โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นายกฯอนุทินเผชิญวิกฤตศรัทธาปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน-ข้อครหาถอนทุนการเมือง

PostToday

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตพลังงานและเงื่อนงำ "ไอ้โม่ง" เก็งกำไรส่วนต่าง

สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงและภาวะขาดแคลนหน้าปั๊มช่วงที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญด้านการบริหารของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่อง "ไอ้โม่ง" หรือกลุ่มทุนรายใหญ่ที่ฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาหน้าคลังกับราคาขายปลีก

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่ามีการกวดขันตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำผิดได้ชัดเจน จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวอาจไหวตัวทันหรือมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ

บริบทความขัดแย้งนี้รุนแรงขึ้นเมื่อช่องว่างราคาระหว่าง"ราคาที่จ๊อบเบอร์รับจากคลัง" และ "ราคาหน้าปั๊ม" กลายเป็นช่องโหว่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ แหล่งข่าวในวงการพลังงานระบุว่า "มีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้มีศักยภาพในการกักตุนปริมาณมาก ซึ่งไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มขาใหญ่ที่ใช้จังหวะวิกฤตสร้างกำไรบนความเดือดร้อนของสังคม" ความล้มเหลวในการหาตัวผู้บงการทำให้ภาพลักษณ์การกำกับดูแลของรัฐบาลสีน้ำเงินสั่นคลอนอย่างหนักในสายตาประชาชน

ข้อครหา "ถอนทุน" และคำปราศรัยที่ย้อนกลับมาหลอน

แรงกดดันทางการเมืองพุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็น "การถอนทุนทางการเมือง" ซึ่งฝ่ายค้านอย่าง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสภาวะน้ำมันแพงและการบริหารจัดการที่คลุมเครือ อาจเป็นความพยายามในการระดมทรัพยากรคืนทุนให้แก่เครือข่ายการเมือง หลังจากที่ผ่านการเลือกตั้งซึ่งมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ประเด็นนี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้สังคมย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคำปราศรัยในอดีตของนายอนุทินที่เคยระบุว่าตนเอง "รวยไม่ไหวแล้ว"

"คำกล่าวที่ว่ารวยไม่ไหวแล้ว กำลังถูกนำมาล้อเลียนและตั้งคำถามว่า ความมั่งคั่งนั้นเกิดขึ้นกับใคร ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ" เป็นมุมมองที่สะท้อนจากฝ่ายค้านและภาคประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความศรัทธาในเชิงนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติถูกมองว่าเอนเอียงไปทางกลุ่มทุนเครือข่ายมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

มรสุมกฎหมายและทางออกในการรักษาอำนาจ

นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลภายใต้เครือข่ายสีน้ำเงินยังเผชิญกับ "ชนักติดหลัง" จากคดีความสำคัญหลายกรณี ทั้งคดีที่ดินเขากระโดง การตรวจสอบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และความไม่โปร่งใสของระบบบัตรเลือกตั้งแบบบาร์โค้ด ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เรตติ้งความนิยมของนายอนุทินดิ่งต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ด้วยการเปลี่ยนตัวมือกฎหมาย โดยดึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ซึ่งคาดหมายว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายแทน

การขยับตัวทางอำนาจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามเฟ้นหาผู้ที่สามารถประคองรัฐบาลให้ฝ่าวงล้อมวิกฤตกฎหมายและนำพาสถานการณ์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา "ไอ้โม่ง" ในวิกฤตพลังงานและตอบคำถามเรื่องความโปร่งใสได้อย่างชัดเจน มาตรการทางกฎหมายหรือการปรับตัวใดๆ ก็อาจไม่เพียงพอที่จะกู้คืนวิกฤตศรัทธาจากประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักในขณะนี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...