โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดสาเหตุตลาดหุ้นร่วงแต่ทองคำไม่ใช่ที่หลบภัย พลิกตำรา “ยิ่งเสี่ยง-ราคาทองยิ่งขึ้น”

Thairath Money

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 05.36 น.
ภาพไฮไลต์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกผันผวนขั้นสุด จากข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งโดยปกติแล้ว สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำควรจะเป็นหลุมหลบภัยที่เงินทุนทั่วโลกไหลเข้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับความรู้สึกอย่างรุนแรง

เพราะในวันที่ตลาดกังวล และหุ้นเกือบทั้งโลกร่วงหนัก แต่ทองคำกลับร่วงตาม และมีจังหวะดิ่งลงไปทดสอบระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ และในวันที่ความเสี่ยงเริ่มคลี่คลายหรือล่าสุดที่สหรัฐ ประกาศชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว แต่ทองคำก็ยังโดนเทขายอยู่ดี

Thairath Money พาเจาะลึกสาเหตุทำไมสงครามเกิดแต่ทองกลับลง ทั้งที่ในตำรา “ยิ่งเสี่ยง ทองยิ่งขึ้น” แต่รอบนี้สิ่งที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่ “ความกลัว” แต่เป็น “ดอกเบี้ย-ดอลลาร์สหรัฐ-สภาพคล่อง” ที่กำลังบีบราคาทองคำพร้อมกัน

เจาะสาเหตุ ทำไมสงครามเกิด แต่ทองกลับลง?

ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่อเกิดภาวะสงคราม ราคาทองคำกลับไม่พุ่งขึ้นตามทฤษฎีปกติ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 4 ประเด็น ดังนี้

1) สงครามทำให้เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยอาจไม่ลดลงแล้ว

แน่นอนว่าผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

โดยตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แล้ว ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป ก็ถูกคาดการณ์ว่าอาจจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งในปีนี้

ซึ่งปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำโดยตรง

2) ดอลลาร์สหรัฐแข็ง = กดราคาทอง

โดยปกติแล้วเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จะส่งผลลบต่อราคาทองคำ ในช่วงหลังเกิดสงคราม เงินดอลลาร์สหรัฐได้กลับมาแข็งค่าและกลายสภาพเป็นเสมือน "สินทรัพย์ปลอดภัย" ที่ดีในระยะสั้น

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีสถานะเป็น "ผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ" ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ความได้เปรียบนี้จึงยิ่งหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและเข้ามากดดันราคาทองคำ

3) กองทุน SPDR ขายทองออกมาเยอะมาก

กองทุน SPDR ได้เทขายทองคำออกมาเป็นจำนวนมากถึง 48.63 ตัน และเฉพาะเมื่อวานวันเดียวขายออกไป 4.29 ตัน สาเหตุหลักมองว่าเกิดจากนักลงทุนเผชิญปัญหาความตึงตัวของสภาพคล่อง จึงถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและยังมีกำไรดีอย่างทองคำ ซึ่งปีที่แล้วให้ผลตอบแทนสูงถึง 64% เพื่อนำเงินสดออกไปใช้จ่ายหรือแก้ปัญหาพอร์ตการลงทุน เช่น นำไปใช้เพื่อรักษาสถานะ (Margin Call) จากผลขาดทุนในตลาดหุ้น

ราคาทองคำ ร่วงได้อีกแค่ไหน?

ศิริลักษณ์ กล่าวว่า ในระยะยาวนั้น ทองคำยังคงถือเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่จับต้องได้และมีมูลค่าในตัวเอง แตกต่างจากเงินกระดาษที่สามารถพิมพ์ออกมาได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ใดมาค้ำประกัน

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของราคาทองคำมีความผันผวนและมีความคล้ายคลึงกับการเป็น "สินทรัพย์เสี่ยง" ไปชั่วคราว

ปัจจุบันแนวโน้มระยะสั้นถือเป็น "ขาลงชัดเจน" โดยราคาทองคำโลกได้ปรับตัวลดลงจากระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐลงมาถึง 4,100 ดอลลาร์สหรัฐโดยจุดที่ต้องระวังคือ ระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน หากหลุดระดับนี้ไป แนวโน้มระยะยาวจะเปลี่ยนเป็นขาลงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีแนวรับจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากหลุดแนวรับนี้ อาจทำให้ระบบเทรดอัตโนมัติ (Robo-trade) ที่ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เทขายตามมาจนราคาร่วงลงลึกได้อีกมหาศาล

อย่างไรก็ดี หากราคาทองคำสามารถยืนได้ที่ระดับดังกล่าว ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจุดสูงสุดเดิมที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคต โดยนักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด

ตอนนี้ “ควรเข้าซื้อหรือยัง?”

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นศิริลักษณ์ มองว่าหากสงครามคลี่คลายและราคาพลังงานลดลง ทฤษฎีอาจกลับข้าง โดยทองคำอาจมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง ตรงกันข้ามกับที่เราอาจเคยเข้าใจว่า เมื่อมีสงคราม ราคาทองคำจึงขึ้น

สำหรับคนอยากซื้อเพิ่ม หากยอมรับความเสี่ยงได้ อาจพิจารณาทยอยเข้าซื้อสะสมบางส่วนที่บริเวณแนวรับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สำหรับคนที่อาจรับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้รอจังหวะราคารีบาวน์ขึ้นไปใกล้ๆ ระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐแล้วพิจารณาขายออกเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ราคาฟื้นตัว แล้วค่อยรอจังหวะกลับเข้ามาซื้อใหม่เมื่อราคาย่อตัวลงแรงๆ ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม

อ่านข่าวหุ้น ข่าวทองคำ และ ข่าวการลงทุน และ การเงิน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสาเหตุตลาดหุ้นร่วงแต่ทองคำไม่ใช่ที่หลบภัย พลิกตำรา “ยิ่งเสี่ยง-ราคาทองยิ่งขึ้น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...