ถอดรหัสท่าทีพันธมิตรตะวันตกเมินทรัมป์ เบื้องหลังโลกไม่เอาด้วยในวิกฤตอิหร่าน
วันที่ 17 มีนาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังสะท้อนรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรตะวันตกอย่างชัดเจน หลังหลายประเทศปฏิเสธเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อรับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์ได้ร้องขอให้หลายประเทศส่งกองกำลังทางเรือเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่มีสัดส่วนถึงราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีประเทศใดให้คำมั่นชัดเจน ในการเข้าร่วมปฏิบัติการดังกล่าว
ล่าสุดสำนักข่าวEuronews (ยูโรนิวส์) รายงานว่าที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ European Union หรือ สหภาพยุโรป (อียู) มีมติไม่ขยายภารกิจทางเรือเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกดดันให้พันธมิตรยุโรปส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการก็ตาม
การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของประเทศยุโรปที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงกับความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มลุกลามและอาจกระทบเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
รายงานระบุยังว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศสมาชิก NATO หรือ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่า หากพันธมิตรไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในภารกิจคุ้มครองเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง อาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ “เลวร้ายมาก”
ยุโรป “เบรก” เกมทหาร เลือกทางระวังความเสี่ยง
แรงกดดันจากวอชิงตันเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคอาจทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
ด้าน นางคาจา คัลลาส (Kaja Kallas) หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ประเทศสมาชิกไม่มีความต้องการขยายขอบเขตภารกิจทางเรือของอียู ให้ครอบคลุมการปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม
แม้หลายประเทศจะกังวลต่อความเสี่ยงที่การส่งออกน้ำมันจะหยุดชะงัก ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่มีประเทศใดต้องการกระโจนเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
หลายประเทศสมาชิกสำคัญของยุโรปยังแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการส่งกำลังทหารเข้าร่วมภารกิจดังกล่าว
- เยอรมนี ปฏิเสธการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่
- โรมาเนีย ระบุว่าต้องจัดสรรกำลังทางเรือไปดูแลความมั่นคงใน Black Sea หรือ ทะเลดำ เป็นหลัก
- ลักเซมเบิร์ก ย้ำว่าอียูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามครั้งนี้ พร้อมระบุว่าสามารถสนับสนุนด้านเทคโนโลยีหรือการสื่อสารได้ แต่ไม่พร้อมส่งกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์เข้าร่วม
สำหรับภารกิจ Operation Aspides หรือ ภารกิจแอสไพดีส ของสหภาพยุโรป จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อ คุ้มครองเรือพาณิชย์จากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธฮูตี พื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุมหลายจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่
- Red Sea หรือ ทะเลแดง
- Gulf of Aden หรือ อ่าวเอเดน
- Arabian Sea หรือ ทะเลอาหรับ
- Gulf of Oman หรือ อ่าวโอมาน
- Persian Gulf หรือ อ่าวเปอร์เซีย
แม้ภารกิจจะมีการติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอยู่แล้ว แต่สหภาพยุโรปย้ำว่า ภารกิจดังกล่าวเป็นเพียง ปฏิบัติการเชิงป้องกัน ไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารเชิงรุก การตัดสินใจของยุโรปครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความเห็นที่แตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป ในการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลต่อทั้งเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก
ทรัมป์เดือดด่าพันธมิตร “อกตัญญู” หลังยุโรปเมินร่วมศึกอิหร่าน
ด้าน รายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อประเทศพันธมิตรหลายประเทศ หลังไม่ตอบรับคำขอของวอชิงตันในการส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการคุ้มกันเส้นทางเดินเรือใน Strait of Hormuz หรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของโลก
ทรัมป์กล่าวตำหนิพันธมิตรบางประเทศว่า “อกตัญญู” ต่อสหรัฐ หลังจากวอชิงตันมีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงของโลกมานานหลายทศวรรษ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือในการปกป้องเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในยุโรปยังคงระมัดระวังต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมทางทหาร โดยต้องการให้ใช้แนวทางทางการทูตเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง มากกว่าการขยายปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาค
ท่าทีของประเทศสำคัญในยุโรปสะท้อนแนวโน้มร่วมกัน คือ การหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามโดยตรง โดยหลายประเทศแสดงจุดยืนดังนี้
- อิตาลี สนับสนุนแนวทางการเจรจาระหว่างประเทศ และยังไม่เห็นความจำเป็นในการขยายปฏิบัติการทางทหารของยุโรป
- ฝรั่งเศส สนับสนุนการคุ้มกันเส้นทางเดินเรือในอนาคต แต่ต้องอยู่ภายใต้ภารกิจเชิงป้องกันและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
- สหราชอาณาจักร ยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการ แต่ระบุว่าหากมีการดำเนินการต้องเป็นแผนพหุภาคีที่มีความชัดเจน
- สเปน แสดงท่าทีวิจารณ์การใช้กำลังทางทหาร และเตือนว่าการโจมตีอิหร่านอาจทำให้ภูมิภาคยิ่งไร้เสถียรภาพ
นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของยุโรปสะท้อนความกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ขณะที่สหรัฐพยายามรวบรวมพันธมิตรเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางพลังงานโลก ความลังเลของประเทศยุโรปจึงทำให้ความพยายามของวอชิงตันต้องเผชิญแรงต้านจากพันธมิตรสำคัญของตนเอง และสะท้อนถึงความแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับยุโรปต่อการจัดการวิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้