โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"อ.โต้ง" บุกสตช. จี้ ผบ.ตร. ตามคดีลักขนดินมหาวิทยาลัยยันมีหลักฐานชัด

Amarin TV

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 05.35 น.
อ.โต้ง ร้องผบ.ตร.จี้ความคืบหน้าคดีลักขนดินออกจากมหาวิทยาลัย ยันมีหลักฐานชัดตั้งข้อสังเกตหลังเปลี่ยนอธิการบดีเหตุใดถอนแจ้งความรับเสียใจทําดีไม่เคยเห็น

อ.โต้ง ร้องผบ.ตร.จี้ความคืบหน้าคดีลักขนดินออกจากมหาวิทยาลัย ยันมีหลักฐานชัดตั้งข้อสังเกตหลังเปลี่ยนอธิการบดีเหตุใดถอนแจ้งความรับเสียใจทําดีไม่เคยเห็น

นายกฤษณพงษ์ พูตระกูล หรือ “อาจารย์โต้ง” นักอาชญาวิทยาเดินทางมายังสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อยื่นติดตามผลสอบสวนคดีลักทรัพย์ขนดินออกจากมหาวิทยาลัยหลังถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชย

อ.โต้ง กล่าวว่า ขณะที่ยังเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยตนเองได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้านี้ให้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีตรวจสอบพบมีการลักลอบขนดินออกจากมหาวิทยาลัย หากถามว่าที่ขนนั้นเป็นขยะหรือดินขอเรียนว่าตนเองเคยรับราชการตํารวจและเคยเป็นพนักงานสอบสวนมาก่อน จากพยานหลักฐานกล้องวงจรปิดและพยานบุคคลรวมถึงเอกสารยืนยันว่ามีการขนดินออกไปจริงและพบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทําผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริงโดยมีมติเป็นเอกฉันท์และลงโทษตามขั้นตอน

วันนี้มาเพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้อธิการบดีได้มอบหมายให้ตนเองไปแจ้งความดําเนินคดีในข้อหา "ลักทรัพย์นายจ้าง" ที่ สภ.ปากคลองรังสิต จึงอยากทราบว่าปัจจุบันทางตํารวจได้เรียกคนขับรถบรรทุกกว่า 100 คัน มาสอบปากคําแล้วหรือไม่ มีการตรวจสอบเส้นทางวิ่งว่านําดินไปทิ้งที่ไหนและเป็นที่ของใครแล้วหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินระหว่างผู้ถูกกล่าวหา บริษัทขนดินและบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่าบริษัทขนดินทําบันทึกรับสารภาพว่ามีการขนดินออกไปจริงซึ่งเรามีหลักฐานและพยานชัดเจน

หลังคณะกรรมการสอบสวนมีมติเอกฉันท์และแจ้งความดําเนินคดี ได้มีการติดตามคดีอย่างต่อเนื่องซึ่งคดีไม่มีความซับซ้อนแต่ปัญหาคือคดีนี้ไม่มีความคืบหน้า ก่อนหน้านี้ได้ทําหนังสือทวงถามไปล่าสุดเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้คําตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการจนกระทั่งถูกเลิกงจ้าง วันนี้จึงมายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. เป็นครั้งที่ 2 เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี

ส่วนกรณีที่ตํารวจมองว่า อ.โต้ง ไม่ใช่เจ้าทุกข์หรือเจ้าของทรัพย์ซึ่งคณะกรรมการชุดใหม่ก็มองว่าเรื่องนี้ทางมหาวิยาลัยไม่ได้รับความเสียหาย อ.โต้ง ระบุว่า มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคลและมีผู้ถือหุ้นหลายคนซึ่งตนเองเกี่ยวข้องกับคดีนี้คือเป็นประธานสอบข้อเท็จจริงและพบมีการกระทําผิดจริงส่วนการพิสูจน์ว่าลักทรัพย์หรือไม่เป็นหน้าที่ของตํารวจ

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มีการปรับเปลี่ยนอธิการบดีโดยอ้างว่าเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ประชาชนคงเข้าใจได้ว่าเปลี่ยนเพราะอะไร จากนั้นทราบว่าภายหลังมีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ คําถามคือเหตุใดหลังเปลี่ยนอธิการบดีจึงต้องถอนแจ้งความทั้งที่อธิการบดีคนก่อนยืนยันว่าให้แจ้งความดําเนินคดี แม้จะถอนแจ้งความแต่คดีนี้เป็นคดีอาญาตํารวจต้องดําเนินการต่อ

ส่วนคําชี้แจงของทางมหาวิทยาลัยที่บอกว่าเรื่องต่างๆเป็นเรื่องเท็จ อ.โต้ง ยืนยันว่า มีหลักฐานทุกอย่างทั้งคลิปและภาพจากกล้องวงจรปิดเห็นรถเข้าออกทุกคัน ซึ่งตนเองไม่ได้มีความโกธรเคืองใดๆกับทางมหาวิทยาลัยที่จะต้องไปกล่าวหาเท็จ “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ใครพูดหรือแถลงการณ์อะไรก็ต้องรับผิดชอบ ผมก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่พูดถ้าไม่มีหลักฐานก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ผมพร้อมตั้งโต๊ะชี้แจงร่วมกับทางมหาวิยาลัยและเปิดหลักฐานทีละชิ้น โดยเชิญตํารวจและกระทรวง อว. มาด้วย“ เพราะเรื่องนี้คือหลักธรรมาภิบาลของประเทศที่ตนเองออกมาพูดเรื่องตรวจสอบการทุจริตและนี้คือสิ่งที่ได้รับแล้วต่อไปใครจะกล้าทําอะไรอย่างตรงไปตรงมา

อ.โต้ง ยอมรับว่าเสียใจ ถึงแม้ทางมหาวิยาลัยจะไม่เห็นคุณงามความดีที่เคยทําให้ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งคณะอาชญาวิทยาเมื่อ 17 ปี ที่แล้วและปฏิรูประบบความปลอดภัย “ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่อย่ามาทุบความยุติธรรมหรือบิดเบือนทุกอย่างทุกกระบวนการ ยืนยันพร้อมชี้แจงทุกเวทีและฝากถึงทางมหาวิทยาลัยว่าพร้อมมาชี้แจงทุกประเด็นหรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้เป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งภายในครอบครัวของผู้ที่มีอํานาจเหนือกว่าผู้บริหารจริงเท็จอย่างไร ทาง อ.โต้ง บอกว่า เรื่องความขัดแย้งคนในมหาวิทยาลัยทราบกันดีและคนนอกมหาวิทยาลัยที่รู้จักก็คงทราบกันดี ซึ่งในช่วงที่มีคําสั่งให้ดําเนินการตามระเบียบและกฎหมายตนเองได้รับข้อความประมาณว่า "ทําไมต้องทําแบบนี้" ซึ่งตนก็บอกให้พวกท่านไปคุยกัน

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ที่ไปต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแต่บุคคลเหล่านั้นเป็นครอบครัวเดียวกันท้ายที่สุดเลือดเดียวกันจะทําให้กลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งหรือไม่ อ.โต้ง กล่าวว่า ครอบครัวและคนใกล้ชิดเคยเตือนผมแล้วว่าทําอย่างไรให้เรื่องไม่บานปลายซึ่งตนเองก็พยายามทําให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา แต่ในเมื่ออธิบการบดีมอบหมายให้ตนเองดําเนินการตรวจสอบ จําได้ว่าเคยถามท่านหลายรอบว่าทําไมต้องเป็นผมท่านบอกว่าเพราะผมเคยเป็นตํารวจและเป็นนักอาชญาวิทยา คนรู้จักทั้งประเทศว่าเป็นคนตรงไปตรงมาจึงวางใจมอบหมายใด้ดําเนินการในเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...