"เทพไท" ชี้ 3 เหตุผลใหญ่! ทำพรรคการเมืองไร้เอกภาพ สะเทือนการเมืองไทยทั้งระบบ
">
เมื่อวันที่ 26 เม.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 เหตุผลหลัก ทำพรรคการเมืองขาดเอกภาพ
ในช่วงเดือนเมษายนนี้ จะมีพรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในช่วงที่ผ่านมาบางพรรค ได้ใช้โอกาสประชุมใหญ่ เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ บางพรรคมีการสัมมนาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค บางพรรคมีการประชุมตามระเบียบวาระที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด
แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ประกาศต่อที่ประชุมพรรค คือยืนยันสามัคคีภายในพรรค ในการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 โดยประกาศยุบรวมกลุ่มก๊วน หรือมุ้งการเมืองต่างๆภายในพรรคภูมิใจไทย ให้เหลือ“มุ้งอนุทิน” เพียงกลุ่มเดียว เพื่อให้การทำงานเป็นปึกแผ่นรับใช้ประชาชน
ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มีพรรคการเมืองหลายพรรค มีปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ที่มีปัญหาเรื่องกลุ่มส.ส.รุ่นกลาง ส.ส.อาวุโส ที่อกหักทางการเมืองในการรับตำแหน่งรัฐมนตรี หรือในพรรคประชาชนที่มีความขัดแย้งเรื่องแนวทางอุดมการณ์กัน เป็นการขัดแย้งทางความคิด และบทบาทของส.ส.พรรคประชาชน ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน รวมไปถึงในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแนวความคิดของคนบางกลุ่ม หรือส.ส.บางส่วนที่ได้มาด้วยการใช้ทุน ก็หวังจะเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ พยายามล็อบบี้วิ่งเต้น ซึ่งขัดกับแนวทางของหัวหน้าพรรค
นับว่าเป็นธรรมดาของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองยุคนี้ ที่มีความขัดแย้งทางความคิด มีความแตกต่างในวิธีการ หรือแนวทางทางการเมืองให้เห็นอยู่ เนื่องจากองค์ประกอบของการเมืองยุคนี้ มีอยู่3ประการ คือ
1.สถานการณ์การเมืองในยุคที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเงินสดหรือมันนี่โพลิติก” การเลือกตั้งใช้กระสุนนำกระแส ใช้การซื้อเสียงเป็นตัวชี้ขาด ใช้เงินทุน มีการทุ่มทุนกันอย่างมหาศาลในเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็หวังจะถอนทุนคืน หวังจะหาพรรคการเมืองที่มีเงินทุนสนับสนุน และมีเงินดูแลในการทำพื้นที่ จึงเห็นภาพส.ส.งูเห่าเพ่นพ่าน หรือนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม หาพรรคที่สามารถสนับสนุนเงินทุนทำการเมืองได้
2.เกิดจากการเมืองที่มีการควบรวมพรรคการเมือง ดูดกลุ่มส.ส.บ้านใหญ่ กลุ่มก๊วน มุ้งต่างๆเข้ามาอยู่ในพรรคเดียวกัน จึงทำให้เห็นบทบาทการต่อรองภายในพรรคเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อหัวหน้าก๊วน หัวหน้ามุ้งไม่ได้รับการปูมบำเหน็จให้ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ก็สร้างความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในพรรค จึงทำให้เห็นร่องรอยความขัดแย้ง ความแปลกแยกทางการเมือง ในพรรคการเมืองต่างๆอย่างเห็นได้ชัด
3.เกิดจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เปิดโอกาสให้ส.ส.ฝ่าฝืนมติพรรคได้ ใช้เอกสิทธิ์ความเป็นส.ส.ในการลงมติ จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองในยุคใหม่ ตัดสินใจโดยไม่แคร์มติพรรค และพร้อมให้ขับออกจากพรรคเพื่อไปหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่เมื่อส.ส.ถูกขับออกจากพรรค ก็ต้องพ้นสมาชิกภาพไป แต่ยุคนี้เมื่อถูกขับออกจากพรรค ก็สามารถหาพรรคสังกัดได้ จึงเห็นปรากฏการณ์นักการเมืองท้าทายพรรค และเรียกร้องให้พรรคขับออกจากพรรค เพื่อไปหาพรรคการเมืองที่ถูกใจ หรือมีข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้า
จากเหตุผล3ข้อนี้ จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์นักการเมืองยุคนี้ไม่แคร์พรรคการเมือง ไม่แคร์กระแส หรือความนิยมใดๆ เพราะปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่เงินทุน จึงทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินทุนไปใช้ในเขตเลือกตั้ง ไปใช้ซื้อเสียงในวันเลือกตั้ง เพื่อจะได้กลับมาเป็นส.ส.อีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นการเรียกร้องความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นในพรรคการเมืองต่างๆ จึงอยู่ที่เงื่อนไขและปัจจัยเงินทุนเป็นตัวชี้ขาด พรรคใดไม่มีเงินทุนดูแลสมาชิก ภายในพรรคก็อาจจะเกิดปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกเกิดขึ้นในพรรค และถึงตอนเลือกตั้งในครั้งต่อไป เกิดสภาพต่างคนต่างไป แล้วแต่ใครจะไปสังกัดพรรคไหน จึงเป็นการไปสู่ที่ชอบที่ชอบของส.ส.แต่ละคนในการตัดสินใจ