ทำไม “ภาคอุตสาหกรรมยุโรป” ตกเป็นเป้าจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของจีน?
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีน จุดกระแสกังวลในยุโรป ขณะที่หลายฝ่ายเตือนจีนกำลังเปลี่ยนจากโรงงานโลก สู่คู่แข่งด้านเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับล่าสุดของ China กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ให้กับยุโรป หลังหลายฝ่ายมองว่า ความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของจีนอาจกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความสามารถแข่งขันและความมั่งคั่งของภาคการผลิตยุโรปในระยะยาว
รายงานระบุว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนที่ประกาศในเดือนมีนาคม ไม่ได้มุ่งเพียงยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เคมีภัณฑ์และเครื่องจักรกล ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลักดันเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ ชีวการแพทย์ พลังงานฟิวชัน ควอนตัม และเครือข่าย 6G พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาให้ใกล้เคียงระดับประเทศตะวันตก
แม้รัฐบาลจีนยืนยันว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่สำหรับยุโรป ผลลัพธ์จากแผนพัฒนา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยให้จีนก้าวขึ้นมาครองตลาดโลกในหลายอุตสาหกรรม กลับทำให้ยุโรปเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนที่ขยายตัวต่อเนื่อง และเริ่มถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจยุโรป
เจ้าหน้าที่ยุโรปยังวิตกเรื่องการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมของจีนและปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด ซึ่งยิ่งทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อแนวคิด “ตลาดเสรี” ที่ยุโรปยึดถือมายาวนาน
ในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป ความกังวลยิ่งรุนแรงขึ้น หลังเศรษฐกิจแทบไม่เติบโตนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 และภาคการผลิตอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560
คลอเดีย บาร์คอฟสกี ตัวแทนประจำกรุงปักกิ่งของสมาคมผู้ผลิตเครื่องจักรเยอรมนี (VDMA) กล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ ให้ความสนใจแผนพัฒนาใหม่ของจีนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะต้องการรู้ว่าอนาคตการแข่งขันจะเป็นอย่างไร
พร้อมระบุว่า จีนกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “ขนาด” ไปสู่การแข่งขันด้าน “คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน” ซึ่งกำลังกระทบต่อจุดแข็งดั้งเดิมของอุตสาหกรรมเครื่องจักรยุโรปโดยตรง
อุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หลังจีนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากความสำเร็จด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแบรนด์จีนสามารถเสนอรถราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Volkswagen AG, BMW AG และ Mercedes-Benz Group AG
แฟรงก์ คอนราด ซีอีโอของ Hahn Automation Group GmbH กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของจีนเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง โดยเขาย้อนถึงช่วงต้นศตวรรษนี้ที่โรงงานในจีนยังดูเหมือนฉากในหนังเก่า แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และกล่าวอีกว่า คนจีนยังมองว่า Porsche เป็นรถที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีรถของ BYD ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน ผลิตในจีน และมีราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง
นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ประเมินว่า การผลักดันภาคการผลิตและการส่งออกของจีนรอบใหม่ อาจทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนสูญเสีย GDP ราว 0.6% ภายในปี 2029 ขณะที่เยอรมนีอาจได้รับผลกระทบหนักถึง 0.9%
แรงกดดันระยะใกล้จะเกิดกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่จีนกำลังนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร วิศวกรรมไฟฟ้า และยานยนต์ ส่วนในระยะยาว อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างหุ่นยนต์ ควอนตัม และ 6G ก็อาจกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ที่ยุโรปเสียเปรียบ
ไมเคิล ลาฮา นักวิจัยอาวุโสจาก German Council on Foreign Relations ชี้ว่า “ชีวการผลิต” (Biomanufacturing) ซึ่งใช้เซลล์สิ่งมีชีวิต เช่น แบคทีเรียหรือยีสต์ ในการผลิตอาหารและยา กำลังจะกลายเป็นอีกสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ และยุโรปเสี่ยงพึ่งพาจีนมากขึ้น
แม้แผน 5 ปีของจีนจะมีเป้าหมายเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและเสริมระบบสวัสดิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุโรปเรียกร้องมานาน เพื่อให้จีนลดการพึ่งพาการส่งออก แต่หลายฝ่ายมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจจีนยังคงขับเคลื่อนด้วยการรักษาความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนและการขยายส่วนแบ่งตลาดโลก
อลิเซีย การ์เซีย-เอร์เรโร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Bruegel และ Natixis ระบุว่า ปัญหาสังคมสูงวัยและโมเดลเศรษฐกิจจีนที่กดการเติบโตของค่าแรง ทำให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวได้จำกัด ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงยังคงพึ่งพาการขยายการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรักษาการเติบโต
ในฝรั่งเศส บริษัทสำคัญอย่าง Airbus SE และ Safran SA กำลังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้านอุตสาหกรรมการบินของจีน ขณะที่ Sanofi SA และบริษัทยาอื่น ๆ ก็เผชิญการแข่งขันจากจีนที่เร่งพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์
ด้าน Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ระบุว่า ดุลการค้าระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปไม่ยั่งยืน และเตือนว่าอาจต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นเพื่อตอบโต้
อย่างไรก็ตาม การสร้างแนวร่วมในยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายประเทศมีมุมมองต่างกัน เช่น ฝรั่งเศสสนับสนุนนโยบาย “Made in Europe” เพื่อหนุนสินค้าภายในภูมิภาค ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีต้องการเน้นลดกฎระเบียบและเสริมตลาดร่วมยุโรปมากกว่า
ข้อถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปภายใต้ชื่อ Industrial Accelerator Act ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนภาคการผลิตของยุโรปสู่ 20% ของเศรษฐกิจภายในปี 2578 จาก 14.3% ในปี 2567 โดยอาจให้สิทธิพิเศษแก่สินค้ายุโรปในการจัดซื้อภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกเลื่อนหลายครั้งเพราะความเห็นไม่ตรงกันภายในยุโรป
คอนราดจาก Hahn Automation เตือนว่า หากยุโรปไม่ออกมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างจริงจัง บริษัทเทคโนโลยีของยุโรปอาจทยอยหายไปจากตลาด
ด้านไรน์ฮาร์ด บูเอทิโคเฟอร์ อดีตสมาชิกสภายุโรปและนักวิจัยอาวุโสจาก Center for European Policy Analysis กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือยุโรปต้องยอมรับความรุนแรงของภัยคุกคามทางอุตสาหกรรมจากจีนอย่างจริงจัง
เขาระบุว่า “ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงของภาวะลดบทบาทภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีน และคำถามสำคัญคือ เรามีเจตจำนงทางการเมืองมากพอที่จะรับมือหรือไม่”
อ้างอิง : bloomberg.com