สงครามสะเทือน “ความมั่นคงดิจิทัล” หนุนธุรกิจย้ายเซิร์ฟเวอร์กลับประเทศ
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ในประเทศไทย เปิดเวทีถกรับมือ “วิกฤตเคเบิลใต้น้ำ” ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เผยปมทะเลแดงน่าห่วงกว่า “ฮอร์มุซ” แจงผลกระทบแค่ 5% เหตุผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ย้ายฮับเก็บดิจิทัลคอนเทนต์ไว้ในเอเชีย ชี้โอกาสดีไทย “บิ๊กเทค” ย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ หนีสิงคโปร์ แนะองค์กรธุรกิจทบทวนแผนย้ายเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ มาไว้ที่ประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สงครามอิหร่าน-สหรัฐ-อิสราเอล ไม่ได้เผยให้เห็นแค่ความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำมันและห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังจุดประเด็นเรื่องโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำและดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็น “กระดูกสันหลังสำคัญ” ของโลกดิจิทัลที่กำลังเผชิญความเสี่ยง ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ผลกระทบต่อการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะผลกระทบต่อประเทศไทย ที่แม้จะอยู่ห่างไกล
ล่าสุดสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย (TICPA) เปิดเวทีเสวนาเรื่อง “Data Resilience รับมือวิกฤตสายเคเบิลใต้น้ำและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอินเตอร์เน็ตของไทย” สะท้อนถึงปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งความท้าทายและโอกาส ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
ทะเลแดงเดือดกว่า ฮอร์มุซ
นายภูธนศิษฏ์ ธรรมมะโชติรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและการพาณิชย์ บริษัท ไชน่า โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ทำโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ และการเชื่อมต่อศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ฉายภาพว่า สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะสายเคเบิลที่พาดผ่านช่องแคบ แม้มีมากกว่าสิบเส้นแต่ก็เชื่อมรัฐอ่าว ซึ่งเป็นเหมือน “ซอยตัน” ที่ปริมาณทราฟิกไม่ได้สำคัญมาก
แต่ช่องแคบข้าง ๆ กัน คือ “บับ-อัลมันเดบ” เส้นทางเข้าสู่ทะเลแดงจากมหาสมุทรอินเดีย คือ “จุดสำคัญ” ที่มีระยะห่างของช่องแคบราว 20-30 กิโลเมตร ซึ่งเคเบิลใต้น้ำกระจุกตัวอยู่เกือบ 20 เส้น และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เชื่อมเอเชียไปศูนย์กลางเคเบิลยุโรปที่ฝรั่งเศส
ขณะที่นายนัทธพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) หนึ่งใน Consortium ที่ดูแลสายเคเบิลสำคัญอย่าง AAE-1 ที่เชื่อมเอเชีย-ยุโรป ระบุว่า ปริมาณทราฟิก หรือการถ่ายโอนข้อมูลจากเอเชีย-ยุโรป จุดนี้คิดเป็น 90% ที่เหลือเป็นเส้นทางสำรอง โดยความเสี่ยงบริเวณนี้คือความขัดแย้งของรัฐบาลเยเมน กับกองกำลังฮูตี ซึ่งเคยเกิดทำให้อินเทอร์เน็ตขัดข้องมาแล้ว
ในปี 2024 สายเคเบิลหลัก 4 เส้นถูกตัดขาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณการสื่อสารข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางถึง 25% คาดว่าเกิดจากเรือพาณิชย์ (Rubymar) ที่ถูกกลุ่มกบฏฮูตีโจมตีจนจมลง ได้ลากสมอไปตามพื้นทะเลและเกี่ยวสายเคเบิลจนขาด
“คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะอินเทอร์เน็ตยังใช้งานได้ แต่สำหรับ ISP ต้องปาดเหงื่อ แม้ว่าสามารถเบี่ยงไปใช้เส้นทางสำรองได้ แต่ก็แลกมากับความหน่วงและค่าใช้จ่าย”
ผลกระทบน้อย แต่ก็เสี่ยง
ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีฯ ของไชน่า โมบาย กล่าวเพิ่มเติมว่า อินเทอร์เน็ตของประเทศไทยเชื่อมต่อกับโลกผ่าน 2 เส้นทางหลัก คือโครงข่ายภาคพื้นดิน (Terrestrial) 70% และสายเคเบิลใต้น้ำ 30% เพราะดาต้าเซ็นเตอร์และอินเทอร์เน็ตฮับอยู่ที่สิงคโปร์
“ประเทศไทยใช้สายภาคพื้นดินลงไปภาคใต้ออกสิงคโปร์-มาเลย์ กว่า 60-70% ของการเชื่อมต่อทั้งหมด ขณะที่สายเคเบิลใต้น้ำ 10-15% เป็นเส้นทางตะวันออกจากอ่าวไทยไปฮ่องกง ญี่ปุ่น อเมริกา และอีก 5% เท่านั้นที่เชื่อมฝั่งไปอินเดีย ยุโรป”
ปกตินอกจากเคเบิลใต้น้ำโลกมีสายสำรองเสมอแต่ไม่ค่อยได้ใช้ อย่างกรณีการเชื่อมต่อกับยุโรป หากสายหลักขาดไปเราสามารถเชื่อมบนดินไปทางลาว จีน รัสเซีย เข้ายุโรป หรือย้ายไปใต้น้ำเส้นอื่นอย่างอมเริกาก่อน แล้วค่อยข้ามแอตแลนติกไปยุโรป
นายนัทธพงศ์กล่าวเสริมว่า หากเกิดกรณีเลวร้ายจริง ๆ แบบสายทุกสายที่เชื่อมยุโรปพังไปเลย แล้วทุกคนแห่ไปใช้เส้นทางสำรองจะทำให้เส้นทางสำรองหนาแน่น เพราะเดิมมีไว้สำรอง แต่พอทางหลักพังทางสำรองรับไม่ไหว
“สิ่งที่จะเกิดคือ Packet Loss คือภาวะข้อมูลดิจิทัลที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสูญหายระหว่างทาง ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ส่งผลให้การเชื่อมต่อกระตุก เสียงขาดหาย วิดีโอค้าง หรือเกมออนไลน์แลค มักเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ความแออัดของโครงข่าย หรืออุปกรณ์เครือข่ายมีปัญหา แต่ก็เป็นกรณีที่มีคอนเทนต์หรือแอปที่โฮสต์ในยุโรป
กระนั้นก็ยืนยันว่า แม้ไทยจะมีการใช้ทราฟิกไปยุโรปแค่ 5% ของทั้งหมด แต่หากเส้นทางตัดขาดก็เกิดความหน่วง ช้าจริง กระทบบางแอป เช่น การไลฟ์ สตรีม เกมมิ่ง หรือแอปที่ต้องการตอบสนองอย่างเร็ว อย่างกรณีที่ต้องใช้เส้นทางสำรองในปี 2024 การเชื่อมต่อจาก 109 มิลลิเซค (ms) เพิ่มไป 300 กว่า แต่ย้ำว่าอินเทอร์เน็ตไม่ล่ม ประเทศไทยเองก็กระจายทางเลือกสำรองไว้มาก
อานิสงส์ “ดาต้าเซ็นเตอร์” มาไทย
นายฐิติวัฒน์ อินทสิทธิ์ Head of Network & Technology Planning บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อีกเหตุผลที่ทำให้อินเทอร์เน็ตไทย หรือเอเชียมั่นคง คือเทคโนโลยีสำรองข้อมูล หรือ CDN ที่ในช่วง 5 ปีมานี้ีการกระจายมากขึ้น ทำให้ที่เก็บคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่เคยอยู่ยุโรปอย่างหนาแน่น แต่ที่ผ่านมาบริษัทเทคฯ หรือผู้ให้บริการดิจิทัล การขยายตลาดมาเอเชียมากขึ้น ทำให้จึงใช้วิธีการก๊อปปี้ข้อมูลไปเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใกล้ลูกค้าทั่วโลกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย
อย่างคอนเทนต์วิดีโอ ในแพลตฟอร์มยอดนิยมที่บ้านเราใช้งาน ก็โฮสต์ไว้ที่สิงคโปร์ และกำลังย้ายมาไทย โดยแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AWS, SAP, Microsoft และอื่น ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มยอดนิยมในการสื่อสารของคนไทยล้วนแล้วแต่โฮสต์ไว้ที่เอเชีย จะมีอยู่ที่ยุโรปน้อยมาก
โอกาสไทยแนะย้ายเซิร์ฟเวอร์
ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ช่วง 1-2 ปีมานี้ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดี เพราะการย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ของ “บิ๊กเทค” ออกจากสิงคโปร์ จากปัญหาเรื่องพลังงานที่มีจำกัด มาอยู่ที่ประเทศไทย ทำให้เป็นโอกาสเหมาะที่ไทยจะลงทุนสายเคเบิลใต้น้ำและสร้างความมั่นคงทางข้อมูล
นอกจากนี้การที่ข้อมูลและบริการดิจิทัลมาโฮสต์ในประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจ “ลด” ความเสี่ยงจากปัญหาเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นการรักษา “ข้อมูล” ซึ่งมีความสำคัญในยุคปัจจุบันให้อยู่ในประเทศไทย
ขณะที่ นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคม TICPA และกรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) กล่าวว่า เป็นแนวโน้มที่เกิดทั้งโลก ที่องค์กรหันมาใช้บริการดิจิทัล หรือเซิร์ฟเวอร์ในท้องถิ่นของตน จากเดิมที่ใช้คลาวด์ไม่รู้ว่าข้อมูลเก็บไว้ที่ไหนกันแน่ ถ้าระบบอินเทอร์เน็ตล่มขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ตอนนี้ทุกคนกลับสู่ยุคการพึ่งพาตนเอง ใช้โลคอลเซิร์ฟเวอร์อุ่นใจ
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแม้จะดูมีความมั่นคง แต่สำหรับภาคธุรกิจต้องเตรียมพร้อม เพราะแม้ปัญหาสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบกับผู้ใช้งานทั่วไปนัก แทบจะไม่รู้สึกว่าเน็ตช้า เพราะมีการเชื่อมต่อกับยุโรปแค่ 5% แต่ในทางกลับกันต้องดูว่า 5% นั้นเป็นของใคร ถ้าเป็นของแอปพลิเคชั่นธุรกิจขององค์กรใหญ่ก็เป็นความเสียหายใหญ่หลวง จึงแนะนำว่าท่ามกลางปัญหาและความเสี่ยงเหล่านี้ เป็นโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ทบทวนความสำคัญของงานในองค์กร ว่ามีแอปพลิเคชั่นอะไรที่ใช้การเชื่อมต่อกับยุโรป อเมริกา หรือที่อื่น ๆ บ้าง
“องค์กรต้องทบทวนไพรออริตี้ของงานในองค์กร ว่าจะเก็บแอป หรือบริการไหนที่สำคัญ หรือจะปล่อยเซอร์วิสทางธุรกิจอะไรทิ้งได้บ้าง หากเกิดปัญหาที่เลวร้ายจริง ๆ เดี๋ยวจะแพนิกจนคิดไม่ทัน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามสะเทือน “ความมั่นคงดิจิทัล” หนุนธุรกิจย้ายเซิร์ฟเวอร์กลับประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net