ย้อนรอย 50 ปี วิกฤตน้ำมันโลก กับ 'ภาษีแฝง' ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจโลกมานานกว่าศตวรรษ แต่ความผันผวนของราคาพลังงานไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์ และวิวัฒนาการของระบบการเงินโลก
ทำความเข้าใจวิกฤตน้ำมัน
การทำความเข้าใจวิกฤตการณ์น้ำมันต้องพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดที่จำแนก “ภาวะชะงักงัน” หรือ “Shock” ออกเป็น 2 ประเภทหลัก
- ภาวะอุปทานชะงักงัน (Supply Shock)
ซึ่งมักเกิดจากการหยุดชะงักทางกายภาพของการผลิตหรือการขนส่ง เช่น สงคราม หรือการคว่ำบาตร ช็อกประเภทนี้มักนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อ หรือ Stagflation เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างกะทันหันบีบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหดตัวลง
- ภาวะอุปสงค์ชะงักงัน (Demand Shock)
เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเกินกว่ากำลังการผลิตจะรองรับได้ทัน หรือการตื่นตระหนกกักตุนเพื่อเก็งกำไร ทั้งนี้ กฎสำคัญจากการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า การขาดแคลนอุปทานเพียง 1% อาจส่งผลให้ราคากระโดดสูงขึ้นถึง 10% เนื่องด้วยความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อน้ำมันที่ลดลงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ทำให้ราคาต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สมดุล
เพื่อให้เห็นภาพ เราจะย้อนกลับไปดูเหตุการณ์วิกฤตน้ำมันในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพลังงานของมหาอำนาจตะวันตกและพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกในเวลาต่อมา
วิกฤตครั้งที่ 1 Oil Shock (1973-1974)
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในปี 1973 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกตะวันตกตระหนักถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากภูมิภาคเดียว โดยมีจุดเริ่มต้นจาก‘สงครามยมคิปปูร์’ เมื่ออียิปต์และซีเรียโจมตีอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ สนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอล สมาชิกอาหรับใน OAPEC (องค์การประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน) จึงประกาศมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันและลดกำลังการผลิตรายเดือนลงอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์นี้ฉุดให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานจาก 3 ดอลลาร์ เป็นเกือบ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นถึง 400% ภายในไม่กี่เดือน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่ เช่น การกำหนดความเร็วบนทางหลวงไม่เกิน 55 ไมล์ต่อชั่วโมงในสหรัฐฯ และการเริ่มสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) นอกจากนี้ยังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปหาความประหยัด ซึ่งเปิดโอกาสให้รถยนต์จากญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดโลกแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปสูงขนาดใหญ่
วิกฤตครั้งที่ 2 การปฏิวัติอิหร่าน (1979-1980)
ในขณะที่โลกยังไม่ฟื้นตัวดี เหตุการณ์ปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ได้ก่อให้เกิด Supply Shock อีกครั้ง แม้การผลิตจะหายไปประมาณ 7% ของอุปทานโลก แต่ปัจจัยด้านจิตวิทยาและการคาดการณ์อนาคตกลับกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความกังวลว่าความไม่สงบจะลุกลามทำให้เกิดภาวะ Panic Buying หรือการซื้อสินค้าด้วยอาการตื่นตระหนกเพื่อกักตุน ส่งผลให้ราคาพุ่งจาก 13 ดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดที่ 39.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 1980
ซ้ำร้ายเมื่อสงครามอิรัก-อิหร่านปะทุขึ้นในปี 1980 กำลังการผลิตรวมลดลงมหาศาล สหรัฐฯ ต้องใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary Monetary Policy) ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่ยุค Great Depression
อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้เร่งการลงทุนขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ใหม่อย่างทะเลเหนือและอลาสก้า รวมถึงการขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ
วิกฤตครั้งที่ 3 สงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991)
หลังจากโลกผ่านพ้นทศวรรษที่ 1980 มาด้วยราคาน้ำมันที่ค่อนข้างทรงตัว ความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างฉับพลันในเดือนสิงหาคมปี 1990 เมื่อกองทัพอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการรุกรานทางทหาร แต่คือการส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่หัวใจของระบบพลังงานโลก เนื่องจากการสู้รบทำให้การผลิตน้ำมันจากทั้งสองประเทศหยุดชะงัก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกหายไปกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในชั่วข้ามคืน
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 17 ดอลลาร์ ทะยานสู่ 36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกลไกการประสานงานระดับสากล โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตัดสินใจใช้มาตรการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน (Contingency Plan) เป็นครั้งแรกเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วหลังกองกำลังพันธมิตรสามารถปลดปล่อยคูเวตได้ในช่วงต้นปี 1991 แต่มันก็ได้ตอกย้ำภาพความเปราะบางของตะวันออกกลางในฐานะ “คอขวด” ของอุปทานน้ำมันโลกอย่างชัดเจนอีกครั้ง
วิกฤตครั้งที่ 4 ฟองสบู่ราคาน้ำมัน (2008)
วิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2008 ได้เปิดมิติใหม่ของการวิเคราะห์ผ่านแนวคิด “Financialization” เมื่อน้ำมันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการใช้งานอีกต่อไป แต่กลายเป็น“สินทรัพย์ทางการเงิน” ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนเก็งกำไร ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ก่อนที่ฟองสบู่ราคาน้ำมันจแตกจนเหลือต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี เมื่อวิกฤตซับไพรม์ลุกลามจนฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง
วิกฤตครั้งที่ 5 โลกล็อกดาวน์ (2020)
หากวิกฤตครั้งก่อน ๆ คือเรื่องของการขาดแคลน แต่วิกฤตการณ์ในปี 2020 กลับเป็นเรื่องของ“ความล้น” ที่เกินขีดจำกัดจะรับไหว ชนวนเหตุสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันหายไปกว่า 29 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน หรือเกือบ 30% ของอุปสงค์โลก ซึ่งถือเป็น Demand Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ความรุนแรงพุ่งสู่ขีดสุดในวันที่ 20 เมษายน 2020 เมื่อราคาน้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนพฤษภาคม ดิ่งลงสู่ระดับ ติดลบ -37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงวิกฤต‘ที่เก็บน้ำมันเต็ม’ ขั้นรุนแรง เมื่อถังเก็บน้ำมันทั่วโลกไม่มีที่ว่างเหลือให้เติมอีกแล้ว ทำให้นักลงทุนที่ถือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพากันสติแตก แย่งกันเทขายสัญญาแบบ ‘ยอมแถมเงิน’ เพราะถ้าไม่รีบสลัดสัญญาให้พ้นตัว พวกเขาจะต้องแบกภาระไปรับน้ำมันกายภาพ มาเก็บไว้เอง ซึ่งในตอนนั้นค่าจ้างรถขนและค่าเช่าที่เก็บน้ำมันนั้นแพงยิ่งกว่ามูลค่าของตัวน้ำมันเสียอีก
วิกฤตครั้งที่ 6 ? การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (2026)
ความรุนแรงของวิกฤตในอดีตทั้งหมดดูจะเล็กลงไปทันทีเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2026 ซึ่ง IEA ระบุว่าเป็น “Supply Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ชนวนเหตุจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน นำไปสู่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำมันปริมาณถึง 20% ของโลกไหลผ่าน การปิดตายเส้นทางขนส่งทางทะเลนี้ทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดทันที 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม หรือเกือบ 8% ของความต้องการทั่วโลก
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างผลกระทบลูกโซ่ไปทั่วโลก ตั้งแต่อุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ไปจนถึงภาคเกษตรกรรมที่ต้องแบกรับราคาปุ๋ยเคมีมหาศาล วิกฤตครั้งนี้บีบให้ IEA ต้องงัดไม้ตายสุดท้ายด้วยการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์สูงถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจโลกไม่ให้ล่มสลายลงท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ
พลังงานคือความมั่นคงของชาติ
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วิกฤต Oil Shock ปี 1973 จนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำมันคืออำนาจ และกระดูสันหลังของโลก” ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต รูปแบบของผลกระทบอาจเปลี่ยนไป จากความขาดแคลนทางกายภาพ สู่การเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ส หรือแม้แต่สภาวะราคาติดลบ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ“พลังงานเป็นภาษีแฝงของโลก” เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง อัตรากำไรของเกือบทุกบริษัทจะถูกกัดเซาะทันที
โอกาสลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์โลก
SCBCOMP เป็นกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยมีกองทุนหลักคือ PIMCO Commodity Real Return Strategy Fund ซึ่งบริหารการลงทุนโดยอิง Bloomberg Commodity Index และใช้กลยุทธ์บริหารเชิงรุกผ่าน Futures และ Inflation-linked Instruments เพื่อรักษากำลังซื้อในระยะยาว
อ้างอิง: History.com, Office of the Historian, Peterson Institute for International Economics, ECB, Time, Energy History
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299