โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศาลจีนชี้ ครูวูบดับขณะสอน ไม่ใช่อุบัติเหตุงาน เหตุกู้ชีพเกิน 48 ชั่วโมง

Thaiger

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 14.35 น. • Thaiger ข่าวไทย

ศาลเมืองกุ้ยก่างพิพากษาคดีครูเว่ยหมดสติขณะสอนเมื่อเดือน พ.ค. 2568 และเสียชีวิตหลังกู้ชีพนาน 74 ชั่วโมง ชี้ไม่เข้าข่ายอุบัติเหตุจากการทำงานตามกฎหมายที่กำหนดกรอบเวลาไว้เพียง 48 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 ผู้ใช้เอ็กซ์ชื่อ @whyyoutouzhele รายงานว่า ครูประถมศึกษาชาวจีนหมดสติขณะปฏิบัติหน้าที่ ทีมแพทย์พยายามช่วยชีวิตนานกว่า 74 ชั่วโมง ก่อนที่ครูจะเสียชีวิต ล่าสุด ศาลระดับกลางเมืองกุ้ยก่าง มณฑลกวางสี มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ว่า กรณีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการทำงาน เนื่องจากระยะเวลากู้ชีพเกินเกณฑ์ 48 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด คำตัดสินนี้กลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างดุเดือดบนสื่อโซเชียลจีน

เกิดอะไรขึ้นกับครูเว่ย?

ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ครูเว่ยล้มป่วยกะทันหันขณะสอนหนังสือในโรงเรียน ทีมกู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แพทย์ทำการผ่าตัดสมองเพื่อรักษา หลังผ่าตัด อาการของครูเว่ยยังอยู่ในขั้นวิกฤต แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและยาประคับประคองสัญญาณชีพตลอดเวลา

ครอบครัวตัดสินใจต่อสู้เพื่อให้แพทย์รักษาอย่างเต็มที่ แต่หลังจากกระบวนการกู้ชีพผ่านไปประมาณ 74 ชั่วโมง ครูเว่ยก็เสียชีวิตลง

หลังครูเว่ยเสียชีวิต โรงเรียนยื่นเรื่องขอรับรองสถานะอุบัติเหตุจากการทำงานให้ครูเว่ย แต่หน่วยงานทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมในพื้นที่ปฏิเสธคำขอ เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า แพทย์บันทึกเวลาการเสียชีวิตทางคลินิกเกิน 48 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เริ่มเจ็บป่วย

ระเบียบประกันอุบัติเหตุจากการทำงานของจีนระบุว่า ลูกจ้างจะได้รับสิทธิคุ้มครอง หากเจ็บป่วยกะทันหันในเวลางานและสถานที่ทำงาน แล้วเสียชีวิตทันที หรือแพทย์กู้ชีพไม่สำเร็จภายใน 48 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎนี้อย่างเคร่งครัด จึงปฏิเสธคำขอดังกล่าว

ต่อมาครอบครัวของครูเว่ยได้ยื่นฟ้องศาล ทว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหน่วยงานทรัพยากรมนุษย์ปฏิบัติตามกฎหมายและใช้มาตรฐานที่ชัดเจนแล้ว จึงมีคำสั่งยกฟ้อง ครอบครัวตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ศาลระดับกลางเมืองกุ้ยก่างมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ภาพจาก : 李老师不是你老师

ทำไมกฎ 48 ชั่วโมงถึงมีอยู่

กฎ 48 ชั่วโมงในระเบียบประกันอุบัติเหตุจากการทำงานของจีนถูกออกแบบมาโดยมีข้อสมมติว่า การกู้ชีพที่ได้ผลสำหรับการเจ็บป่วยร้ายแรงมักเกิดขึ้นภายในกรอบเวลานั้น แนวคิดหลักทางกฎหมายมองว่าควรตีความเงื่อนไขนี้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นการขยายความคุ้มครองออกไปนอกเหนือหลักการพื้นฐาน 3 ประการของการรับรองอุบัติเหตุจากการทำงาน คือ เวลา สถานที่ และสาเหตุ แต่นักวิจารณ์มองว่ากฎนี้สร้างสถานการณ์ที่กดดันครอบครัวอย่างโหดร้าย

นักกฎหมายหลายคนชี้ว่า เมื่อครอบครัวยังเห็นความหวัง พวกเขาจะสู้เพื่อการรักษาต่อ ไม่มีใครนับเวลาเพื่อตายให้ทันกรอบ 48 ชั่วโมง คดีครูและลูกจ้างที่เสียชีวิตหลังการกู้ชีพยาวนาน แต่ถูกปฏิเสธการรับรองทั้งที่ล้มป่วยในที่ทำงาน ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างต่อเนื่อง ผู้ช่วยผู้พิพากษารายหนึ่งระบุตรงๆ ว่า หากการตีความกฎหมายอย่างใจแข็งกลับให้ผลเสียแก่ครอบครัว แต่การยอมยกเลิกการรักษากลับให้ผลดีในทางกฎหมาย นั่นคือการปฏิเสธความเป็นมนุษย์

ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การถกเถียงเรื่องกฎ 48 ชั่วโมงดำเนินมาหลายปี และถูกหยิบยกขึ้นอีกครั้งในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติจีนปี 2568 ผู้แทนราษฎรรายหนึ่งเรียกร้องให้ทบทวนกฎนี้ หลังทราบเรื่องเพื่อนร่วมงานที่เกิดอาการเลือดออกในสมองระหว่างเดินทางปฏิบัติงาน และเสียชีวิตหลังการรักษานานสี่วัน โดยถูกปฏิเสธสถานะอุบัติเหตุจากการทำงาน

ภาพจาก : 李老师不是你老师

คำพิพากษานี้จุดกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ ผู้ใช้งานหลายคนเขียนว่า “นี่มันแปลว่าต้องถอดเครื่องให้ทันที่ 47 ชั่วโมง 59 นาทีพอดี”

บางคนเล่าประสบการณ์คล้ายกัน เพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิตหลังรักษานานกว่า 48 ชั่วโมงก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน พร้อมตั้งคำถามว่า หากการทำงานหนักเกินไปจนสุขภาพทรุดและเสียชีวิตกะทันหันขณะปฏิบัติหน้าที่ ควรนับเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานหรือไม่

คดีของครูเว่ยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบประกันอุบัติเหตุจากการทำงานของจีน กฎหมายไม่เปิดช่องให้ยืดหยุ่นสำหรับครอบครัวที่เลือกต่อสู้เพื่อชีวิตของคนที่ตนรัก ยิ่งกู้ชีพนาน ยิ่งออกนอกกรอบเวลาที่กฎหมายคุ้มครอง

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนโต้แย้งมานานแล้วว่า ภาวะสมองตาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงแม้หัวใจยังเต้นด้วยความช่วยเหลือของเครื่องจักร เป็นมาตรฐานที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าการใช้เวลาบันทึกในใบมรณบัตร บางศาลยอมรับข้อโต้แย้งนี้และตัดสินให้ครอบครัวชนะ แต่แนวปฏิบัติยังไม่สอดคล้องกันทั่วประเทศ

แหล่งข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...