โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภัยร้ายไม่ใช่แค่เกลือ! แพทย์เตือน 4 อาหาร รสไม่เค็ม แต่เสี่ยงความดันพุ่ง

Khaosod

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ภัยร้ายไม่ใช่แค่เกลือ! แพทย์เตือน 4 อาหาร รสไม่เค็ม แต่เสี่ยงความดันโลหิตพุ่งสูง หลายคนกินเป็นประจำ ชี้ 5 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนทราบดีว่า การบริโภคเกลือมากเกินไปเป็นสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่แม้จะไม่ได้มีรสเค็มจัด แต่ก็สามารถทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

โรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้น การป้องกันโรคจึงไม่ได้อาศัยเพียงการลดการบริโภคเกลือเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็น “ตัวการสำคัญ” ที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากโซเดียมจะรบกวนสมดุลของร่างกาย ทำให้ปริมาณน้ำในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามมา

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 5 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา คิดเป็นโซเดียมราว 2 กรัมต่อวัน

อย่างไรก็ตาม นอกจากเกลือแล้ว ยังมีอาหารอีกหลายประเภทที่หากบริโภคมากเกินไป อาจทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงได้เช่นกัน ได้แก่

1. อาหารที่มีน้ำตาลสูง

การบริโภคขนมหวาน ลูกอม น้ำอัดลม และอาหารที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณมาก อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินมากขึ้น และเกิดผลกระทบต่อระบบหลอดเลือด

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ น้ำตาลยังมีส่วนกระตุ้นการสะสมไขมันส่วนเกิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน อันเป็นปัจจัยสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง

2. เนื้อสัตว์แปรรูป

อาหารประเภทไส้กรอก แฮม และเนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ ถือเป็นอีกกลุ่มอาหารที่อาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากรับประทานเป็นประจำ

อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณเกลือและวัตถุกันเสียสูง ซึ่งล้วนส่งผลต่อระดับความดันโลหิต อีกทั้งยังมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง ทำให้หลอดเลือดตีบตัน การไหลเวียนของเลือดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

3. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

คาเฟอีนที่พบในกาแฟ ชา น้ำอัดลม และเครื่องดื่มบางชนิด สามารถทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว และหากบริโภคมากเกินไปต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีน หลอดเลือดจะหดตัวและอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

4. อาหารที่มีไขมันสูง

อาหารทอด เนื้อติดมัน เนย และอาหารที่มีไขมันสูงอื่น ๆ อาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากบริโภคในปริมาณมาก

ไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบและแข็งตัว เมื่อหลอดเลือดแคบลง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือด จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ ไขมันอิ่มตัวยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง

ทั้งนี้ การป้องกันโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ควบคุมอารมณ์และความเครียด รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

5 สัญญาณเตือนความดันโลหิตสูงที่ไม่ควรมองข้าม

  • ปวดศีรษะรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยหรือกลางศีรษะในช่วงเช้า
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หูอื้อ หรือมองเห็นภาพไม่ชัด
  • เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือรู้สึกอึดอัดขณะออกแรง
  • เลือดกำเดาไหลผิดปกติ และหยุดไหลได้ยาก
  • ใบหน้าแดงผิดปกติ ร่วมกับอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภัยร้ายไม่ใช่แค่เกลือ! แพทย์เตือน 4 อาหาร รสไม่เค็ม แต่เสี่ยงความดันพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...