ย่อมเกิดข้อสงสัยได้ว่า มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่
"ทีมข่าวการเมือง"