โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ห่วงรีดโรงกลั่นทำพัง มีแววขาดทุน Q2-Q3

ทันหุ้น

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 15.52 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 20.00 น.

#โรงกลั่น #ทันหุ้น – จับตาโรงกลั่นหลังตกเป็นเป้าการเมืองเก็บภาษีลาภลอย ผอ.สถาบันปิโตรเลียม ชี้ไม่เป็นธรรม แนะดูค่ากลั่นให้เป็น ขณะที่ค่ากลั่นเบนซินสิงคโปร์ติดลบ หากเก็บจะทำให้ไทยเป็นชาติเดียวอาเซียนที่เก็บ ส่งผลความน่าเชื่อลงทุน แต่รับเก็บไม่ง่ายต้องผ่าน พ.ร.บ. ด้านวงการพลังงานมองโรงกลั่นออกเรือไกลซื้อน้ำมันอเมริกา 120 ดอลลาร์ หวั่นไตรมาส 2-3 ขาดทุนสต๊อก

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ราคาน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นจากสงคราม “โรงกลั่นน้ำมัน” มักเป็นตัวละครหลักที่ถูกหยิบยกตัวเลข“ค่าการกลั่น” (GRM) ขึ้นมา ในช่วงราคาน้ำมันแพง เพื่อขอเก็บ “ภาษีลาภลอย” ล่าสุดนายกรณ์ จาติกวนิช ได้โพสต์แนะรัฐบาลเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3 บาทต่อลิตร อ้างถึงค่าการกลั่นที่แสดงในหน้าเว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ปัจจุบันมีค่าการกลั่นอยู่ที่ 6 บาท เพื่อนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การนำตัวเลข สนพ. เพียงอย่างเดียวมาสรุปว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรนั้น ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรม เนื่องจากค่าการกลั่นที่ สนพ. รายงานไม่สะท้อนความเป็นจริงของตลาด เป็นการใช้ตัวเลขย้อนหลังในการคำนวณโดยนำสัดส่วนการผลิตจริงจากกรมธุรกิจพลังงาน ย้อนหลังไป 2 เดือน มาเป็นฐานดังนั้นการดูตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

“หากคำนวณของเดือนมีนาคม จะไปดูว่าเมื่อ 2 เดือนก่อน โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในไทยผลิตเบนซิน ดีเซล น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันเจ็ท ในสัดส่วนเท่าใด จากนั้นจะนำสัดส่วนการผลิตในอดีตนั้น มาคูณกับ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ วันปัจจุบัน ซึ่งหากวันไหนราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซล พุ่งสูงขึ้น ก็จะทำให้ตัวเลขค่าการกลั่นดูสูงตามไปด้วย โดยต้นทุนฝั่งน้ำมันดิบที่นำมาคำนวณ สนพ. จะอ้างอิงราคาจาก 3 แหล่งหลัก คือ ดูไบ, โอมาน และตาปีส”

ซึ่งล่าสุดในความเป็นจริงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์เบนซินต่ำกว่าต้นทุนน้ำมันดิบดูไบด้วยซ้ำ ดังนั้นเราจึงเห็นค่าการกลั่นในตลาดโลกปัจจุบันที่ต่ำลงรวดเร็ว

นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าค่าการกลั่นเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับต้นทุนน้ำมันดิบเท่านั้น ไม่ใช่กำไรสุทธิ ซึ่งทางโรงกลั่นมีค่าใช้จ่าย มหาศาลที่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณใน GRM ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของน้ำมันดิบ เช่นCrude Premium ค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัย ซึ่งในสภาวะสงครามหรือความไม่สงบระดับโลก ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ได้พุ่งสูงขึ้นมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเปิดคลัง 24 ชม. การขนส่งที่เพิ่มขึ้น การบังคับให้โรงกลั่นลดราคาจนไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนเหล่านี้ได้ จึงเท่ากับเป็นการผลักภาระให้ธุรกิจเผชิญภาวะขาดทุน

@ หวั่นต่างชาติไม่เชื่อมั่น

หากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่บังคับใช้กฎหมายภาษีลาภลอยกับโรงกลั่น จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดต่อนักลงทุนสถาบันและต่างชาติว่าไทย “ไม่เป็นมิตรต่อการลงทุน” และมีการเปลี่ยนกติกาทางธุรกิจกลางคัน, ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในดัชนี SET50 ทำให้มูลค่าหุ้นลดลงอย่างรุนแรง ผลกระทบจะขยายวงกว้างไปยังกองทุนรวมระยะยาว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคมที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่ ทำให้รายได้ของผู้รับบำนาญและนักลงทุนรายย่อยลดลงตามไปด้วย นักลงทุนต่างชาติอาจตัดสินใจเทขายหุ้นไทยเพื่อไปลงทุนในประเทศอื่นที่กติกามีความชัดเจนมากกว่า

@ กำไรต้องดูเป็นปี

ดร.คุรุจิต ระบุว่า การพิจารณากำไรต้องยึดตามรอบบัญชีสากลคือ 1 ปี ไม่ใช่ดูเพียง 2-3 สัปดาห์ หรือรายไตรมาส เพราะธุรกิจมีความผันผวนสูง เช่นในปี 2565 ที่ช่วงแรกกำไรดีจากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน แต่ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เมื่อราคาตก โรงกลั่นก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) หากรัฐจะเก็บภาษีเฉพาะช่วงที่กำไร แต่ช่วงขาดทุนไม่คืนให้ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ

ในแง่ของกฎหมาย การจะเก็บภาษีดังกล่าวต้องมีฐานอำนาจรองรับที่ชัดเจน เช่น การออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกมาพูดลอยๆ เพื่อกดดันให้โรงกลั่นจ่ายเงินโดยไม่มีกฎหมายรองรับ อาจทำให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องได้ เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

@ ขึ้นน้ำมันต่อหวั่นไหลออกนอก

ทั้งนี้แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ดีเซล ไทยยังต่ำกว่ามาเลาซียที่ 45 บาท ดังนั้นการพยายามตรึงราคาในประเทศให้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว หรือเมียนมา ที่ราคาสูงถึง 59-68 บาทต่อลิตร จะยิ่งจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกไปขายชายแดน และส่งผลให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนขาดแคลนในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาด และไม่ควรใช้วิธีการที่ไม่เป็นสากลมาบังคับใช้ เพราะจะสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาว

@ แววโรงกลั่นขาดทุนไตรมาส 2-3

ด้านผู้เชี่ยวชาญวงการพลังงานประเมินภาพสถานการณ์ของพลังงานว่า ธุรกิจโรงกลั่นมีสิทธิ์กำไรไตรมาสหนึ่งจากการที่น้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ไตรมาส 2-3 จะขาดทุนเพราะว่าเวลาน้ำมันดิบสูงแบบนี้ โรงกลั่นต้องจ่ายค่าเรือค่าพรีเมียมสูง ขณะเดียวกันเรือใช้เวลาวิ่งนานขึ้นเช่นจากอเมริกาเป็นสองเดือน ค่าการกลั่นของโรงกลั่นในภูมิภาคเริ่มติดลบ ดังนั้นการซื้อน้ำมันดิบที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถึงวันนั้นอาจจะเหลือ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จะขาดทุนมาก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...