Saylor ส่งสัญญาณ Strategy กลับมาซื้อ BTC หลังประกาศสั่นสะเทือนชุมชน อาจขายบางส่วนจ่ายปันผล
Saylor ส่งสัญญาณ Strategy กลับมาซื้อ BTC — หลังประกาศสั่นสะเทือนชุมชน อาจขายบางส่วนจ่ายปันผล
Michael Saylor (ไมเคิล เซย์เลอร์) ผู้ร่วมก่อตั้ง Strategy (บริษัท Bitcoin Treasury ที่ถือ BTC มากที่สุดในโลก) โพสต์ข้อความ “Back to work, BTC” บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา — สัญญาณที่ตลาดรู้จักกันดีว่ามักนำหน้าการซื้อ Bitcoin ของบริษัทเสมอ หลังจากก่อนหน้านี้ Strategy หยุดพักการสะสมหนึ่งสัปดาห์เพื่อรายงานผลประกอบการ Q1/2026 ซึ่งระหว่าง Earnings Call นั้นเองที่ Saylor เปิดเผยว่าบริษัทอาจขาย Bitcoin บางส่วนเพื่อจ่าย Dividend (เงินปันผล) ให้ผู้ถือตราสารเครดิตของบริษัท สร้างคลื่นถกเถียงในชุมชน Bitcoin ทั่วโลก
🔙 “Back to work, BTC” — สัญญาณที่ตลาดรอ
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 (2026) Michael Saylor โพสต์ข้อความสั้นๆ เพียง 3 คำว่า “Back to work, BTC” บนแพลตฟอร์ม X ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักลงทุนทั่วโลกคุ้นชินเป็นอย่างดี เพราะในอดีตทุกครั้งที่โพสต์ลักษณะนี้ปรากฏขึ้น มักตามมาด้วยประกาศซื้อ BTC ของ Strategy ภายใน 24 ชั่วโมง
ประวัติการซื้อBitcoin ของStrategy ตั้งแต่ปี2020 แหล่งที่มา: SaylorTracker.com
การซื้อครั้งล่าสุดของบริษัทเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 โดยเข้าซื้อ Bitcoin จำนวน 3,273 เหรียญ ในราคาประมาณ 255 ล้านดอลลาร์ (ราว 8,211 ล้านบาท) ส่งผลให้ยอดถือครองรวมของบริษัทพุ่งขึ้นไปแตะ 818,334 BTC มูลค่ารวมประมาณ 61,800 ล้านดอลลาร์(ราว 1.99 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ Strategy ณ เวลาที่เผยแพร่บทความนี้
💬 Earnings Call Q1/2026 — จุดเริ่มต้นของพายุถกเถียง
ก่อนหน้าการโพสต์ดังกล่าว Strategy ได้หยุดพักการซื้อ Bitcoin ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเตรียมตัวรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ต่อนักลงทุน และนั่นคือที่มาของประเด็นร้อนที่กำลังก่อตัวอยู่ในชุมชน
ระหว่าง Earnings Call (การประชุมชี้แจงผลประกอบการต่อนักวิเคราะห์และนักลงทุน) Saylor กล่าวว่า
“เราน่าจะขายBitcoin บางส่วนเพื่อจ่ายปันผลเพียงเพื่อ‘inoculate’ ตลาด(ทดสอบตลาดและส่งสัญญาณว่าเราทำได้)”
ถ้อยคำนี้สร้างแรงกระเพื่อมทันที เพราะขัดกับจุดยืนเดิมของ Strategy ที่มักประกาศชัดเจนว่าจะ ไม่ขาย BTC ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
⚖️ ฝ่ายสนับสนุน vs. ฝ่ายกังวล — ชุมชน Bitcoin แตกออกเป็นสองขั้ว
ฝ่ายมองบวก:
- Adam Livingston นักวิเคราะห์ Bitcoin และนักลงทุนใน Strategy มองว่าการขาย BTC เป็นระยะๆ จะเพิ่มประสิทธิภาพของ Treasury (คลังสินทรัพย์) โดยช่วยให้บริษัทสร้างรายได้มาซื้อ Bitcoin กลับมาได้มากขึ้นในอนาคต — เป็นแนวคิดที่เรียกว่า Accretive (สร้างมูลค่าเพิ่มสุทธิ)
- Samson Mow ผู้สนับสนุน Bitcoin ชื่อดัง มองว่าการมี “ตัวเลือกขาย” เพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินหมากในตลาดการเงิน
ฝ่ายระวัง:
- กลุ่มนักวิจารณ์บนโซเชียลมีเดียเตือนว่า หากการขาย BTC ของ Strategy กลายเป็นแรงกดดันต่อราคาตลาด อาจสร้าง “Doom Loop” (วงจรทรุด) คือราคา BTC ร่วง → มูลค่าหลักประกันของตราสารหนี้ลด → แรงกดดันขายเพิ่ม → ราคาร่วงต่อ
🔍 CEO Phong Le ชี้แจง: “เราไม่ได้ขับเคลื่อนราคาขึ้นหรือลง”
Phong Le (พอง เล) ซีอีโอของ Strategy ออกมาคลายข้อกังวล โดยระบุว่าการขาย Bitcoin จะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีจำเป็นเท่านั้น ได้แก่ การจ่าย Dividend Yield (ผลตอบแทนเงินปันผล) และการบริหารภาระทางภาษี ไม่ใช่การเทขายเชิงพาณิชย์
Le ยังระบุต่อสำนักข่าว CNBC ว่า ปริมาณการซื้อขาย Bitcoin ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสามารถรองรับภาระ Dividend ประจำปีของ Strategy ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์ได้โดยไม่กระทบตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้เขายังเน้นว่า Strategy ถือ BTC คิดเป็นราว 4% ของอุปทานทั้งหมด และบริษัทไม่ได้มีอิทธิพลพอที่จะผลักดันราคาขึ้นหรือลงในเชิงระบบ
อ้างอิงต้นฉบับ:The Block / Decrypt / cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/strategy-saylor-bitcoin-buy-signal-q1
MSBT ของ Morgan Stanley: เดือนแรก ดูดเงิน 194 ล้านดอลลาร์ ไม่มีเงินไหลออกเลย
Morgan Stanley Bitcoin Trust (MSBT) กองทุน Spot Bitcoin ETF (กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ถือครอง Bitcoin จริง ไม่ใช่สัญญาฟิวเจอร์ส) ของธนาคารชั้นนำ Morgan Stanley ครบรอบเดือนแรกโดยไม่มีแม้แต่วันเดียวที่เม็ดเงินไหลออกสุทธิ ซึ่งไม่มีกองทุน Spot Bitcoin ETF คู่แข่งใดทำได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลอดเดือนแรก MSBT สามารถดึงเงินลงทุนสุทธิรวมได้กว่า 194 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,247 ล้านบาท) และที่น่าสนใจคือเกือบทั้งหมดมาจากนักลงทุนรายย่อยที่ค้นหากองทุนนี้เอง โดยยังไม่มีที่ปรึกษาการเงินของ Morgan Stanley คนใดได้รับอนุญาตให้แนะนำกองทุนนี้อย่างเป็นทางการในช่วงเวลาดังกล่าว
📈 เปิดตัวติดกลุ่ม Top 1% ของ ETF ทุกประเภทในโลก
MSBT เริ่มซื้อขายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 (2026) นับเป็นกองทุน Spot Bitcoin ETF แรกที่ออกโดยธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยตรง วันแรกของการซื้อขาย Amy Oldenburg หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลของ Morgan Stanley ประกาศว่า MSBT คือการเปิดตัว ETF ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิวันแรก 30.6 ล้านดอลลาร์ และปริมาณการซื้อขายสูงถึงประมาณ 34 ล้านดอลลาร์ Eric Balchunas นักวิเคราะห์อาวุโสด้าน ETF จาก Bloomberg จัดให้การเปิดตัวครั้งนี้อยู่ในกลุ่ม Top 1% ของการเปิดตัว ETF ทุกประเภทตลอดกาล
สิ่งที่ทำให้น่าทึ่งยิ่งขึ้นคือ ในวันเดียวกันนั้น ภาพรวมตลาด Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ กลับบันทึกเงินไหลออกสุทธิรวม 94 ล้านดอลลาร์ MSBT จึงว่ายทวนกระแสได้ทันทีตั้งแต่วันแรก
💰 ไม่มีวันไหลออกสุทธิ — สถิติที่คู่แข่งทำไม่ได้
ข้อมูลจาก SoSoValue (แพลตฟอร์มติดตามกระแสเงินทุนในกองทุน ETF) ชี้ว่าในช่วง 2 สัปดาห์แรก เม็ดเงินไหลเข้า MSBT รายวันอยู่ในระดับสิบกว่าล้านดอลลาร์ต่อวัน ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่หลักล้านดอลลาร์เดียวในช่วงหลัง แต่ไม่เคยติดลบแม้แต่วันเดียว
ในทางกลับกัน ตลาด Spot Bitcoin ETF โดยรวมมีความผันผวนสูงมาก โดยสวิงระหว่างวันไหลเข้าสูงสุด 663.9 ล้านดอลลาร์ (17 เมษายน) ไปจนถึงช่วงไหลออกหนักสองวันติดต่อกัน 277.5 ล้านดอลลาร์ และ 145.7 ล้านดอลลาร์ (7–8 พฤษภาคม)
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันที่หนักที่สุดวันหนึ่ง MSBT ยังคงบันทึกเงินไหลเข้า 5.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ IBIT (กองทุน Spot Bitcoin ETF ของ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก) บันทึกเงินออกสุทธิ 27.2 ล้านดอลลาร์, FBTC ของ Fidelity ออก 97.6 ล้านดอลลาร์ และ ARKB ของ ARK Invest ออกอีก 26.6 ล้านดอลลาร์ MSBT ยังซื้อขายด้วยราคาพรีเมียมเหนือ NAV (มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ) ที่ 0.24% สูงกว่า IBIT ที่ 0.18% และ FBTC ที่ 0.13% สะท้อนว่าความต้องการของตลาดยังคงแซงหน้าปริมาณหน่วยที่สร้างได้
🏷️ ค่าธรรมเนียมต่ำสุดในตลาด — ได้เปรียบระดับสถาบัน
MSBT คิดค่าธรรมเนียมบริหารกองทุนประจำปีเพียง 0.14% ต่ำสุดในบรรดา Spot Bitcoin ETF ทั้งหมดในสหรัฐฯ เปรียบเทียบกับ:
กองทุน ค่าธรรมเนียม MSBT (Morgan Stanley) 0.14% Grayscale Bitcoin Mini Trust 0.15% Bitwise BITB 0.20% ARK 21Shares ARKB 0.21% BlackRock IBIT 0.25% Fidelity FBTC 0.25% Grayscale GBTC (ดั้งเดิม) 1.50%
ส่วนต่าง 11 basis points (0.11%) ระหว่าง MSBT กับ IBIT อาจดูเล็กน้อยสำหรับรายย่อย แต่สำหรับสถาบันที่ลงทุนระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนต่างนี้เท่ากับประหยัดได้ 1.1 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อย่างไรก็ตาม Grayscale Bitcoin Mini Trust ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดด้านค่าธรรมเนียมแม้จะถือสินทรัพย์รวมสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์ กลับมีกระแสเงินที่ขรุขระกว่าและเคยบันทึกวันไหลออกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน
🏦 “ไพ่ใบใหญ่” ที่ยังไม่ได้ใช้: ช่อง FA 16,000 คน
จุดที่น่าจับตาที่สุดคือเกือบทั้งหมดของเงินที่ไหลเข้า MSBT ในเดือนแรกมาจาก นักลงทุนรายย่อยที่เลือกลงทุนเอง (Self-Directed Clients) ไม่ใช่จากการแนะนำของที่ปรึกษาการเงิน (Financial Advisor หรือ FA) ของ Morgan Stanley
“เกือบทั้งหมดของกิจกรรมในสัปดาห์หนึ่งหรือสองสัปดาห์แรกมาจาก Self-Directed Clients ไม่ใช่ที่ปรึกษาของเราที่ขายสิ่งนี้” Amy Oldenburg กล่าวที่งาน Consensus ในไมอามี
Morgan Stanley มีที่ปรึกษาการเงินราว 16,000 คน ดูแลสินทรัพย์ลูกค้ารวมกว่า 9.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ MSBT ยังไม่ถูกเปิดให้เข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มที่ปรึกษาในช่วงสัปดาห์แรก นั่นหมายความว่าเมื่อช่องทางนี้เปิดเต็มรูปแบบ MSBT จะมีท่อกระจายสินค้าเฉพาะที่ไม่มี ETF ไหนในตลาดเทียบได้
นอกจากนี้ Morgan Stanley ยังอยู่ระหว่างทดสอบการซื้อขาย Spot Crypto บนแพลตฟอร์ม E*Trade โดยคิดค่าธุรกรรม 50 basis points เริ่มต้นด้วย Bitcoin, Ethereum และ Solana
🌐 บริบทตลาด: ETF Bitcoin โดยรวมแข็งแกร่งต่อเนื่อง
เดือนแรกของ MSBT เกิดขึ้นท่ามกลางโมเมนตัมเชิงบวกของตลาด Spot Bitcoin ETF โดยรวม โดยกองทุนทั้ง 13 แห่งในสหรัฐฯ บันทึกเงินไหลเข้าสุทธิรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ตลอด 6 สัปดาห์ติดต่อกันจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งเป็นสตรีคที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว
ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์รวมของ ETF Bitcoin ทั้งหมดในสหรัฐฯ ยืนอยู่ที่ 106.6 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.67% ของ Market Cap Bitcoin ทั้งหมด โดยนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมกราคม 2567 (2024) กองทุนเหล่านี้มีเงินไหลเข้าสุทธิสะสมรวมแล้ว 59.3 พันล้านดอลลาร์ Eric Balchunas คาดการณ์ว่า MSBT อาจแตะ 5 พันล้านดอลลาร์ใน AUM (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร) ภายในปีแรก แต่เป้าหมายนั้นต้องอาศัยช่องทาง FA เป็นตัวเร่งสำคัญ
อ้างอิงต้นฉบับ:The Block / ภาพen.bloomingbit.io
xStocks เปิดมิติใหม่ “หุ้นโทเคน” ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วถือ แต่นำไปใช้ต่อยอดได้จริง
xStocks (แพลตฟอร์มหุ้นโทเคนบนบล็อกเชน) กำลังเปลี่ยนนิยามการลงทุนในหุ้นดิจิทัล ด้วยการเปิดให้นักลงทุนนำหุ้นโทเคนอย่าง SPYx (โทเคนอ้างอิงกองทุน S&P 500) และ TSLAx (โทเคนอ้างอิงหุ้น Tesla) ไปใช้เป็นหลักประกันหรือกู้เงินในระบบ DeFi ได้ทันที ไม่ต้องรอขายก่อน แพลตฟอร์มมีปริมาณซื้อขายสะสมกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.45 แสนล้านบาท) และมีผู้ใช้งานทะลุ 1 แสนรายแล้ว
จากถือหุ้น สู่ ใช้หุ้นต่อยอด แนวทางใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
ที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไปหมายความถึงสิ่งเดียวคือ “ซื้อแล้วรอ” แต่ xStocks กำลังทำลายกรอบความคิดนั้นด้วยรูปแบบที่คุ้นเคยในโลก DeFi (Decentralized Finance การเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน) นั่นคือการนำสินทรัพย์ที่ถืออยู่ไปใช้ประโยชน์ต่อได้โดยไม่ต้องขายออก
บนเครือข่าย Solana (บล็อกเชนที่รู้จักด้านความเร็วสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ) หุ้นโทเคนอย่าง SPYx, TSLAx และ NVDAx (โทเคนอ้างอิงหุ้น Nvidia) ถูกนำไปใช้เป็น Collateral (หลักประกัน) ในระบบแล้ว มูลค่ารวมกว่า 20.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 666 ล้านบาท) ขณะที่ฝั่งการกู้ยืมมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 2.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66 ล้านบาท)
พูดง่ายๆ ก็คือ หุ้นโทเคนในวันนี้ไม่ต่างจาก “อสังหาริมทรัพย์” ที่นำไปจำนองได้ ถือแล้วยังสร้างสภาพคล่องได้อีกด้วย
ความน่าเชื่อถือ มีของจริงหนุนหลังทุกโทเคน
คำถามที่นักลงทุนหลายคนกังวลคือ “แล้วมั่นใจได้ไหมว่าโทเคนมีมูลค่าจริง?” xStocks ตอบด้วยโมเดล Full-Backed (หนุนหลังเต็มมูลค่า) กล่าวคือ ทีมงานจะซื้อหุ้นจริงสำรองไว้ก่อน แล้วจึงออกโทเคนในระบบตามสัดส่วน 1:1 ต่างจากสัญญาอนุพันธ์ (Derivatives) ที่อ้างอิงราคาเพียงอย่างเดียว โครงสร้างนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขที่สะท้อนความสนใจระดับโลก
ตลาด RWA (Real World Assets — การนำสินทรัพย์โลกจริงมาโทเคนไนซ์บนบล็อกเชน) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีมูลค่ารวมใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ xStocks เองก็มีตัวเลขที่น่าจับตา ดังนี้
ตัวชี้วัด ข้อมูล ปริมาณซื้อขายสะสม กว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (~9.45 แสนล้านบาท) จำนวนผู้ใช้งาน มากกว่า 100,000 ราย ส่วนแบ่งตลาดหุ้นโทเคน เจ้าของ 8 ใน 11 หุ้นโทเคนที่มีผู้ถือสูงสุด มูลค่าหลักประกัน (Collateral) บน Solana ~20.63 ล้านดอลลาร์
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ความต้องการเหล่านี้ไม่ได้มาจากนักลงทุนคริปโตเพียงกลุ่มเดียว แต่เริ่มขยายไปสู่นักลงทุนทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่าการเปิดบัญชีโบรกเกอร์แบบเดิม
🎯xPoints รางวัลสำหรับผู้ใช้งานจริง ไม่ใช่แค่นักเก็งกำไร
นอกจากฟังก์ชันหลัก xStocks ยังมีระบบ xPoints เพื่อตอบแทนผู้ที่มีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างแท้จริง คะแนนสะสมได้จากการถือหุ้นโทเคน นำไปค้ำประกัน ให้สภาพคล่อง หรือทำธุรกรรมในแพลตฟอร์ม โดยคะแนนจะสะสมตามการใช้งานจริงในแต่ละวัน ซึ่งเป็นโมเดลที่คล้ายกับ Loyalty Program ของโลก DeFi ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมระยะยาว
ผู้สนใจสามารถสำรวจระบบ xPoints ได้ที่defi.xstocks.fi/points
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/xstocks-tokenized-stocks-defi-collateral-solana