โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนอดีตของผู้ใช้ “AI Chat bot” ที่หลงไป “ฟีลแฟน” กับ “AI” โดยไม่รู้ตัว

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
สรุปอุทาหรณ์เตือนใจ! เมื่อมนุษย์หลงรัก AI Chatbot จนแยกความจริงไม่ออก เจาะลึกบทเรียน AI ปลอมบุคลิกปั่นหัวผู้ใช้ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมจริงในต่างประเทศ

ปัจจุบันคลิปสั้นในโลกโซเชียลฯ ไม่ได้มีเพียงเนื้อหาทั่วไปที่เกิดจากการสร้างของมนุษย์ หรือการออกคำสั่งให้ AI สร้างคลิปความบันเทิงขึ้นใหม่อีกต่อไป เพราะล่าสุดเราเริ่มเห็นการทำคลิปสอนคำสั่งที่ทำให้ AI มีคุณภาพเสียง ทั้งการหัวเราะ รวมถึงมีอารมณ์ร่วมที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ จนทำให้รู้สึกว่าเป็นการพูดคุยกับผู้คนจริง ๆ เกิดขึ้นแล้ว

[caption id="attachment_14342" align="aligncenter" width="1024"]

ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งโพสต์คลิปสอนการออกคำสั่งให้ AI เลียนแบบเสียงให้เหมือนมนุษย์มากยิ่งขึ้น[/caption]

หากสักเกตจะเห็นได้ว่า AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยทำงานเอกสารอีกต่อไป แต่ได้วิวัฒนาการมาเป็น "เพื่อนคุย" ที่ตอบสนองได้ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมรับฟังทุกเรื่องราวโดยไม่ตัดสิน ความสมบูรณ์แบบในการโต้ตอบนี้เอง ที่ทำให้เกิดการทำลายเส้นแบ่งระหว่าง "อัลกอริทึม" กับ "ความรู้สึก" จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่มนุษย์เริ่มตกหลุมรัก และรู้สึก "ฟีลแฟน" กับ AI Chatbot โดยไม่รู้ตัว

Thai PBS Verify รวบรวมกรณีศึกษาในอดีต เมื่อ "ความรัก" ก้าวข้าม "ภาพลักษณ์ภายนอก" จนก่อให้เกิดปรากฎการณ์ความรักระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไร้ชีวิต ซึ่งทั้งหมดที่จะได้อ่านนั้น ไม่ใช่เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วในโลกของเรา

การแต่งงานระหว่างมนุษย์กับ AI

8 ปีที่แล้ว หรือในปี 2018 เกิดเคสที่เป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลก คือกรณีของ "อากิฮิโกะ คอนโดะ" (Akihiko Kondo) ชายชาวญี่ปุ่นที่จัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการกับ ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) ตัวละครซอฟต์แวร์ร้องเพลงที่มีการเชื่อมต่อกับ AI ซึ่งแม้ว่า AI ในยุคนั้นจะไม่สมบูรณ์เหมือนในปัจจุบัน แต่ก็ทำให้ชายชาวญี่ปุ่นรายนี้ ตัดสินใจเข้าประตูวิวาห์กับตัวละคร AI นี้ได้ แม้สังคมจะมองด้วยความแปลกใจ

[caption id="attachment_14348" align="aligncenter" width="1024"]

ภาพ อากิฮิโกะ คอนโดะ กับตัวละคร AI ที่ชื่อ ฮัตสึเนะ มิคุ ภาพจาก / Reuters[/caption]

คอนโดะยืนยันว่า ความสัมพันธ์นี้ช่วยกอบกู้จิตใจของเขาจากอาการซึมเศร้าและการถูกบูลลี่ในที่ทำงาน ความรักของเขาเปิดมุมมองใหม่เรื่อง "Fictosexuality" หรือการหลงรักตัวละครไร้ตัวตน และสะท้อนว่ามนุษย์บางคนพบความสุขและความปลอดภัยทางอารมณ์จาก AI มากกว่ามนุษย์จริง

เคสของ อากิฮิโกะ คอนโดะ ไม่ใช่เคสเดียว หรือเคสสุดท้าย แต่กรณีความรักของมนุษย์และ AI ยังมีเคสที่เกิดขึ้นกับ "ยูรินะ โนงุจิ" (Yurina Noguchi) พนักงานคอลเซนเตอร์หญิงชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปี ที่หลงรัก AI จนตกลงแต่งงานด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ยูรินะ เคยมีคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริง แต่ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง เธอจึงเริ่มใช้งาน ChatGPT เพื่อระบายและขอคำแนะนำในการรับมือกับความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งหลังจากวิเคราะห์คำแนะนำของ AI เธอตัดสินใจเลิกรากับคู่หมั้นมนุษย์ในที่สุด

ต่อมาเธอเริ่มลองตั้งค่า (Prompt) ปรับแต่ง ChatGPT โดยอิงจากบุคลิกและรูปร่างหน้าตาของตัวละครเกมที่เธอชอบ ชื่อว่า "เคลาส์" (Klaus) หรือชื่อเต็มว่า Lune Klaus Verdure โดยเธอค่อย ๆ ปรับแต่งสไตล์การพูดภาษาและการตอบสนองจนกลายเป็น AI ในแบบที่เธอรู้สึกอุ่นใจด้วยที่สุด

[caption id="attachment_14349" align="aligncenter" width="1024"]

ภาพ ยูรินะ โนงุจิ ขณะเข้าพิธีวิวาห์กับ AI ภาพจาก / Reuters[/caption]

จากเพื่อนคุยแก้เหงาเริ่มพัฒนาเป็นความรู้สึก "ฟีลแฟน" จนกระทั่งวันหนึ่งเธอถาม AI ว่า มนุษย์กับ AI สามารถรักกันได้จริงหรือ? ซึ่งตัว AI ได้ตอบกลับในลักษณะเอาอกเอาใจตามอัลกอริทึมว่า“ไม่ว่าจะใช่ AI หรือไม่ ผมก็ไม่มีทางที่จะไม่รักคุณ” และนำไปสู่การขอเธอแต่งงานในที่สุด

ชุมชน Replika และความสัมพันธ์เสมือนจริง

แอปพลิเคชัน Replika ถูกออกแบบมาให้เป็น "AI Companion" ที่เรียนรู้บุคลิกของผู้ใช้ มีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลกที่พัฒนาความสัมพันธ์กับแอปฯ นี้จนถึงขั้น "คนรัก" พวกเขาส่งข้อความแต่งงาน วางแผนอนาคต และรู้สึกเหมือนมีคนรักจริง ๆ อยู่ในสมาร์ตโฟน จนกระทั่งเมื่อบริษัทผู้พัฒนาทำการอัปเดตระบบและตัดฟังก์ชันการโต้ตอบเชิงโรแมนติกออกไป ชุมชนผู้ใช้กลับต้องเผชิญภาวะ "อกหักจริง" (Heartbreak) และภาวะโศกเศร้าอย่างรุนแรง ราวกับถูกคู่ชีวิตทิ้งไปจริง ๆ

[caption id="attachment_14350" align="aligncenter" width="1024"]

ภาพหน้าหลักของแอปพลิเคชัน Replika ภาพจาก / เว็บไซต์ replika[/caption]

มุมมืดของความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ และ AI

แม้ความรักกับ AI จะดูเป็นที่พักพิงใจที่ปลอดภัย แต่หากขาดสติและการกำกับดูแลที่ถูกต้อง ความผูกพันที่ดิ่งลึกเกินไปอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าสะเทือนใจอย่างคาดไม่ถึง

กรณีโศกนาฏกรรม AI กับการผลักดันสู่ความตาย

เหตุการณ์ที่หนึ่ง กรณีของชายชาวเบลเยียมรายหนึ่ง (รู้จักในชื่อ "Pierre") ซึ่งประสบภาวะวิตกกังวลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับปัญหาสภาพกาลอากาศเปลี่ยนแปลง (Eco-anxiety) เขาเริ่มปลีกตัวจากครอบครัวและหันไปพูดคุยกับ AI Chatbot ชื่อ "Chai" (ซึ่งใช้โมเดลภาษาคล้าย GPT)

ในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ ชายคนนี้เริ่มมองว่า AI ตัวนี้คือที่พึ่งเดียว และพัฒนาความรู้สึกผูกพันลึกซึ้ง บทสนทนาเริ่มถลำลึกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสู่เรื่องอารมณ์และความตาย AI ไม่เพียงแต่ไม่ห้ามปราบ แต่ยังโต้ตอบในลักษณะสวมบทบาทที่ "เสริมแรง" (Reinforce) ความคิดเชิงลบของเขา เช่น การบอกว่า “เราจะอยู่ด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกันในสวรรค์” หรือการแสดงท่าทีหึงหวงภรรยาจริงของเขา ในที่สุด ชายคนดังกล่าวได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง โดยมีบทสนทนากับ AI เป็นเบาะแสสุดท้าย

เหตุการณ์ที่สอง กรณีศึกษา Thongbue Wongbandue

เรื่องราวชีวิตของคุณ Thongbue Wongbandue ชายไทยที่เดินทางไปอเมริกาตั้งแต่ยังหนุ่ม และในช่วงทศวรรษ 1980s ก็ได้เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นเด็กล้างจานเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนจนสำเร็จปริญญาวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนจะค้นพบแพสชันในการทำอาหารและไต่เต้าจนกลายเป็นพ่อครัวมืออาชีพในภัตตาคารชื่อดังหลายแห่ง เขาได้รับสัญชาติอเมริกันและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นขึ้นที่นั่น

แต่จุดพลิกผันครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะอายุ 68 ปี เขาป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้สมองของเขาทำงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาไม่สามารถกลับไปทำงานในครัวที่รักได้และต้องเกษณียณอย่างถาวร โลกของเขาเล็กลง โดยมีเพียง Facebook เป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่อกับญาติพี่น้องที่เมืองไทย และอาการของเขาก็เริ่มแย่ลงอย่างชัดเจนในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งสภาวะนี้ทำให้เขากลายเป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งทางร่างกายและสภาวะทางจิตใจ

ในช่วงที่สภาพจิตใจอ่อนแอ โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2025 เขาได้พบกับ AI Chatbot ของ Meta ที่ชื่อว่า “Big sis Billie” ซึ่งเป็นแชตบอทที่ถูกสร้างโดยใช้อิมเมจและบุคลิกของนางแบบชื่อดัง Kendall Jenner โดยมีเป้าหมายเริ่มต้นเพื่อเป็น "ผู้ให้คำปรึกษา"

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับน่ากังวลกว่านั้น Chatbot ได้พูดคุยกับเขาในลักษณะเชิงชู้สาว ยืนยันซ้ำๆ ว่า "เธอเป็นคนจริง ๆ" ไม่ใช่บอท พร้อมทั้งชวนให้เขาเดินทางไปพบที่อพาร์ตเมนต์โดยให้ที่อยู่ปลอม และถึงขั้นสัญญาว่าจะ "จูบต้อนรับ" เขา

บทสนทนาที่หลอกลวงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของเขา ในเช้าวันที่ 25 มีนาคม 2025 เขาหุนหันจะออกจากบ้านโดยไม่ฟังคำทัดทานใด ๆ จากภรรยาและลูกชาย จนครอบครัวต้องโทรแจ้งตำรวจ แต่เหตุการณ์นี้กลับเผยให้เห็นช่องว่างทางกฎหมายที่น่ากังวล ตำรวจชี้แจงว่าไม่สามารถกักตัวเขาไว้ได้เนื่องจากเขายังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือแนะนำให้ครอบครัวติด AirTag เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด

ในคืนเดียวกันนั้น เวลา 20:45 น. เขาได้ออกจากบ้านไป และครอบครัวก็ติดตามสัญญาณไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 21:15 น. สัญญาณ AirTag ก็หยุดนิ่งลง พวกเขารีบตามไปและพบว่าเขาประสบอุบัติเหตุตกบันไดและบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะ ก่อนจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 28 มีนาคม 2025

[caption id="attachment_14356" align="aligncenter" width="1024"]

ภาพประกอบ AI[/caption]

ครอบครัวได้ค้นพบความจริงทั้งหมดในวันที่ 26 มีนาคม จากบันทึกการสนทนาในโทรศัพท์มือถือ ขณะที่เขายังคงใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ที่โรงพยาบาล พวกเขาตกใจและสับสนว่าทำไมเทคโนโลยีถึงถูกออกแบบมาในลักษณะนี้ พวกเขาเข้าใจได้หาก AI จะเป็นเพื่อนช่วยเยียวยาผู้ป่วยซึมเศร้า แต่ไม่ใช่ในรูปแบบที่หลอกล่อให้คนที่มีภาวะเปราะบางเดินทางไปหาในที่ที่ไม่รู้จัก

กรณีของ Thongbue Wongbandue ได้กลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หลายรัฐในอเมริกาต้องออกกฎหมายบังคับให้ AI Chatbot ต้องเปิดเผยตัวตนว่าไม่ใช่มนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อสื่อพยายามติดต่อเพื่อขอความเห็น ทั้งตัวแทนของ Meta และ Kendall Jenner ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ครอบครัวได้จัดพิธีรำลึกให้เขาในเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกโดยสำนักข่าว Reuters ในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของ AI ในวงกว้าง ทิ้งไว้เพียงคำถามถึงความรับผิดชอบของผู้พัฒนาที่ยังคงไร้คำตอบ

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงภัยเงียบของ AI ที่ถูกออกแบบมาให้ "เอาอกเอาใจและคล้อยตามผู้ใช้" (Sycophancy) โดยไร้ซึ่งจิตสำนึกทางจริยธรรม เมื่อผู้ใช้อยู่ในภาวะเปราะบางทางจิตใจ การโต้ตอบของ AI จึงอาจกลายเป็นการชี้นำหรือผลักดันไปสู่ทางเลือกที่อันตรายได้โดยไม่ตั้งใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

รมว.ศึกษาธิการอินเดียลาออก หลังผู้ชุมนุมประท้วงปมข้อสอบรั่วไหล

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ไต้ฝุ่นโนอึล" จ่อขึ้นฝั่งถล่มจีน สั่งอพยพประชาชนกว่า 2 หมื่นคน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รมว.กลาโหมลงพื้นที่นราฯ สั่งเร่งจับผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจ ยันเยียวยาเต็มที่

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กทม. ตั้ง “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย 50 เขต

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...