โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TU ไตรมาส 1/69 กำไร 1,113 ล้านบาท พุ่ง 9.2% โตได้อย่างไร ในวันที่โดน “ภาษีทรัมป์”

Thairath Money

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 04.55 น.
ภาพไฮไลต์

ความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกต่างต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ จากนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ภาษีทรัมป์" ที่เข้ามากดดันต้นทุนและฉุดอัตรากำไรของหลายบริษัทอย่างหนัก

แต่ท่ามกลางพายุลูกนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TU กลับทำผลประกอบการได้โดดเด่น จากความแข็งแกร่งของธุรกิจที่นักลงทุนมักมองหาในช่วงนี้ นั่นคือ "อำนาจในการกำหนดราคา" ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปสู่ราคาขายได้โดยที่ยอดขายยังคงเติบโต

ฝ่าพายุการค้าโลก สู่การเติบโตของผลประกอบการ

ช่วงปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงตัวแปรที่ทำให้ธุรกิจส่งออกไทยปวดหัว หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น “ภาษีทรัมป์” ที่เริ่มมีผลตั้งแต่เมษายน 2568 หลายบริษัทโดนเต็ม ๆ ทั้งต้นทุนพุ่ง มาร์จิ้นหาย กำไรสะดุด

แต่เคสของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เจ้าตลาดซีฟู้ดสัญชาติไทย เจ้าของแบรนด์อย่าง Sealect, Fisho, i-Tail กลับน่าสนใจ เพราะแทนที่จะ “ตั้งรับ” อย่างเดียว เขาเลือก “ปรับเกม” และผลลัพธ์ก็ออกมาค่อนข้างชัด

ในไตรมาส 1/69 บริษัททำกำไรสุทธิได้ถึง 1,113 ล้านบาท เติบโต 9.2% จากปีก่อน ส่วนยอดขายอยู่ที่ 32,054 ล้านบาท เติบโต 7.6% และที่สำคัญ นี่คือการเติบโตที่ “แรงสุดในรอบ 15 ไตรมาส” หรือตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565

สิ่งที่ TU ทำได้ดี ไม่ใช่แค่ขายของได้มากขึ้นแต่คือการมี “Pricing Power” หรืออำนาจในการตั้งราคา บริษัทเลือกขึ้นราคาสินค้าในหลายกลุ่มเพื่อชดเชยต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ…ลูกค้า “ยังซื้ออยู่”

พูดง่ายๆ คือ TU ไม่ได้แค่ผลักภาระไปให้ลูกค้า แต่ลูกค้ายังยอมรับราคาใหม่ได้ นี่แหละคือของจริงของคำว่า Pricing Power

แต่ถ้านำผลประกอบการไปเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 หรือแบบไตรมาสต่อไตรมาส ยอดขายรวมมีการปรับตัวลดลง 8.5% ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางฤดูกาลที่เป็นช่วงนอกฤดูการขาย

แต่ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ บริษัทยังคงสามารถทำกำไรสุทธิตามให้เติบโตขึ้น 9.9% จากไตรมาสก่อนหน้าได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตั้งรับและปรับตัวขององค์กร

“อาหารสัตว์เลี้ยง-อาหารทะเลแช่แข็ง” พระเอกตัวจริง

เมื่อดูผลประกอบการตามกลุ่มธุรกิจ จะเห็นได้ชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง หรือ PetCare กลายเป็นดาวเด่นขึ้นมา โดยสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 5,115 ล้านบาท เติบโตถึง 22.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในตลาดหลักทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย รวมถึงการมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่มพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเกินครึ่งหรือ 51.5% ของยอดขายรวม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจนี้ยืนระยะอยู่ในระดับสูงที่ 24.9%

อีกหนึ่งกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีคือธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง ซึ่งยอดขายที่ 9,420 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการขายในกลุ่มนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน

หนุนจากยอดขายของธุรกิจอาหารสัตว์และกุ้งแช่แข็ง แม้ปรับราคาขายที่สูงขึ้น แต่ยอดขายกุ้งแช่แข็งก็ยังโตได้จากความต้องการที่แข็งแกร่ง และการสั่งซื้อของลูกค้าในตลาดสหรัฐฯ ที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งเป็นแกนหลักดั้งเดิมของบริษัท มียอดขายอยู่ที่ 15,136 ล้านบาท เติบโตในระดับ 2.5% บริษัทยังคงรักษาสมดุลของรายได้ไว้ได้ผ่านการปรับราคาขายทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย เพื่อชดเชยต้นทุนภาษี ควบคู่ไปกับการเติบโตของปริมาณขายในตลาดยุโรป

ขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มียอดขายหดตัวลงเล็กน้อยที่ 1.2% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากยอดขายที่ชะลอตัวในตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น

บริหารต้นทุน-ค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การโตของรายได้ คือ “การบริหารต้นทุน” เพราะแม้ไตรมาสนี้ TU จะโดนแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จนทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยังเอาอยู่

ด้วยการคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้ลดลงได้ 1% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเดินหน้าโปรเจกต์ Sonar ที่ช่วยลดต้นทุนอย่างจริงจัง ทำให้ภาพรวมกำไรยังไปต่อได้

ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีเข้ามาเสริม เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นภาษีก่อนหน้านี้เกินอำนาจฝ่ายบริหาร ส่งผลให้ต้องลดภาษีลงเหลือ 10% ชั่วคราว 150 วัน

ตรงนี้ไม่แค่ช่วยให้การแข่งขันกลับมาปกติ แต่ยังทำให้การตั้งราคาสินค้าชัดเจนขึ้น และเปิดโอกาสให้บริษัทมีสิทธิ์ขอคืนภาษีที่จ่ายไปแล้วในอนาคตด้วย

ส่องอนาคต TU ปี 2569

ด้านมุมมองนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในมุมมองระยะกลางถึงระยะยาว เชื่อว่าธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญจากอานิสงส์ของเทรนด์ Pet Humanization ที่ช่วยหนุนให้สัดส่วนสินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้น และสร้างอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่งกว่าอาหารคน

เมื่อมองในภาพรวมทั้งปี 2569 ยังคงเชื่อมั่นและคงประมาณการกำไรปกติไว้ที่ 5,135 ล้านบาท หรือเติบโต 19% จากปีก่อนหน้า จากผลกระทบของค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังสิ้นสุดโครงการ Sonar

จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายเหมาะสมไว้ที่ 14.20 บาทต่อหุ้น

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TU ไตรมาส 1/69 กำไร 1,113 ล้านบาท พุ่ง 9.2% โตได้อย่างไร ในวันที่โดน “ภาษีทรัมป์”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...