โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

GULF เล็งลุยธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและธุรกิจขนส่ง LNG เพิ่ม - ย้ำไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น KBANK

efinanceThai

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

GULF เล็งลุยธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและธุรกิจขนส่ง LNG เพิ่ม - ย้ำไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น KBANK

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 เม.ย. 69 16:25 น.

GULF เล็งลุยธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรป หลังเปิดสำนักงานใหม่ในประเทศอังกฤษ รองรับวิกฤตน้ำมันหนุนหลายประเทศตื่นตัวด้านพลังงาน แย้มเล็งขยายธุรกิจขนส่ง LNG เพิ่ม ย้ำไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น KBANK พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 10-15% จากปีก่อน หลังเตรียม COD โรงไฟฟ้าใหม่เกือบ 700 MW

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยภายในงาน "การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

เล็งปักหมุดขยายลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรป และธุรกิจขนส่ง LNG เพิ่ม

ปัจจุบันบริษัทได้มีการเปิดสำนักงานในประเทศอังกฤษเพื่อดูเรื่องการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในทวีปยุโรป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาเรื่องของวิกฤตน้ำมัน ทำให้หลายประเทศกลับมาทบทวนเรื่องพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และยุโรปก็มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวการลงทุนประเทศในแถบยุโรปและอังกฤษเพิ่มมากขึ้น

ด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ LNG นอกเหนือจากการจัดตั้ง LNG Terminal และการนำเข้า LNG จากต่างประเทศแล้ว คาดว่าจะมีการดำเนินธุรกิจเรือขนส่ง LNG ด้วย ซึ่งจะเป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาและคิดว่าในอนาคตจะเป็นส่วนที่ทำรายได้ได้มากขึ้น

"ทั้ง 2 โครงการทั้ง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและธุรกิจ LNG ถือเป็น Global Scale ไม่เหมือนธุรกิจพลังงานที่ทำในเมืองไทยที่มีขอบเขตจำกัดในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าหาก GULF ไปถึงจุดนั้นได้ ก็อาจจะมี Global Scale ของ LNG แพลตฟอร์มเทรดดิ้งหรือพลังงานหมุนเวียนในประเทศยุโรปมากขึ้น" นายสารัชถ์ กล่าว

ย้ำยังไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น KBANK เพิ่ม

การลงทุนในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ของบริษัทยังคงสัดส่วนการถือหุ้นที่ระดับ 9.9% อยู่ ซึ่งเป็นการ Matching เพราะต้นทุนการเงินของบริษัทค่อนข้างต่ำมาก ประกอบกับเงินปันผลที่ได้มา ซึ่งยังไม่มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่านี้ เพราะมี Requirement แต่ละอย่างที่ต้องทำอยู่

ส่วนด้านธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) ซึ่งเป็นการลงทุนของ AIS กรุงไทย และกลุ่มปตท. ซึ่งทางบริษัทตัดสินใจไม่เข้าไปลงทุนโดยตรง เพราะคิดว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักเท่าไหร่นัก ซึ่งมองว่าเรื่อง DATA ที่มีมันอยู่ในกรุงไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นลูกค้าธนาคาร ส่วน AIS มีข้อมูลของคนใช้มือถือมาก และกลุ่ม ปตท.ก็มีพวกลูกค้ากลุ่ม SME และรีเทลซัพพลายเซนต่างๆ จึงทำให้การเอา DATA ของ 3 กลุ่มมาใช้ในการปล่อยกู้สามารถนำ AI เข้าช่วยได้ค่อนข้างดีและได้ทดสอบระบบในการปล่อยกู้ไปแล้ว โดยได้ความแม่นยำค่อนข้างสูง

แนวโน้มผลประกอบการปี 69

ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโตประมาณ 10-15% จากปีก่อน โดยจะมีโครงการใหม่ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เกือบ 700เมกะวัตต์ (MW) โดยแบ่งเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์ม 10 โครงการ และโครงการโซลาร์แบตเตอรี่ 2 โครงการ รวมกว่า 600 MW รวมถึงโครงการขยะชุมชนที่จังหวัดเชียงใหม่ 10 MW นอกจากนี้ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ทยอยเปิดไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้

ขณะที่รายได้ที่จะเติบโตขึ้นมาจากรายได้ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯที่มีความต้องการใช้ไฟมากขึ้นจากภาคธุรกิจ Data Center และมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจ Data Center ในประเทศที่ได้เปิดดำเนินการไปแล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

ปีนี้มีแผนออกหุ้นกู้ทั้งหมดมูลค่า 70,000 ล้านบาท โดยในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาออกหุ้นกู้ไปแล้ว 35,000 ล้านบาท และช่วงกลางปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ในต่างประเทศอีก 15,000 ล้านบาท รวมถึงออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในช่วงกลางเดือน ต.ค.69 อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยจะเสนอขายให้กับสถาบันการเงินและประชาชนทั่วไป

ส่วนแผนการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานลมในต่างประเทศ ยอมรับบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาพลังงานลมหลายโครงการทั้งในประเทศสหรัฐฯ,ยุโรป และอังกฤษ

"ปีนี้คงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการเติบโตในหลายๆทั้งด้านโดยเฉพาะธุรกิจ Data Center และ AI รวมถึง AIS แต่ธุรกิจที่เน้นหลักๆตอนนี้คือเรื่องของ Data Center มากกว่า" นายสารัชถ์ กล่าว

ยืนยันฐานะการเงินแกร่ง

ปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่ที่ระดับ 0.9 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากมีการควบรวมกับ INTUCH ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้บริษัทสามารถขยายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้ต่อไป ส่วนต้นทุนด้านเงินกู้ของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ระดับ 3% โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยคงที่ 95% และลอยตัวระดับ 5% จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยอมรับปัจจุบันอัตราหนี้สินต่ออิบิด้า (Net Debt to EBITDA) ของบริษัทอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากมีโครงการที่อยู่พัฒนาจำนวนหลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ทำให้ในช่วงนี้บริษัทดองเงินกู้มา ในขณะที่ EBITDA ยังไม่ได้เข้ามาก็อาจทำให้สัดส่วนอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อไหร่ที่โครงการเปิดดำเนินการแล้วเราจะรับรู้กระแสเงินสดในระยะยาว โดยมองว่า Net Debt to EBITDA ของบริษัทจะเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 71 เป็นต้นไป เพราะจะมีรายได้จากโครงการที่ทยอย COD เข้ามามากขึ้น นอกจากนี้ยืนยันบริษัทไม่มีแผนเพิ่มทุนในตอนนี้

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

บริษัทไม่ได้ถูกผลกระทบมากจนเกินไป มีเพียงเรื่องการนำเข้าก๊าซฯมาจากต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้บริษัทค่อนข้างระมัดระวังไว้และนำเข้าจากหลายแห่งทั่วโลก ไม่ได้นำเข้าจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งพบว่าการขนส่งที่มีปัญหาแค่เรือเพียงลำเดียวที่ติดค้างอยู่ อย่างไรก็ตามมีการจัดหาจะแหล่งอื่นๆ เช่น ในประเทศไนจีเรียมาทดแทนได้ ซึ่งถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงไว้ อย่างไรก็ตามระยะกลางและยาวเชื่อว่าบริษัทคงไม่มีปัญหาในการนำเข้าก๊าซ LNG มาป้อนโรงไฟฟ้าและผลิตไฟฟ้า จึงสบายใจได้

ส่วนด้านราคาก็ปรับตัวผันผวนไปตามตลาดที่เป็นไป แต่คิดว่าถือเป็นการปรับราคาตามปกติไป ส่วนที่จะมีผลกระทบบ้างคือค่า FT ที่จะเกิดขึ้นกรณีรัฐบาลไม่ปรับขึ้นค่า FT ให้สะท้อนกับต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ก๊าซฯ และอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ ซึ่งจะกินเนื้อในส่วนของผลประกอบการของบริษัทบ้างในส่วนที่ขายไฟให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) ซึ่งสัดส่วนลูกค้ากลุ่มดังกล่าวของบริษัทไม่ได้มีมากนักมีเพียงแค่ระดับ 7%

ด้านผลกระทบทางอ้อมอาจมีผลต่อบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC บ้างในเรื่องกำลังซื้อที่หดหายไป ส่วนด้านอื่นๆไม่น่ามีอะไร เพราะ GULF และ ADVANC ได้มีการออกพันธบัตรไว้ล่วงหน้าก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าภาพใหญ่คงไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่เป็นนัยสำคัญมากนัก

นอกจากนี้มองปัญหาธุรกิจ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือมีพวกที่มาลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งจะกลายเป็นลักษณะเหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาหาทางจัดการอะไรซักอย่าง เพราะพฤติกรรมการลงทุนคือมาจองพื้นที่และซื้อวัสดุจากต่างประเทศทั้งหมดกว่า 100% ซึ่งคิดว่าเป็นข้อเสียเปรียบของประเทศไทยและเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่มีความจำเป็น

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...