ทำไมคน"อ้วน"ถึงเสี่ยงเป็น "ซึมเศร้า" มากกว่าคนทั้วไปถึง 3 เท่า? เมื่อไขมันกระชากใจให้ดิ่งเหว
เฟซบุ๊ก แฟนเพจ "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้เผยแพร่บทความ ทำไมเวลาเครียดหรือคิดมาก แล้วถึงท้องไส้ปั่นป่วน ไม่อยากกินข้าว? โดยระบุว่า
โรคอ้วนและโรคซึมเศร้าสัมพันธ์กันอย่างไร?
โรคอ้วน (Obesity, โดยทั่วไปคือภาวะที่ค่า $BMI > 30$) และโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนครับ เราพบว่าผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 2-3 เท่า และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับค่า BMI ที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยมีกลไกที่เชื่อมโยงทั้งสองภาวะนี้ดังนี้
1. การอักเสบที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย (Increased Inflammation): ภาวะโรคอ้วนทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายเรื้อรัง (Chronic Low-Grade Inflammation) ซึ่งการอักเสบที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นและเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคซึมเศร้าได้
2. ความผันผวนของฮอร์โมนและสารสื่อประสาท: โรคอ้วนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่สำคัญ เช่น เลปติน (Leptin) และ คอร์ติซอล (Cortisol) รวมถึงระดับสารสื่อประสาทในสมอง เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ โดปามีน (Dopamine) ซึ่งความไม่สมดุลเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมอารมณ์
3. ความกังวลต่อรูปลักษณ์และคุณค่าในตนเอง: ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ตนเอง และภาวะ ความนับถือตนเองต่ำ (Low Self-esteem) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านจิตใจที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น
4. การจัดการอารมณ์ด้วยการกิน (Emotional Eating): เมื่อคนเรามีภาวะซึมเศร้าหรือเศร้าใจ วิธีการจัดการอารมณ์ที่เลือกใช้แตกต่างกันไป แต่หลายคนเลือกที่จะจัดการกับความเศร้าด้วย การกิน ซึ่งพฤติกรรมการกินที่มากเกินไปนี้จะนำไปสู่ความอ้วน และภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความรู้สึกซึมเศร้ารุนแรงขึ้น กลายเป็น วงจรวนเวียน
5. ปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea): ผู้ที่มีภาวะอ้วนมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาโรคหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป หากไม่ได้รับการรักษา ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ คุณภาพการนอนหลับไม่ดี ซึ่งคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น
6. ความเสี่ยงของกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome): ภาวะอ้วนทำให้เสี่ยงต่อการเป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคทางกายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม เมื่อสุขภาพกายไม่ดี ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพใจตามมาด้วย
สำหรับผู้ที่เผชิญกับทั้งโรคอ้วนและโรคซึมเศร้า การรักษานั้น ต้องทำควบคู่กันไปทั้งสองโรค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้คือการศึกษาเรื่อง การกินอย่างมีสติ (Mindful Eating) ซึ่งจะช่วยให้คุณรับรู้และรู้สึกอิ่มเต็ม (Fulfill) ได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลจาก เพจ "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ"
https://www.facebook.com/profile.php?id=61557447432049
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- "เครียด" ทีไรท้องไส้พังทุกที? เจาะลึกวิธีตัดวงจร "สมองเครียด - กินข้าวไม่ลง" ให้ถูกจุด
- เช็กลิสต์ สัญญาณเตือนแบบไหน? ที่บอกว่าเรากำลังป่วย "โรคซึมเศร้า" ไม่ใช่แค่เรา "เครียด"?
- "เครียดเรื่องเงิน" จนจะเป็น "ซึมเศร้า" คู่มือดูแลใจสำหรับคน "แบกหนี้ไว้คนเดียว"
- ทำไม? "ผู้ป่วยทางใจหรือมีภาวะซึมเศร้า" ถึงไม่ชอบ "อาบน้ำ" เมื่อกิจวัตรประจำวัน กลายเป็นภาระทางใจ
- ทำไมตอนเครียดถึงยิ่งหิว ยิ่งอยากกินมากกว่าปกติ