“ดอลลาร์” จ่ออ่อนค่าสุดรอบ 7 เดือน เยนแข็งค่า 4% จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ-แผนซื้อคืนบอนด์
"ดอลลาร์" อ่อนค่าใกล้ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. ขณะที่เยนแข็งค่าราว 4% เดือนนี้ นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐและแผนซื้อคืนพันธบัตร ก่อนเฟดตัดสินดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า
วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.34 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 เดือน ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าต่อเนื่อง โดยนักลงทุนจับตาการประกาศรายละเอียดโครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อที่จะเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์นี้
ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลงมากถึง 0.2% ในวันพุธ เข้าใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยแรงกดดันสำคัญมาจากการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งมีน้ำหนักมากเป็นอันดับ 2 ในดัชนีดังกล่าว
เงินเยนแข็งค่าขึ้น 0.5% และส่งผลให้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน เงินเยนแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 4%
แรงกดดันต่อดอลลาร์เพิ่มขึ้นอีกหลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสารท้าทายนักลงทุนที่ต้องการเดิมพันสวนทางกับความตั้งใจของเขาในการผลักดันให้เงินเยนแข็งค่า โดยระบุว่าการแสดงมุมมองเกี่ยวกับตลาดของเขาในปัจจุบันเปรียบเสมือนการตัดสินใจโดยมีข้อมูลจากภายใน
ความเห็นดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในถ้อยแถลงที่ชัดเจนที่สุดของเบสเซนต์ ท่ามกลางความพยายามอย่างต่อเนื่องในการส่งสัญญาณต่อทิศทางของตลาดการเงิน
ตลาดยังจับตาว่าเบสเซนต์จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายโครงการ ซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Buyback) ซึ่งมีเป้าหมายช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร
โดยกระทรวงการคลังสหรัฐมีกำหนดประกาศในวันพุธถึงขนาดของการดำเนินการในวันถัดไป ซึ่งจะเป็นการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลที่ยังไม่ครบกำหนดอายุในช่วง 10-20 ปี
โมฮิต กุมาร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์ประจำยุโรปของ Jefferies International มองว่า หากเบสเซนต์ต้องการสร้างผลกระทบต่อตลาด การซื้อคืนรอบแรกจะต้องมีขนาดมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์
Jefferies ระบุว่าจะไม่แปลกใจหากการดำเนินการครั้งแรกมีขนาดใหญ่กว่านั้นมาก โดยอาจอยู่ที่ 8 พันล้านดอลลาร์ ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase มองว่ากระทรวงการคลังสหรัฐอาจไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดของโครงการซื้อคืนพันธบัตร
อีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ และอาจมีบทบาทสำคัญต่อการคาดการณ์ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า
ตลาดการเงินให้น้ำหนักประมาณ 60% ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ในการประชุมครั้งนี้
ข้อมูลจากตลาด Options ยังสะท้อนว่านักลงทุนโดยรวมยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อเงินดอลลาร์ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามตลาดยังมองว่าดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโรและปอนด์ เนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและสกุลเงินทั้งสองมากเป็นพิเศษ
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก
อ้างอิง : bloomberg.com