โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชาติ เตรียมกำกับสินเชื่อ Buy Now Pay Later ต้องขอใบอนุญาตถึงให้บริการได้ จ่อเปิดเฮียริงในก.ย.นี้ มีผลในไตรมาส 4 ปีนี้

THE STANDARD

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
แบงก์ชาติ เตรียมกำกับสินเชื่อ Buy Now Pay Later ต้องขอใบอนุญาตถึงให้บริการได้ จ่อเปิดเฮียริงในก.ย.นี้ มีผลในไตรมาส 4 ปีนี้

วันนี้ (3 กันยายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมงานสัมมนา ‘Beyond ESG Thailand Transition เปลี่ยนอนาคตประเทศ’ ของประชาชาติธุรกิจ โดยระบุว่า ธปท. อยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) ที่จะเปิดเฮียริ่งภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะออกใช้ได้ไตรมาสที่ 4/2569 ซึ่งจะเป็นการออกใบอนุญาต (License) ใหม่

นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 45% ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่อยู่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง

ผู้ว่าการธปท.ยังย้ำว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่กรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก

  • เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่าสถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% หรือสูงเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์กำหนดที่ 11% ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรต่ำมาก และ 3. เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์ และ QR Code เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัจจุบันจะเห็นว่าเสถียรภาพทั้ง 3 ด้านค่อนข้างดีมาก

อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทมีความผันผวนและความเสี่ยงของประเทศที่เปลี่ยนไป ภาพรวมเศรษฐกิจโตต่ำลงต่อเนื่องจากก่อนปี 2540 จีดีพีโต 7% และหลังปี 2540 เหลือ 5.3% และมาช่วงโควิด-19 ลดลงเหลือ 2.4% และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 2.3% ซึ่งหากเศรษฐกิจโตต่ำลง รายได้ของคนและภาคธุรกิจลดลง ในท้ายที่สุดจะเป็นปัญหาหนี้เสีย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคได้ในอนาคต

ทั้งนี้ หากดูเครื่องมือนโยบายการเงิน ธปท. มีเครื่องมือเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 1.00% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจริง แต่ยังเหมาะสมที่ประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยนมีช็อกเกิดขึ้น ธปท. ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไปการลดดอกเบี้ยก็คงไม่เหมาะ เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์

นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด และใช้เวลาทอดยาว 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ซึ่งภายใต้ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด แปลว่าไทยจะต้องมีความยืดหยุ่นและทนทาน (Resilience) และต้องพร้อมปรับตัว Transform หากไทย Resilience จะสามารถรับช็อกได้ รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย ไม่สามารถออกมาตรการเดียวแล้วจบทันที

โดยที่ผ่านมา ธปท. พยายามขยายบทบาทและเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำไปแล้ว 4 เรื่อง คือ 1. แก้หนี้ครัวเรือน 2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3. Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4. เงินเทา และคอร์รัปชัน

ภาพ:Formatoriginal / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...