โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตอุปทานน้ำมัน ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ทั่วโลกกำลังรับมืออย่างไร?

THE STANDARD

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 09.47 น. • thestandard.co
วิกฤตอุปทานน้ำมัน ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ทั่วโลกกำลังรับมืออย่างไร?

สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ปะทุขึ้นมาล่าสุดตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะแผ่ขยายความขัดแย้งปกคลุมไปทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลให้โลกเผชิญกับสถานการณ์ที่ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) นิยามว่า ‘การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก’

รายงานตลาดน้ำมันโลกประจำเดือนมีนาคม 2026 จาก IEA ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เคยขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สูงถึงเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคทั่วโลก ได้ลดลงจนแทบจะหายไปทั้งหมด วิกฤตนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ปริมาณน้ำมันที่เริ่มขาดแคลน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นของภาคธุรกิจ ลามไปถึงการบริโภคที่ลดลงของประชาชน

โลกของเรากำลังรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร?

น้ำมันโลกจะหายไปแค่ไหน?

เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก คลังเก็บน้ำมันในประเทศผู้ผลิตแถบอ่าวอาหรับก็เต็มอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางต้องประกาศปรับลดหรือหยุดการผลิตน้ำมันลงอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน

IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในเดือนมีนาคมจะดิ่งลงถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันที่โหลดสินค้าแล้วถึง 238 ลำ บรรทุกน้ำมันรวมกว่า 186 ล้านบาร์เรล ต้องลอยลำติดค้างอยู่ในอ่าวอาหรับเนื่องจากไม่สามารถเดินทางออกไปได้

ผลกระทบไม่ได้มีแค่การสูบน้ำมันดิบ เพราะกำลังการกลั่นน้ำมันมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในภูมิภาคตะวันออกกลางก็ต้องปิดตัวลง จากการถูกโจมตีและขาดช่องทางการส่งออก ทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซ LPG อีก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้จะลดลงมาแล้วแต่ก็ยังยืนอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศและหลายธุรกิจ

อย่างกลุ่มประเทศในเอเชียพึ่งพา LPG จากตะวันออกกลางเกือบ 100% การขาดแคลนนี้กระทบอย่างหนักต่อประเทศอินเดียที่ต้องใช้ LPG เพื่อการหุงต้มในครัวเรือน และจีนที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก

ส่วนอุตสาหกรรมการบินถูกกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในตะวันออกกลางทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินหดตัวลงอย่างรุนแรง โดยคาดว่าจะลดลงถึง 40% ในภูมิภาคช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน

ขณะที่ค่าขนส่งกำลังพุ่งขึ้น อย่างอัตราค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) จากอ่าวอาหรับไปเอเชียพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 600% เทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

แนวทางการรับมือของประชาคมโลก

หนึ่งในวิธีการในการพยายามบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ การปล่อยคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 กลุ่มประเทศสมาชิก IEA มีมติเป็นเอกฉันท์ ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินจำนวนมหาศาลถึง 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด ซึ่งถือเป็นการปล่อยคลังสำรองที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง IEA มา

ก่อนเกิดวิกฤตคลังน้ำมันทั่วโลก (Global observed inventories) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงถึง 8.2 พันล้านบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021

ขณะที่ประเทศผู้ผลิตพยายามเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางอื่น ซาอุดีอาระเบียได้เร่งเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West pipeline ความจุ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปยังท่าเรือ Yanbu ทางฝั่งทะเลแดง โดยสามารถทำสถิติส่งออกสูงสุดที่ 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อ ADCOP ไปยังท่าเรือ Fujairah ความจุ 1.5-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะชดเชยไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยระบายน้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้บางส่วน

ฟากกลุ่มผู้ซื้อในเอเชียพยายามหาแหล่งน้ำมันทางเลือกจากแอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน ให้อินเดียสามารถกว้านซื้อน้ำมันรัสเซียที่ลอยลำอยู่กลางทะเล เข้ามาประทังความต้องการในประเทศได้

และเพื่อฟื้นฟูการขนส่งทางเรือ สหรัฐฯ กำลังจัดเตรียมระบบประกันภัยทางทะเลและกองกำลังคุ้มกันเรือสินค้า ในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ได้ประกาศจัดตั้งกองกำลังผสมเพื่อนำเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าคุ้มกันเรือพาณิชย์ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง

ผลกระทบในประเทศไทย และแผนรับมือ

ภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลระยะสั้นของรัฐบาลครบกำหนดในวันที่ 16 มีนาคม สัญญาณผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเริ่มปรากฏในตลาดค้าปลีก โดยช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจตลาดย่านวงเวียนใหญ่ พบว่า ผู้ค้ารายย่อยบางส่วนเริ่มเผชิญต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น ไข่ไก่หน้าฟาร์มที่มีการประกาศราคาแนะนำใหม่อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท

ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างถุงร้อน ถุงแกง และถุงหูหิ้ว ปรับราคาขึ้นแพ็กละครึ่งกิโลกรัมประมาณ 8 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารบางรายยอมรับว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น แม้ส่วนใหญ่ยังพยายามตรึงราคาอาหารไว้ในระยะนี้

นอกจากนี้ สินค้าขนาดเล็กที่ใช้ในร้านค้า เช่น ยางวงหรือหนังสติ๊ก ก็เริ่มมีการปรับราคาขึ้น โดยบางร้านแบ่งขายถุงละ 10 บาท พร้อมระบุว่า หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจต้องลดปริมาณสินค้าที่แบ่งขายแทนการปรับราคา ภาคเอกชนประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตสินค้า

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันบางพื้นที่สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์พลังงาน โดยการสำรวจในจังหวัดปทุมธานีพบว่าหลายสถานีติดป้ายประกาศ “ดีเซลหมด” และ “งดเติมน้ำมันใส่แกลลอน” หลังมีประชาชนจำนวนหนึ่งเร่งเติมน้ำมันกักตุน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการปรับราคาดีเซลหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา ซึ่งทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต้องบริหารสต็อกอย่างระมัดระวังในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องรับมือวิกฤตพลังงาน ถึงกรณีราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคานํ้ามันว่า จะมีมาตรการออกมา แต่ขอให้รอฟังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมยอมรับว่า พรุ่งนี้ (17 มีนาคม) ตนจะมีการเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทยว่า สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือ การจัดหาน้ำมันดิบสำรองเพื่อให้น้ำมันไม่ขาดแคลน ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ซึ่งยอมรับราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่ยังสามารถจัดหาได้

นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันน่าจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนได้บางส่วน แต่ภาคอุตสาหกรรมที่โดยปกติแล้วจะจัดซื้อน้ำมันจากผู้ค้าส่ง หลังจากนี้ราคาน้ำมันอาจลอยตัวไปตามภาวะตลาด มีส่วนกระทบกับราคาสินค้าและค่าขนส่ง ในส่วนนี้จะต้องหารือว่ารัฐบาลจะรับมืออย่างไร

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...