‘ชาญชัย’ จี้ ป.ป.ช.เอาผิด “อนุทิน-ครม.หนู1” ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทุจริตฯ ปมแก้สัมปทานดิวตี้ฟรี
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษถึงประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ดำเนินคดีนายอนุทิน ชาญวีรกูล , คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีทำให้รัฐสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก ณ สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ
‘ชาญชัย’ จี้ ป.ป.ช.เอาผิด “อนุทิน-ครม.หนู1” ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทุจริต ปมแก้สัมปทานดิวตี้ฟรี – ขีดเส้นตาย 30 วัน หากไม่คืบหน้าขู่ตั้ง “ศาลประชาชน” ทวงเงิน 1.8 แสนล้าน คืนแผ่นดิน – ลากคนความผิดเข้าคุก
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเป็นมาของเรื่องนี้ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการทุจริต จากกรณีศึกษาการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ซึ่งข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.ดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 32 ที่บัญญัติไว้ว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีหน้าที่อำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาลองค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ…”และวรรคสุดท้ายระบุว่า “เมื่อองค์กรตามวรรคหนึ่งได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.”
หลังจากที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พร้อมข้อเสนอแนะในกรณีดังกล่าวถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.กรณีดังกล่าว จึงมีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลังสรุปผลการพิจารณา และผลการดำเนินการในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ฯ มาตรา 32 วรรคสุดท้าย ได้ให้เวลาคณะรัฐมนตรีดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.และแจ้งกลับมาที่ ป.ป.ช.ภายใน 90 วัน คือวันที่ 3 มีนาคม 2569
ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้เป็นวันที่ตนมายื่นคำร้องกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. คือวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังไม่มีหน่วยงานใด รวมทั้งคณะรัฐมนตรีแจ้งการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะฯกลับมาที่ ป.ป.ช. ตามมาตรา 32 แต่อย่างใด
นายชาญชัย กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.ที่ทำหนังสือแจ้งเตือน ครม.เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นั้นจะมีอยู่ประมาณ 5-6 ประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ กรณีที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่ง ป.ป.ช.คาดว่าจะทำให้รายได้จากค่าผลประโยชน์ตอนแทนของ ทอท.ลดลง 18,021 ล้านบาทต่อปี รวมระยะเวลา 10 ปี จะทำให้ ทอท.สูญเสียรายได้ไปประมาณ 180,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาดังกล่าว อาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับ หรือ ก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินการคลังแก่รัฐ อาจเข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียประโยชน์ที่ได้รับส่งให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติก่อนดำเนินการต่อไป
หลังจากที่ประชุม ครม.วันที่ 2 ธันวาคม 2568 มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าว และมีมติมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐไปดำเนินการตามที่ ป.ป.ช.แนะนำ ปรากฏว่า วันที่ 3 ธันวาคม 2568 บริษัท ท่าอากาศยานไทยได้ทำทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ฯว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติให้ ทอท.ดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยการปรับลดค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายให้กับ ทอท. หรือ “ลดรายได้ของตนเอง” และเลื่อนขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีก 2 ปี โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงมติที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งมาแจ้งให้ทราบแต่อย่างใด ดังนั้นตนจึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการดังต่อไปนี้
- ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการเอาผิดกับคณะรัฐมนตรี โดยดำเนินคดีอาญา และแพ่งกับคณะรัฐมนตรีต่อศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ด้วย
2. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งต่อรัฐบาลว่า หาก ป.ป.ช.ได้มีข้อเสนอแนะไปถึงฝ่ายบริหารแล้ว ไม่ได้รับความสนใจ หรือ แก้ไขปรับปรุง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ในมาตรา 32 กำหนดให้ ป.ป.ช.สามารถไปแจ้งให้ฝ่ายนิติบัญญัติไปดำเนินการสอบสวน หรือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ จะดำเนินการถอดถอน ได้อีกช่องทางหนึ่ง
3. ให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาบ
4. กรณีนี้ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน ตามาตรา 3 และมาตรา 5
“วันนี้ผมมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.พร้อมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นเอกสารของ ป.ป.ช.ทั้งหมด ซึ่งผมไม่ได้ไปกล่าวหา ทอท. แต่อยู่ในเอกสารของ ทอท.ทั้งหมดที่แจ้งเตือนไปยัง ครม. ซึ่งเขาได้ทำผิดตามที่ ป.ป.ช.ได้แจ้งเตือน วันนี้ถ้า ป.ป.ช.ไม่ทำอะไร ป.ป.ช.ก็อาจจะเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ผมจะให้เวลา ป.ป.ช. 30 วัน หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการอะไร ผมจะอนุญาตมาตั้งศาลประชาชนที่หน้า ป.ป.ช. เพื่อทวงเงิน 180,000 ล้านบาท คืนแผ่นดิน รวมทั้งเอาคนผิดเข้าคุก เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับสาธารณะ” นายชาญชัย กล่าว