โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามสะเทือน “ความมั่นคงดิจิทัล” หนุนธุรกิจย้ายเซิร์ฟเวอร์กลับประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 23.46 น.

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ในประเทศไทย เปิดเวทีถกรับมือ “วิกฤตเคเบิลใต้น้ำ” ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เผยปมทะเลแดงน่าห่วงกว่า “ฮอร์มุซ” แจงผลกระทบแค่ 5% เหตุผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ย้ายฮับเก็บดิจิทัลคอนเทนต์ไว้ในเอเชีย ชี้โอกาสดีไทย “บิ๊กเทค” ย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ หนีสิงคโปร์ แนะองค์กรธุรกิจทบทวนแผนย้ายเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ มาไว้ที่ประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สงครามอิหร่าน-สหรัฐ-อิสราเอล ไม่ได้เผยให้เห็นแค่ความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำมันและห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังจุดประเด็นเรื่องโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำและดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็น “กระดูกสันหลังสำคัญ” ของโลกดิจิทัลที่กำลังเผชิญความเสี่ยง ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ผลกระทบต่อการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะผลกระทบต่อประเทศไทย ที่แม้จะอยู่ห่างไกล

ล่าสุดสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย (TICPA) เปิดเวทีเสวนาเรื่อง “Data Resilience รับมือวิกฤตสายเคเบิลใต้น้ำและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอินเตอร์เน็ตของไทย” สะท้อนถึงปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งความท้าทายและโอกาส ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

ทะเลแดงเดือดกว่า ฮอร์มุซ

นายภูธนศิษฏ์ ธรรมมะโชติรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและการพาณิชย์ บริษัท ไชน่า โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ทำโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ และการเชื่อมต่อศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ฉายภาพว่า สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะสายเคเบิลที่พาดผ่านช่องแคบ แม้มีมากกว่าสิบเส้นแต่ก็เชื่อมรัฐอ่าว ซึ่งเป็นเหมือน “ซอยตัน” ที่ปริมาณทราฟิกไม่ได้สำคัญมาก

แต่ช่องแคบข้าง ๆ กัน คือ “บับ-อัลมันเดบ” เส้นทางเข้าสู่ทะเลแดงจากมหาสมุทรอินเดีย คือ “จุดสำคัญ” ที่มีระยะห่างของช่องแคบราว 20-30 กิโลเมตร ซึ่งเคเบิลใต้น้ำกระจุกตัวอยู่เกือบ 20 เส้น และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เชื่อมเอเชียไปศูนย์กลางเคเบิลยุโรปที่ฝรั่งเศส

ขณะที่นายนัทธพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) หนึ่งใน Consortium ที่ดูแลสายเคเบิลสำคัญอย่าง AAE-1 ที่เชื่อมเอเชีย-ยุโรป ระบุว่า ปริมาณทราฟิก หรือการถ่ายโอนข้อมูลจากเอเชีย-ยุโรป จุดนี้คิดเป็น 90% ที่เหลือเป็นเส้นทางสำรอง โดยความเสี่ยงบริเวณนี้คือความขัดแย้งของรัฐบาลเยเมน กับกองกำลังฮูตี ซึ่งเคยเกิดทำให้อินเทอร์เน็ตขัดข้องมาแล้ว

ในปี 2024 สายเคเบิลหลัก 4 เส้นถูกตัดขาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณการสื่อสารข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางถึง 25% คาดว่าเกิดจากเรือพาณิชย์ (Rubymar) ที่ถูกกลุ่มกบฏฮูตีโจมตีจนจมลง ได้ลากสมอไปตามพื้นทะเลและเกี่ยวสายเคเบิลจนขาด

“คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะอินเทอร์เน็ตยังใช้งานได้ แต่สำหรับ ISP ต้องปาดเหงื่อ แม้ว่าสามารถเบี่ยงไปใช้เส้นทางสำรองได้ แต่ก็แลกมากับความหน่วงและค่าใช้จ่าย”

ผลกระทบน้อย แต่ก็เสี่ยง

ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีฯ ของไชน่า โมบาย กล่าวเพิ่มเติมว่า อินเทอร์เน็ตของประเทศไทยเชื่อมต่อกับโลกผ่าน 2 เส้นทางหลัก คือโครงข่ายภาคพื้นดิน (Terrestrial) 70% และสายเคเบิลใต้น้ำ 30% เพราะดาต้าเซ็นเตอร์และอินเทอร์เน็ตฮับอยู่ที่สิงคโปร์

“ประเทศไทยใช้สายภาคพื้นดินลงไปภาคใต้ออกสิงคโปร์-มาเลย์ กว่า 60-70% ของการเชื่อมต่อทั้งหมด ขณะที่สายเคเบิลใต้น้ำ 10-15% เป็นเส้นทางตะวันออกจากอ่าวไทยไปฮ่องกง ญี่ปุ่น อเมริกา และอีก 5% เท่านั้นที่เชื่อมฝั่งไปอินเดีย ยุโรป”

ปกตินอกจากเคเบิลใต้น้ำโลกมีสายสำรองเสมอแต่ไม่ค่อยได้ใช้ อย่างกรณีการเชื่อมต่อกับยุโรป หากสายหลักขาดไปเราสามารถเชื่อมบนดินไปทางลาว จีน รัสเซีย เข้ายุโรป หรือย้ายไปใต้น้ำเส้นอื่นอย่างอมเริกาก่อน แล้วค่อยข้ามแอตแลนติกไปยุโรป

นายนัทธพงศ์กล่าวเสริมว่า หากเกิดกรณีเลวร้ายจริง ๆ แบบสายทุกสายที่เชื่อมยุโรปพังไปเลย แล้วทุกคนแห่ไปใช้เส้นทางสำรองจะทำให้เส้นทางสำรองหนาแน่น เพราะเดิมมีไว้สำรอง แต่พอทางหลักพังทางสำรองรับไม่ไหว

“สิ่งที่จะเกิดคือ Packet Loss คือภาวะข้อมูลดิจิทัลที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสูญหายระหว่างทาง ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ส่งผลให้การเชื่อมต่อกระตุก เสียงขาดหาย วิดีโอค้าง หรือเกมออนไลน์แลค มักเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ความแออัดของโครงข่าย หรืออุปกรณ์เครือข่ายมีปัญหา แต่ก็เป็นกรณีที่มีคอนเทนต์หรือแอปที่โฮสต์ในยุโรป
กระนั้นก็ยืนยันว่า แม้ไทยจะมีการใช้ทราฟิกไปยุโรปแค่ 5% ของทั้งหมด แต่หากเส้นทางตัดขาดก็เกิดความหน่วง ช้าจริง กระทบบางแอป เช่น การไลฟ์ สตรีม เกมมิ่ง หรือแอปที่ต้องการตอบสนองอย่างเร็ว อย่างกรณีที่ต้องใช้เส้นทางสำรองในปี 2024 การเชื่อมต่อจาก 109 มิลลิเซค (ms) เพิ่มไป 300 กว่า แต่ย้ำว่าอินเทอร์เน็ตไม่ล่ม ประเทศไทยเองก็กระจายทางเลือกสำรองไว้มาก

อานิสงส์ “ดาต้าเซ็นเตอร์” มาไทย

นายฐิติวัฒน์ อินทสิทธิ์ Head of Network & Technology Planning บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อีกเหตุผลที่ทำให้อินเทอร์เน็ตไทย หรือเอเชียมั่นคง คือเทคโนโลยีสำรองข้อมูล หรือ CDN ที่ในช่วง 5 ปีมานี้ีการกระจายมากขึ้น ทำให้ที่เก็บคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่เคยอยู่ยุโรปอย่างหนาแน่น แต่ที่ผ่านมาบริษัทเทคฯ หรือผู้ให้บริการดิจิทัล การขยายตลาดมาเอเชียมากขึ้น ทำให้จึงใช้วิธีการก๊อปปี้ข้อมูลไปเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใกล้ลูกค้าทั่วโลกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย

อย่างคอนเทนต์วิดีโอ ในแพลตฟอร์มยอดนิยมที่บ้านเราใช้งาน ก็โฮสต์ไว้ที่สิงคโปร์ และกำลังย้ายมาไทย โดยแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AWS, SAP, Microsoft และอื่น ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มยอดนิยมในการสื่อสารของคนไทยล้วนแล้วแต่โฮสต์ไว้ที่เอเชีย จะมีอยู่ที่ยุโรปน้อยมาก

โอกาสไทยแนะย้ายเซิร์ฟเวอร์

ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ช่วง 1-2 ปีมานี้ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดี เพราะการย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ของ “บิ๊กเทค” ออกจากสิงคโปร์ จากปัญหาเรื่องพลังงานที่มีจำกัด มาอยู่ที่ประเทศไทย ทำให้เป็นโอกาสเหมาะที่ไทยจะลงทุนสายเคเบิลใต้น้ำและสร้างความมั่นคงทางข้อมูล

นอกจากนี้การที่ข้อมูลและบริการดิจิทัลมาโฮสต์ในประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจ “ลด” ความเสี่ยงจากปัญหาเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นการรักษา “ข้อมูล” ซึ่งมีความสำคัญในยุคปัจจุบันให้อยู่ในประเทศไทย

ขณะที่ นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคม TICPA และกรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) กล่าวว่า เป็นแนวโน้มที่เกิดทั้งโลก ที่องค์กรหันมาใช้บริการดิจิทัล หรือเซิร์ฟเวอร์ในท้องถิ่นของตน จากเดิมที่ใช้คลาวด์ไม่รู้ว่าข้อมูลเก็บไว้ที่ไหนกันแน่ ถ้าระบบอินเทอร์เน็ตล่มขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ตอนนี้ทุกคนกลับสู่ยุคการพึ่งพาตนเอง ใช้โลคอลเซิร์ฟเวอร์อุ่นใจ

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแม้จะดูมีความมั่นคง แต่สำหรับภาคธุรกิจต้องเตรียมพร้อม เพราะแม้ปัญหาสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบกับผู้ใช้งานทั่วไปนัก แทบจะไม่รู้สึกว่าเน็ตช้า เพราะมีการเชื่อมต่อกับยุโรปแค่ 5% แต่ในทางกลับกันต้องดูว่า 5% นั้นเป็นของใคร ถ้าเป็นของแอปพลิเคชั่นธุรกิจขององค์กรใหญ่ก็เป็นความเสียหายใหญ่หลวง จึงแนะนำว่าท่ามกลางปัญหาและความเสี่ยงเหล่านี้ เป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ทบทวนความสำคัญของงานในองค์กร ว่ามีแอปพลิเคชั่นอะไรที่ใช้การเชื่อมต่อกับยุโรป อเมริกา หรือที่อื่น ๆ บ้าง

“องค์กรต้องทบทวนไพรออริตี้ของงานในองค์กร ว่าจะเก็บแอป หรือบริการไหนที่สำคัญ หรือจะปล่อยเซอร์วิสทางธุรกิจอะไรทิ้งได้บ้าง หากเกิดปัญหาที่เลวร้ายจริง ๆ เดี๋ยวจะแพนิกจนคิดไม่ทัน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามสะเทือน “ความมั่นคงดิจิทัล” หนุนธุรกิจย้ายเซิร์ฟเวอร์กลับประเทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...