CPAXT ชูรับคนละครึ่ง มุ่งมาเลเซียดันมาร์จิ้น
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 17.44 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 10.44 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - ส่อง CPAXT เล็งเป้ารายได้ปี 2569 ผ่านการขยายสาขา-ดัน Omni Channel หนุนกำไรพร้อมเร่งเพิ่มสินค้า Private Label และ Exclusive Product เสริมมาร์จิ้น ขณะที่ยอดขายต่อสาขาเดิม หรือ SSSG เฉพาะเดือนเมษายนที่ผ่านมายังทรงตัว เตรียมรับอานิสงส์โครงการคนละครึ่ง และเดินหน้าลดต้นทุนพลังงานผ่านติดตั้ง Solar Roof–EV Fleet–AI Logistics
นางสาวภัทรวัลล์ สุกปลั่ง ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เปิดเผยว่า คงเป้าหมายรายได้ในปี 2569 เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในระดับต่ำถึงปานกลาง (Low to mid-single digit) และการรักษาระดับความสามารถการทำกำไร ผ่านการควบคุมต้นทุน
โดยการเติบโตจะมาจากการขยายสาขาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ แม็คโคร (Makro) และ โลตัส (Lotus's) รวมถึงการรับรู้รายได้จาก Lucky Frozen เข้ามาตลอดทั้งปี เป็นไปตามการเติบโตของตลาดในมาเลเซีย ตลอดจนการเติบโตของ Omni Channel จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label และการทำสินค้า Exclusive Product ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสนับสนุนอัตราการทำกำไรของบริษัท
SSSG เม.ย.ทรงตัว
แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภาพรวมยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) มีลักษณะค่อนข้างทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจค้าส่ง (Wholesale) ยังคงมีการเติบโตได้ดีในกลุ่มลูกค้าค้าส่งรายใหญ่และกลุ่มร้านโชห่วย รวมถึงช่องทาง Omni-channel ส่วนธุรกิจค้าปลีก (Retail) เริ่มเห็นสัญญาณที่ทรงตัว แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับโครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป บริษัทฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านสินค้าสำหรับร้านโชห่วยและรายค้าปลีกรายย่อย รวมถึงจะจัดพื้นที่ในสาขาให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าสาขา และสนับสนุนยอดขายที่สาขา
เดินหน้าลงทุนทั้งใน-ตปท.
การขยายสาขาในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงแผนเปิดสาขาใหม่ ได้แก่ แม็คโครประเทศไทย 2 สาขา และฟิลิปปินส์ 2 สาขา โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต 2 สาขา, โลตัส โกเฟรช 120 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ตอีก 6-8 สาขา ทั้งในไทยและมาเลเซีย ขณะเดียวกันมีแผนปรับโฉม (Renovate) Happy Mall สาขาเดิม อย่างน้อย 40 สาขา
การเข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor Group ในประเทศมาเลเซีย คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/2569 โดยการลงทุนดังกล่าวถือเป็นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มตลาดพรีเมียม ซึ่งมีอัตราการเติบโตและคุณภาพกำไรขั้นต้นที่สูงกว่าตลาดทั่วไป
คงกลยุทธ์การดำเนินงาน
บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการขยายตัวในระดับภูมิภาค และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร โดยยึด 4 เสาหลัก เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านกำลังซื้อและการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนี้
- ฟื้นฟูคุณภาพของอัตรากำไร ผ่านการจัดซื้อสินค้าโดยตรง การปรับปรุงคัดเลือกสินค้า (Product Mix) และการบริหารจัดการสินค้าสูญเสียอย่างใกล้ชิด
- ความเป็นผู้นำในช่องทาง Omni-channel โดยการต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นอันดับ 1 ในด้าน Grocery E-commerce in Thailand โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการบริการ (Cost to Serve) และแสวงหารายได้ใหม่จากแพลตฟอร์มในอนาคต
- การกระจายแหล่งเติบโตสู่ภูมิภาค จากการเร่งขยายธุรกิจในตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างความหลากหลายของแหล่งรายได้ในระยะยาว
- การลงทุนอย่างพิถีพิถัน เน้นการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้สูงสุด และเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และคืนทุนได้รวดเร็วตามเป้าหมาย
มุ่งลดค่าใช้จ่าย
บริษัทฯ ได้เดินหน้าลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานหลายประการ เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ติดตั้ง Solar Roof ไปแล้วกว่า 88% ของสาขาแม็คโครและโลตัสทั้งหมด และมีแผนเพิ่มระบบจัดเก็บพลังงาน (Battery) รวมถึงการใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV Fleet) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10% นอกจากนี้ยังมีการนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งในระยะยาว