วบส.14 นิด้า ชงยุทธศาสต์ทุกมิติ ดัน ไทย คัมแบ๊ก เบอร์ 1 ศก.อาเซียน
“วบส. รุ่น 14” นิด้า จัดเวทีปิดหลักสูตรเข้มทุกมิติ เปิดยุทธศาสตร์ นำไทย คัมแบ๊กเบอร์ 1 อาเซียน ชงปฏิรูป-บูรณาการระบบราชการ ทลายกำแพงไซโลหน่วยงานรัฐ รื้อกฎหมายล้าหลัง เร่งเปลี่ยนผ่านระบบนิเวศ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ทั้งศก.ดิจิทัล อีอีซี และ เกษตรนวัตกรรม
เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ผู้เข้าอบรมหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) รุ่นที่ 14 นิด้า จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การก้าวกระโดดของไทยสู่ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน” โดยเป็นการรวบรวมรายงานผลการศึกษา 6 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างดิจิทัล สมาร์ทซิตี้ ปรับสูตร EEC วางอีโคซิสเต็มอุตสาหกรรมไมซ์ เปิดวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรมะม่วง-ปาล์ม สร้างเงิน
โดยผู้เข้าอบรมกว่า 120 คน ที่เป็นผู้นำจากภาครัฐและเอกชน สรุปเป็นข้อเสนอ เชิงโครงสร้างให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปขับเคลื่อนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
6 ผู้แทน วบส.14 ชู “ทางรอด-โอกาสทองของไทย”
นางสุวรรณยา ปิยพาณิชยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไทยมีทำเลทองเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่มีทางออกสู่ทะเลเพื่อเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำ มีระบบเคเบิลใต้น้ำใช้งานอยู่ 6 ระบบ และมีสถานีขึ้นบกถึง 9 แห่ง ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญเหนือคู่แข่ง แต่ยังขาดบุคลากรดิจิทัลที่จะรองรับการเติบโต ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์เร่งด่วน ต้องเร่งผลักดันนโยบาย Cloud First Policy เพื่อดึงดูดการลงทุนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อลดต้นทุนระบบ IT ซึ่งจะส่งผลให้ Digital GDP โตขึ้น +7.3% ดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่ม +9.9% และสร้างงานใหม่กว่า 10,000 ตำแหน่ง
ขณะที่ นายพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าส่วนงานบริหารภูมิภาค-กรุงเทพฯ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การที่ไทยจะเป็นผู้นำอาเซียนได้จะต้องให้ความสำคัญกับ สมาร์ทซิตี้ ด้านความปลอดภัย เพราะเป็นจุดดึงดูดต่างชาติได้ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้เนื่องจาก ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แยกส่วนกัน (Silo) ไม่เชื่อมโยงกัน แม้ไทยจะมีกล้องวงจรปิดมากเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่ได้มีการออกแบบระบบเชื่อมโยง ทำให้การป้องกันเหตุทำได้แค่เชิงรับ และไม่สามารถใช้ AI ในการคาดการณ์เหตุร้ายได้ ขณะเดียวกันไทยยังเจออุสรรคด้านกฎหมาย PDPA ที่ยังขาดความชัดเจนว่าจะใช้อย่างไร และไม่มีศูนย์กลางในการดำเนินงานด้านที่แท้จริง จึงเสนอกลยุทธ์เร่งด่วน จัดตั้ง Single Command Authority ทั้งระดับประเทศและเมืองเพื่อรวมอำนาจการตัดสินใจ พร้อมสร้าง National Urban Data Platform บังคับการไหลเวียนของข้อมูลกลาง ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วจะส่งผลให้ระบบความปลอดภัยเปลี่ยนเป็นเชิงรุก (Predictive AI) ที่คาดการณ์เหตุร้ายได้ล่วงหน้า และยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้ไทยเป็นผู้นำด้าน Smart City Security ในอาเซียน
ด้าน นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการ EEC นับเป็นความหวังของไทยที่จะเพิ่มการลงทุน ดึงต่างชาติตั้งสำนักงาน และเพิ่มห่วงโซอุปทานที่มีมูลค่าสูง สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจให้สูง แต่ความเป็นจริงนั้นการวางโครงสร้างต่างๆ กลับล่าช้า จากการศึกษาพบว่า กลยุทธ์ที่ถูกต้องในการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน คือ ความเร็ว หรือ “Speed is the new competitiveness” ดังนั้นรัฐต้องเร่งทำ One Stop Service ให้เกิดขึ้นจริงเพื่อลดระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต ซึ่งหากทำได้จะการลงทุนใหม่กว่า 2.5 ล้านล้านบาท สร้างงานรายได้สูง 3-5 แสนตำแหน่ง และดัน GDP ให้โตได้ถึง 5-7%
นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นสิ่งที่ไทยแข่งขันได้ และต่างชาติหรือองค์กรระดับโลกต้องการที่จะจัดอีเวนต์ในไทย โดยอุตสาหกรรมไมซ์มีแนวโน้มโตขึ้นอีก 10% ภายในปี 2035 แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานของไทยมักเน้นจัดงานเป็นครั้งคราว ขาดการออกแบบระบบนิเวศ หรือ Ecosystem เพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องในระยะยาว รวมถึงการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐจนกลายเป็นอุปสรรค จึงเสนอกลยุทธ์เปลี่ยนจากแค่การจัดงานเป็นการสร้าง Ecosystem-Driven MICE โดยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในพื้นที่ และออกแบบการจัดงานให้ทิ้งมรดกทางองค์ความรู้ (Legacy) ไว้ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง
ขณะที่ นางสาวพิมพ์ สุนทรพิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด เสนอว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องยกระดับสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกตัวอย่างมะม่วงที่ไทยส่งออกเป็นจำนวนมาก แต่ยังติดกับดักการเป็น “ผู้ผลิตผลไม้สดและอบแห้ง” เท่านั้น ทำให้ประสบปัญหามะม่วงล้นตลาดจนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งความเป็นจริงมะม่วงมีสารที่ช่วยชะลอวัย และไทยจะมีโอกาสในตลาด Wellness โลกที่มีมูลค่าสูงถึง 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ จึงเสนอใช้โมเดล “Mango Sandbox” โดยให้ BOI มีมาตรการจูงใจทางภาษีแก่ผู้สกัดสารมูลค่าสูง และ Rebrand มะม่วงไทยสู่การเป็น Health Ingredient ในเวชสำอางและยา ซึ่งจะเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่ลุ้นฟ้าฝน” สู่การเป็น “ผู้นำ Bioeconomy และ Wellness Hub ของอาเซียน”
นายก้าวหน้า ดีล้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยมีโอกาสที่จะใช้สินค้าเกษตรอย่าง ปาล์ม ในการสร้างมูลค่า เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกปาล์มอันดับ 3 ของโลก ซึ่งปาล์มสามารถนำมาบริโภคเช่นน้ำมันปาล์ม นำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล รวมถึงไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน และยังสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมการแพทย์ และ Wellness ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยยังใช้ประโยชน์จากปาล์มไม่เต็มที่ และมีเทคโนโลยีโรงสกัดที่ล้าสมัย ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพควรจัดตั้ง Palm Oil Board of Thailand เพื่อเป็นเจ้าภาพหลัก สร้าง National Data & Traceability Platform เพื่อรับรองมาตรฐาน ESG และยกระดับโรงงานสู่ Biorefinery รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากปาล์มของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ ไทยเป็น ผู้นำอาเซียนด้าน Sustainable Palm Oil
ขณะเดียวกัน ตัวแทนผู้เข้าร่วมอบรม หลักสูตร วบส.รุ่นที่ 14 ได้สรุปผลการศึกษา ผ่านรายงานทางวิชาการทั้ง 6 เรื่อง เพื่อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปขับเคลื่อนทางนโยบายต่อไป
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ เสนอว่า ควรทลายกำแพงไซโลหน่วยงานราชการสู่ Single Host โดยอุปสรรคเรื่องใหญ่ คือ ระบบบริหารราชการแบบแยกส่วน และกฎระเบียบที่แข็งตัว ทำให้โครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง EEC หรือ Smart City ไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ข้อเสนอเร่งด่วน คือรัฐบาลต้องตัดสินใจเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารแบบ Single Host หรือการมีเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทลายคอขวดระหว่างหน่วยงาน และใช้สถาปัตยกรรมข้อมูลกลาง (National Data Hub) เพื่อให้การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเกิดขึ้นได้จริง
“ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่เรากำลังติดกับดักตัวเองจากระบบราชการล้าหลัง หากเรากล้าปฏิรูปกฎหมายให้ยืดหยุ่นและบูรณาการการทำงานร่วมกันได้จริง เราจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงต่ำกว่าร้อยละ 10 และก้าวข้ามรายได้ปานกลางสู่เบอร์ 1 ของอาเซียนได้อย่างสง่างาม”
วบส. รุ่น 14 อัพผู้นำที่ “เห็นก่อนใคร มองไกลกว่า”
เป้าหมายสำคัญของหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) คือ การสร้างเครือข่ายผู้นำยุคใหม่ที่ “เห็นก่อนใคร มองไกลกว่า และลงมือทำได้จริง” ผลงานวิชาการและข้อเสนอจากการเสวนาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่รายงานสรุปการอบรม แต่เปรียบเสมือนตำรายุทธศาสตร์ชาติ จากประสบการณ์จริงของผู้บริหารระดับสูงที่พร้อมส่งต่อให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนประเทศ เพื่อปลดล็อกพันธนาการทางเศรษฐกิจและนำพาไทยกลับไปยืนผงาดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วบส.14 นิด้า ชงยุทธศาสต์ทุกมิติ ดัน ไทย คัมแบ๊ก เบอร์ 1 ศก.อาเซียน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th