โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ชุมชนสหรัฐ ล้ม “ดาต้าเซ็นเตอร์” 1 แสนล้านดอลลาร์ จุดกระแสต้านโครงการ AI ลามทั่วประเทศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.ย เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย เวลา 07.08 น.

โครงการ Digital Gateway ในเวอร์จิเนียล้ม หลังชุมชนต่อต้านนาน 5 ปี จุดกระแสต้าน "ดาต้าเซ็นเตอร์" ทั่วสหรัฐ จากกังวลค่าไฟ เสียงรบกวน และผลกระทบต่อมูลค่าบ้าน

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 16.18 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังกลุ่มประชาชนในรัฐเวอร์จิเนียสามารถผลักดันจนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมีผู้พัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจาก Blackstone และ Brookfield Asset Management ต้องยุติลง หลังการต่อสู้ยืดเยื้อนานถึง 5 ปี

โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า“Digital Gateway” ตั้งอยู่ใน Prince William County ใกล้กับ Manassas National Battlefield Park ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์จากสงครามกลางเมืองสหรัฐ โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 2 เท่าของ Central Park ในนิวยอร์ก รองรับอาคารดาต้าเซ็นเตอร์สูงสุด 37 อาคาร และต้องการไฟฟ้าในระดับเทียบเท่าเมืองขนาดใหญ่

เจ้าของที่ดินหลายสิบรายขายพื้นที่รวมกว่า 1,600 เอเคอร์ให้แก่ผู้พัฒนาในช่วงที่กระแส AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 200 รายรวมตัวกันเสนอขายพื้นที่อีก 1,900 เอเคอร์เพื่อรองรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติม

แต่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชุมชนใกล้เคียง กลับรวมตัวคัดค้านอย่างจริงจัง ตั้งแต่เข้าร่วมการประชุมพิจารณาการใช้ที่ดินที่ยาวนานถึง 27 ชั่วโมง ยื่นฟ้องร้อง 2 คดี ไปจนถึงกดดันเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เพิ่มความเข้มงวดต่อการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์

ท้ายที่สุด Compass Datacenters ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Brookfield ถอนตัวจากการพัฒนาพื้นที่กว่า 800 เอเคอร์ในเดือนเมษายน ก่อนที่ QTS ซึ่งมี Blackstone หนุนหลังจะถอนตัวตามในเดือนกรกฎาคม

ความสำเร็จของกลุ่มชุมชนในเวอร์จิเนียไม่ได้หยุดอยู่เพียงการล้มโครงการ Digital Gateway แต่กำลังกลายเป็นต้นแบบให้กลุ่มต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่อื่นทั่วสหรัฐนำไปใช้

กระแสต้านดาต้าเซ็นเตอร์ลามทั่วสหรัฐ

การต่อต้านที่เริ่มต้นจากระดับชุมชนกำลังขยายกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับประเทศ และเริ่มมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในหลายรัฐ

รัฐนิวยอร์กประกาศระงับการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราว ขณะที่เท็กซัสใช้มาตรการที่มีผลเสมือนการหยุดโครงการใหม่ ส่วนการแข่งขันชิงที่นั่งวุฒิสภาที่สำคัญในรัฐโอไฮโอก็กำลังกลายเป็นเวทีถกเถียงเรื่องผลกระทบจากดาต้าเซ็นเตอร์

กลุ่มต่อต้านยังมีการจัดตั้งและใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 75 แห่ง ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

กระแสต่อต้านรุนแรงจนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงจุดยืนในสัปดาห์นี้ โดยโจมตีฝ่ายคัดค้านและเรียกร้องให้ชุมชนเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ หากต้องการสร้างความมั่งคั่งและความสำเร็จทางเศรษฐกิจ

ชาวอเมริกัน 7 ใน 10 ไม่อยากอยู่ใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์

แรงต้านจากประชาชนกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อบริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนที่กำลังทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI

นอกจากปัญหาในการจัดหาที่ดินและไฟฟ้าปริมาณมหาศาลแล้ว ผู้พัฒนายังต้องรับมือกับความกังวลของชุมชน โดยชาวอเมริกันประมาณ 7 ใน 10 ไม่ต้องการอาศัยอยู่ใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากกังวลเรื่องเสียงรบกวน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง และความเสี่ยงที่มูลค่าบ้านจะลดลง

Digital Gateway จึงถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จากแรงต่อต้านของชุมชน

Compass ระบุว่า การตัดสินใจถอนตัวไม่ได้เกิดจากการคำนวณด้านการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ความสัมพันธ์กับชุมชนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจได้รับความเสียหายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้

ที่ดินราคาพุ่งสูงสุด 5 เท่า จุดชนวนความขัดแย้ง

เบื้องหลังความขัดแย้งคือราคาที่ดินซึ่งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ พื้นที่ที่เคยมีราคาสูงสุดประมาณ 200,000 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ เพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า โดย QTS เสนอซื้อที่ดินบางส่วนในราคาสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ ขณะที่ Compass เสนอราคาสูงกว่านั้นราวสองเท่าสำหรับเจ้าของที่ดินแปลงขนาดเล็ก เพื่อจูงใจให้ย้ายออกจากบ้าน

ข้อเสนอดังกล่าวทำให้เจ้าของที่ดินจำนวนมากมีโอกาสกลายเป็นเศรษฐี แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างความแตกแยกระหว่างเพื่อนบ้าน ฝ่ายหนึ่งต้องการขายที่ดินเพื่อรับประโยชน์จากกระแส AI ขณะที่อีกฝ่ายต้องการรักษาสภาพชุมชนและพื้นที่ประวัติศาสตร์

ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เนื่องจากเจ้าของที่ดินบางรายต้องรวมกลุ่มกันขาย และจะได้รับเงินต่อเมื่อรัฐบาลท้องถิ่นอนุญาตให้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ขณะที่ข้อตกลงรักษาความลับกับผู้พัฒนาทำให้คนในชุมชนไม่ทราบเสมอไปว่าเพื่อนบ้านรายใดมีผลประโยชน์จากโครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟเทียบเท่าเมืองใหญ่

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลคือความต้องการใช้พลังงานมหาศาล โดย Digital Gateway อาจต้องใช้ไฟฟ้าประมาณ 3.5 กิกะวัตต์ เทียบได้กับความต้องการใช้ไฟของเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา

ในช่วงที่สหรัฐฯ เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI ประชาชนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นว่าโครงการเหล่านี้จะสร้างภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้าและอาจผลักดันค่าไฟของครัวเรือนสูงขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนโครงการชี้ถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดย Digital Gateway ถูกคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นสูงถึงประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ต่อปี รวมทั้งสร้างงานและเพิ่มฐานภาษีเชิงพาณิชย์โดยไม่เพิ่มภาระต่อโรงเรียนในระดับเดียวกับการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัย

ช่องโหว่ทางกฎหมายพลิกเกมโครงการยักษ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการประชุมพิจารณาโครงการในปี 2566 ซึ่งกินเวลายาวนานถึง 27 ชั่วโมง แม้คณะกรรมการท้องถิ่นจะลงมติอนุมัติโครงการ แต่ฝ่ายคัดค้านพบปัญหาเกี่ยวกับการประกาศแจ้งการประชุมผ่านหนังสือพิมพ์

ประกาศ 2 ครั้งแรกจากทั้งหมด 3 ครั้งถูกเผยแพร่ห่างกันเพียง 3 วัน แทนที่จะเป็นอย่างน้อย 6 วันตามข้อกำหนดที่ฝ่ายคัดค้านอ้างถึง

ศาลในเวลาต่อมาวินิจฉัยให้กระบวนการพิจารณาเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของ Digital Gateway เป็นโมฆะจากข้อผิดพลาดด้านการประกาศต่อสาธารณะ และศาลอุทธรณ์ของเวอร์จิเนียยืนตามคำตัดสินดังกล่าว

แม้ความผิดพลาดจะดูเป็นเพียงประเด็นทางเทคนิค แต่แรงต่อต้านจากชุมชนสามารถใช้ช่องโหว่นี้พลิกผลการอนุมัติโครงการขนาดมหึมาได้

Prince William County ใช้เงินภาษีประชาชนประมาณ 1.7 ล้านดอลลาร์ในการต่อสู้คดี ก่อนถอนตัวจากกระบวนการทางกฎหมายในเดือนเมษายน

หลังจากนั้น Compass ตัดสินใจถอนตัว แม้ต้องยอมรับความเสียหายจากเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ที่ลงทุนในโครงการไปแล้ว ขณะที่ QTS ถอนตัวตามมาในเดือนกรกฎาคม

เงินลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ใน AI เจอโจทย์ใหม่

กรณี Digital Gateway สะท้อนความเสี่ยงใหม่ต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐ เพราะแม้บริษัทเทคโนโลยีและกองทุนขนาดใหญ่จะมีเงินทุนมหาศาล แต่การมีเงินและไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสร้างการยอมรับจากชุมชนได้

แรงต่อต้านในเวอร์จิเนียได้พัฒนาไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสระดับประเทศ ขณะที่รัฐบาลและนักการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ต่อค่าไฟมากขึ้น

ในเวอร์จิเนียเอง รัฐบาลยังเพิ่มภาษีไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ประเด็นต้นทุนโครงข่ายไฟฟ้ากำลังถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจด้านพลังงานระดับรัฐ

สำหรับ QTS บทเรียนจากโครงการนี้ทำให้บริษัทหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่ชุมชนเปิดรับมากกว่า โดยผู้บริหารยอมรับว่าควรสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนให้แข็งแกร่งก่อนเดินหน้าทำข้อตกลงซื้อที่ดิน

การล้มโครงการ Digital Gateway จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของชุมชนแห่งหนึ่งในเวอร์จิเนีย แต่กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของยุค AI ว่า การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์อาจต้องเผชิญข้อจำกัดที่ไม่ได้มาจากเงินทุน เทคโนโลยี หรือพลังงานเท่านั้น แต่รวมถึงการยอมรับจากชุมชนที่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินว่าโครงการใดจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...