เปิด ‘ซูเปอร์เฮาส์’ หลังใหม่ใจกลางกรุงมาดริดของ ‘อากาธา รูอิซ เด ลา ปราดา’ พื้นที่ส่วนตัวของสาวโสดที่เต็มไปด้วยงานศิลป์ล้ำค่า
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 17.21 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 10.21 น. • HELLO! Magazine Thailandในวัย 65 ปีอากาธา รูอิซ เด ลา ปราดา ดีไซเนอร์คนดังเพิ่งจะจัดการกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้สำเร็จ หลังจากตัดสินใจขายร้านที่เป็นสตูดิโอของเธอด้วย และโบกมือลาห้องพักหรูแบบดูเพล็กซ์บนถนนกัสเตยานา เธอก็ได้เริ่มต้นบทบาทใหม่ของชีวิต ณ บ้านหลังใหม่ในย่านซาลามังกาของกรุงมาดริด บ้านหลังนี้เป็นอพาร์ตเมนต์ขนาด 372 ตารางเมตร ที่ประกอบไปด้วยห้องรับแขกขนาดใหญ่ ห้องพักผ่อนอีก 3 ห้อง ห้องรับประทานอาหาร
ห้องครัว 3 ห้องนอน และ 3 ห้องน้ำ อันที่จริงแล้วดีไซเนอร์คนดังผู้ครองบรรดาศักดิ์มาร์ควิสหญิงแห่งกัสเตลโดสริอุส รวมถึงบารอนเนสแห่งซานตาเปาผู้นี้ได้ซื้อบ้านหลังนี้มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว ซึ่งเป็นการซื้อไว้ก่อนที่จะประกาศขายห้องชุดเดิมเสียอีก
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านการรีโนเวตและค่อยๆ ทยอยย้ายเข้าอย่างไม่รีบร้อน ในที่สุดอากาธาก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า เธอได้ลงหลักปักฐานอย่างสมบูรณ์ ในสถานที่ที่เธอเรียกว่าเป็นบ้านอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าบ้านหลังนี้ก็เต็มไปด้วยสีสันและงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ตัวเธอเองเลย
นอกจากนี้ เธอยังโชคดีที่บ้านหลังใหม่นี้อยู่ถัดจากร้านแห่งใหม่ของเธอบนถนนบียานูเอบาเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น “ทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่ฉันขายร้านที่ถนนเซร์ราโน ซึ่งฉันเคยมีความสุขมาก ตอนแรกฉันไม่ได้ตั้งใจจะขายและไม่เคยคิดจะทำด้วย แต่เมื่อมีคนเสนอราคาให้…มันเหมือนถูกมัดมือชกนิดหน่อยน่ะค่ะ แต่ก็นั่นแหละ เวลาที่คุณไม่ได้อยากขายของชิ้นนั้น ก็มักจะมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเสมอ” อากาธาเผยความในใจ ขณะนั่งอยู่บนโซฟาสีชมพูบานเย็นตัวใหญ่ในห้องรับแขก พร้อมกับลูบเจ้า‘จิมมี่’ สุนัขพันธุ์คาวาเลียร์ คิง ชาร์ลส์ สแปเนียลของเธอ “มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และหนักหน่วงมาก มีคนเคยบอกว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจคนเรามากที่สุดคือความตาย รองลงมาก็คือการย้ายบ้าน ซึ่งหนักหนายิ่งกว่าการหย่าร้างเสียอีก แม้ว่าฉันจะทยอยย้ายแบบไม่รีบเพราะมีเวลาเหลือเฟือ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากจริงๆ” ดีไซเนอร์คนดังของเรากล่าวเสริมก่อนจะเริ่มเล่าถึงการใช้ชีวิตโสดในปัจจุบัน และรางวัลที่เธอเพิ่งได้รับจากผลงาน มาร์-อา-ลาโก’ (Mar-a-Lago) คฤหาสน์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฟลอริดา
ในที่สุดก็ได้เข้าอยู่เสียที บ้านหลังใหม่ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
“บ้านหลังนี้ถูกคิดมาเพื่อช่วงวัยนี้ของฉันโดยเฉพาะเลยค่ะ ออกแบบมาสำหรับหญิงสูงวัยที่รวยและเป๊ะมาก มันเป็นเหมือนการเตรียมพร้อมก้าวสุดท้ายแล้วละ…เพราะฉันจะไม่ย้ายไปไหนอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่ได้อยากย้ายอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยิ่งพบว่ามันเป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆ และเหนื่อยสายตัวแทบขาด มันหนักหนาสาหัสจริงๆ ค่ะ”
หมายความว่า การย้ายมาที่นี่คือการเริ่มต้นบทใหม่ เพื่อวางรากฐานให้กับอนาคตของคุณใช่มั้ยคะ
“ฉันเปลี่ยนทั้งบ้าน ทั้งสตูดิโอ แล้วก็เวิร์กช็อปใหม่หมดเลยค่ะ…เวลาหย่าร้างกันใหม่ๆ การไม่ขยับเขยื้อนและใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี มันก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเสียที และตอนนี้ ในขณะที่ฉันยังมีแรงพอ ก็เลยตัดสินใจลงมือทำ”
ในกรณีของคุณ นี่เรียกว่าเป็น ‘แผนยกเครื่องใหม่’ แบบยกชุดเลย
“ฉันมันบ้าบิ่นจริงๆ…แต่มันก็แย่มากเลยนะ ฉันเพิ่งมาตระหนักได้ว่าสองปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ความเครียดพุ่งสูงจนแทบคลั่ง หลังจากจัดการเรื่องร้านที่เป็นสตูดิโอด้วยเสร็จ ฉันก็ต้องมาจัดการขายบ้านหลังเก่า ต้องไปทำเรื่องกู้เงิน ต้องเปลี่ยนนั่นนี่ ต้องขนเฟอร์นิเจอร์ไปหุ้มผ้าใหม่… ทุกอย่างมันใช้เงินมหาศาลและยุ่งยากซับซ้อนไปหมด แต่ฉันก็อยู่บ้านหลังเดิมมาตั้ง 30 ปีแล้ว ตัวฉันเองก็เปลี่ยนไปไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว ฉันจึงต้องการที่อยู่ใหม่ เพียงแต่แทนที่จะขายบ้านหลังเก่าให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาซื้อหลังใหม่เหมือนที่คนฉลาดทั่วไปเขาทำกัน ฉันดันไปซื้อบ้านหลังนี้มาก่อน แล้วค่อยมานั่งกระวนกระวายขายหลังเก่าทีหลัง ฉันนี่มันบ๊องจริงๆ ที่ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นลงไป”
แต่คุณก็ยังเก็บห้องดูเพล็กซ์ตรงถนนตรงถนนกัสเตยานาไว้นี่ ถึงจะประกาศขายอยู่นานหลายเดือน สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นให้เช่าแทน
“ช่วงแรกๆ พวกเอเจนซี่อสังหาฯ ก็เข้ามาติดต่อแบบสุภาพนุ่มนวลดีหรอกค่ะ แต่หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นเหมือนเขื่อนแตกเลย โทร.มาหาฉันทุกวันจนถึงขั้นเสียมารยาท สุดท้ายฉันเลยตัดสินใจปล่อยเช่าให้เพื่อนคนหนึ่งไปแทน ช่วงแรกๆ หลังจากที่ฉันย้ายออกมา ฉันแวะไปหาเพื่อนที่บ้านเก่าทุกวันเลยนะ เขาก็ใจดีจัดมื้อเที่ยงมื้อเย็นรับรองฉันพร้อมกับแขกคนอื่นที่เขาแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ…น่าสงสารจริงๆ แถมเขายังทำอาหารได้ยอดเยี่ยมมากและเป็นคนอัธยาศัยดีสุดๆ โชคดีที่ตอนนี้ฉันเริ่มจะทำใจปลีกตัวออกมาได้บ้างแล้ว”
มุมโปรดในบ้านหลังใหม่
กลับมาคุยเรื่องบ้านหลังนี้กันต่อ มุมไหนในบ้านที่เป็นมุมโปรดของคุณ
“ห้องนอนของฉันค่ะ เป็นที่ที่ฉันใช้เวลาอยู่มากที่สุดเลย จากบนเตียงนอนฉันจะมองออกไปเห็นสวนหย่อมที่อยู่ใจกลางอาคารได้ มันเจ๋งสุดๆ ไปเลย อีกที่ที่ฉันชอบมากคือห้องครัวค่ะ ฉันดีใจมากที่ตัดสินใจยกชุดครัวจากบ้านหลังเก่ามาด้วย ถึงแม้ที่นี่พื้นที่จะไม่กว้างเท่าเดิมและต้องปรับเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย แต่มันให้ความรู้สึกดีมากเวลาได้นั่งกินอาหารเช้าหรือนั่งเล่นอยู่ในนั้น ส่วนห้องรับแขกฉันแทบไม่ได้เข้าไปใช้เลยค่ะ เพราะฉันยังไม่ค่อยชินกับบ้านหลังนี้เท่าไหร่”
แต่คุณดูชอบบ้านหลังนี้มากเลยนะ ใครๆ ก็ดูออก
“บ้านหลังนี้คือนิยามของความหรูหราไฮโซระดับพรีเมียม เป็นของดีจริงๆ เลยค่ะ ฉันถึงกับต้องโทร.หาเพื่อนสนิทคนหนึ่ง คือ ปาโบล เมเลนโด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อถามความเห็นเขาว่าระหว่างหลังเก่ากับหลังใหม่นี่หลังไหนดีกว่ากัน พอเขาบอกว่าหลังนี้ ฉันเลยลุยเดินหน้าต่อทันทีค่ะ”
“ตอนนี้เวลาหลานมาหา เธอก็พักอยู่ห้องเดียวกับพ่อเธอนั่นแหละ แม้ว่าจริงๆ แล้วเธอจะวิ่งไปทั่วบ้านเลยก็เถอะ ที่จริงฉันจัดห้องนอนไว้ให้ลูกๆ ทั้งสองคนนะ แต่ลึกๆ ก็แอบรู้สึกว่ามันเกินความจำเป็นไปหน่อย คือฉันก็ชอบให้พวกเขาอยู่ด้วย แต่นี่คือบ้านของฉันค่ะ ฉันคิดว่าโคสิมาก็คงสัมผัสได้…น่าสงสารจริงๆ คือที่บ้านเก่าน่ะ ทริสตันมีตู้เสื้อผ้าตั้ง 14 ตู้ แต่ตอนนี้เหลือแค่ตู้เดียว ส่วนโคสิมาก็เหมือนกัน ตอนนี้เหลือแค่ 2 ตู้เอง ในแง่นี้มันแย่กว่าเดิมสำหรับพวกเขาค่ะ”
มีใครพักอยู่กับคุณที่นี่ไหม อย่างแม่บ้าน
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ ฉันยังไม่ได้แก่ขนาดนั้นนะคะ (หัวเราะ) ฉันยังมีทีมแม่บ้านชุดเดิมจากบ้านหลังเก่ามาคอยดูแลอยู่ค่ะ เพียงแต่พอตกเย็นพวกเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะงานที่นี่ก็น้อยลงกว่าเดิมตั้งเยอะ”
ระหว่างที่เรากำลังถ่ายภาพกันอยู่ มีสองอย่างที่สะดุดตาฉันมากเลย อย่างแรกคือฉันเห็นรูปของคุณลุยส์มี จำนวนมากติดอยู่ทั่วบ้านเลย
“แหม ก็ของทุกอย่างมันยังจัดไม่เรียบร้อยน่ะค่ะ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ลุยส์มีเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็เท่านั้น เขายังไม่เคยมาเห็นบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำไป”
อีกอย่างที่ฉันสะดุดตาคือมุมต้นบอนไซในห้องรับแขกของคุณ
“ฉันเลี้ยงพวกมันมาตั้งแต่ตอนทริสตันเกิดเลยนะคะ…ลองคิดดูสิว่านานแค่ไหน เมื่อก่อนพวกมันอยู่ในเรือนกระจกที่บ้านหลังเก่า ส่วนต้นไม้อื่นๆ ฉันตัดสินใจทิ้งไว้ที่นั่นหมดเลยค่ะ และจะว่าไปแล้ว พวกมันดูดีขึ้นมากเลยตั้งแต่เพื่อนของฉันเช่าบ้านหลังนั้นต่อและช่วยดูแลพวกมันให้ (หัวเราะ)”
การรีโนเวตอพาร์ตเมนต์หลังนี้เป็นอย่างไรบ้าง ใช้เวลานานกว่าที่คิดไหม
“ไม่นานเท่าไหร่ค่ะ เพราะฉันได้ทีมงานที่ยอดเยี่ยมมาก พอฉันตัดสินใจว่าจะขายบ้านหลังเก่า ฉันก็เริ่มลงมือทำที่นี่ทันที โดยการยกเอาทั้งชุดครัว ห้องน้ำโคมไฟ…และของอีกสารพัดอย่างมาจากบ้านหลังเดิมนอกเหนือจากเรื่องนั้น ฉันก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอะไรมากมาย เพราะบ้านหลังนี้ก็มีโครงสร้างและการจัดวางห้องที่ลงตัวดีอยู่แล้ว อีกอย่าง ฉันไม่คิดจะเอาห้องครัวมาตั้งไว้กลางห้องรับแขก หรือทำอะไรบ๊องๆ แบบที่คนสมัยนี้เขาฮิตกันหรอก ปัญหาเดียวที่เจอคือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งมันวุ่นวายสุดๆ…”
เกิดอะไรขึ้น
“เมื่อปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งที่ฝนตกหนักมาก จนน้ำจากระเบียงของเพื่อนบ้านไหลทะลักเข้ามาในบ้านของฉัน…มันเลวร้าย
สุดๆ ผลก็คือเราต้องรื้อทำโน่นนี่ใหม่กันอีกรอบ โชคดีที่ตอนนั้นฉันกำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้านพอดี”
บ้านหลังเก่านั้นใหญ่กว่านี้มาก คุณรู้สึกลำบากไหมในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่บ้านนี้
“ลำบากมากเลยค่ะ เพราะฉันเป็นพวกนักสะสมตัวแม่เลย แทบจะไม่ทิ้งอะไรสักอย่าง พอมาอยู่บ้านหลังที่เล็กกว่าเดิมแบบนี้ ทุกอย่างมันเลยดูวุ่นวายไปหมด แต่ก่อนจะย้ายมาจริงๆ ฉันก็ตัดใจคัดของทิ้งไปบ้างแล้วค่ะ”
แล้วคุณจัดการกับของเหล่านั้นอย่างไร เอาไปขาย ทิ้ง หรือหาที่เก็บไว้
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันเป็นเรื่องของสภาพจิตใจล้วนๆ เลยค่ะ ซึ่งฉันเริ่มเตรียมใจมาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้าแล้ว
อย่างช่วงโควิด ฉันก็นำภาพวาดบางส่วนไปประมูลในนิวยอร์ก จริงๆ ฉันเริ่มรู้จักโลกของการประมูลก็ตอนคบ
กับ (หลุยส์) กัสเซต นี่แหละค่ะ แล้วฉันก็พบว่ามันสนุกสุดๆ เลย หลังจากนั้นฉันก็นำของอย่างอื่นไปขายที่คริสตีส์
ในปารีสต่อซึ่งฉันแฮปปี้มาก ฉันค่อยๆ ทยอยปล่อยของออกไปทีละนิดค่ะ ซึ่งมันเป็นเรื่องดีมากจริงๆ เพราะบ้าน
หลังนี้คงไม่มีที่พอจะยัดของทั้งหมดลงไปได้แน่”
คุณได้ซื้อของอะไรใหม่บ้างไหม
“ไม่เลยค่ะ พอเราอายุมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักปล่อยวางทีละนิดอย่างมีสติ เราจะไปหักดิบทิ้งทุกอย่างรวดเดียวไม่ได้หรอก มันสะเทือนใจเกินไป อีกอย่าง ของบางชิ้นอาจจะมีคุณค่าทางใจสำหรับฉันมาก แต่อาจไม่มีความหมายอะไรเลยกับลูกๆ ก็ได้สุดท้ายแล้วแต่ละคนก็มีเรื่องราวของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าลูกจะต้องมาชอบอะไรเหมือนกับที่แม่ชอบ
“ฉันยังประหม่าเกินไปที่จะเปิดบ้านต้อนรับแขก”
ความรู้สึกตอนเดินเข้าบ้านใหม่วันแรกหลังจากอยู่บ้านเก่ามาตั้ง 30 ปี เป็นยังไงบ้าง
“วันแรกมันเป็นอะไรที่น่าตกใจ สำหรับฉันมากเลยค่ะ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากจริงๆ ตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้ชินเต็มร้อยหรอกค่ะ แถมยังรู้สึกค่อนข้างเขินที่จะเชิญใครมาที่บ้านด้วย เพราะบ้านหลังเก่าของฉันมีสองชั้น ชั้นล่างเอาไว้รับรองแขก ส่วนชั้นบนคือพื้นที่ส่วนตัว”
หมายความว่าคุณรู้สึกเหมือนกำลังเปิดเผยพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไปหรือ
“ใช่ค่ะ และฉันไม่ชอบเท่าไหร่ของใช้ส่วนตัวอย่างพวกหนังสือของฉันก็วางเรียงรายมาตั้งแต่หน้าประตูบ้านเลย ทุกอย่างในบ้านมันดูส่วนตัวไปหมด เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านหลังเก่า ฉันแทบจะจัดเลี้ยงมื้อกลางวันเกือบทุกวัน น้อยมากที่
จะนั่งกินข้าวคนเดียว แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกประหม่าที่จะเชิญใครมา แต่นี่คือสิ่งที่ฉันต้องปรับตัวให้ได้ข้อดีอีกอย่างคือบ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับสตูดิโอของฉันมากค่ะ”
เรียกได้ว่า แค่ก้าวขาออกจากบ้าน ก็ไปถึงร้านใหม่ของคุณแล้ว
“เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านที่กัสเตยานา ฉันก็เดินไปที่ร้านเก่านะคะ ซึ่งมันก็เพลินดี แต่ตอนนั้นฉันจะแวะไปสัก 1 – 2 ครั้งต่อเดือน ส่วนตอนนี้ฉันเดินเข้าร้านใหม่วันละ 2 – 3 รอบได้มั้งคะ ทำเอาลูกน้องทุกคนที่ร้านสติแตกกันไปหมดแล้วค่ะ (หัวเราะ)”
คุณไปดูบ้านมาหลายที่ไหมกว่าจะตัดสินใจเลือกที่นี่
“ใช่ค่ะ ฉันดูจนจำตำแหน่งตึกทุกหลังในมาดริดและราคาได้ขึ้นใจเลยค่ะ แถมช่วงนั้นฉันมีเรื่องเคืองๆ กับลูกๆ นิดหน่อยด้วย ก็เลยคิดในใจว่าฉันจะซื้ออพาร์ตเมนต์ที่เจ๋งสุดๆ ไปเลย แบบไม่สนใจเรื่องเงินด้วย เอาให้ลูกๆ อึ้งจนพูดไม่ออกไปเลย”
หมายความว่าคุณอยากหาความสุขจากเงินของตัวเองแทนที่จะคิดเรื่องลูกๆ ใช่ไหม
“ใช่ค่ะ ฉันอยากหาความสุขให้ตัวเองและทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ จบนะ ตอนนั้นฉันไปเจออพาร์ตเมนต์หลังหนึ่งที่มันน่าเหลือเชื่อมาก แต่ก็แพงหูฉี่แพงแบบสุดๆ…เชื่อไหมว่าฉันพร้อมจะยอมแลกแม้กระทั่งเท้าข้างหนึ่งเพื่อให้ได้มันมาเลยล่ะ แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่มีคนอาร์เจนตินาคนหนึ่งชิงตัดหน้าซื้อไปก่อน ฉันรู้สึกขอบคุณเขาจากหัวใจค่ะ”
เสียมารยาทไหมคะ หากจะถามว่าอพาร์ตเมนต์หลังนี้ราคาเท่าไหร่
“ก็นิดนึงค่ะ แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ฉันซื้อและตกลงจ่ายเงินไปทั้งที่ยังไม่เคยเห็นข้างในเลยค่ะ คือฉันเคยเห็นห้องชั้นบนและเกือบจะซื้อไปแล้ว แต่ห้องนี้ไม่เคยเห็นเลย ฉันรู้แค่ว่าหน้าบ้านหันไปถนนฝั่งไหน หลังบ้านหันไปทางไหน…แต่ฉันก็ตกลงจ่ายเงินไปเลย จนวันที่โคสิมาเข้ามาดูบ้านหลังนี้ เธอยังบอกเลยว่ามันน่าอัศจรรย์ใจสุดๆ”
อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้คุณตัดสินใจว่า ‘ฉันจะเอาหลังนี้แหละ’
“ทำเลค่ะ ทุกอย่างที่ฉันต้องการอยู่ใกล้หมดเลย ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อนแล้วคุณมาชวนฉันมาอยู่ย่านซาลามังกา ฉันคงตอบกลับไปว่า ‘จะบ้าเหรอ! ย่านนั้นมีแต่พวกหัวโบราณคร่ำครึ!’ แต่ตอนนี้ย่านนี้เปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ชาวละตินอเมริกาย้ายเข้ามา ซึ่งฉันว่ามันวิเศษมาก เพราะพวกเขาทำให้ที่นี่ไม่ได้มีแต่คนแก่ ย่านนี้ไม่ได้เป็นย่านที่น่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลายเป็นย่านที่มีสีสัน มีชีวิตชีวา มีคาเฟ่น่ารักๆ ร้านอาหารดีๆ และร้านรวงเต็มไปหมด…เต็มไปด้วยความสุข แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจย้าย ก็คือเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่อย่าง ‘คนที่ไม่อยากพูดชื่อ’ พ่อของลูก ดันไปซื้ออพาร์ตเมนต์อยู่ห่างจากบ้านเก่าของฉันถัดไปแค่สองตึก คิดดูสิคะว่ามาดริดใหญ่ขนาดนี้ แต่เขากลับเลือกมาอยู่ข้างบ้านกันเลยเนี่ยนะ…”
มีอะไรที่ทำให้คุณคิดถึงบ้านหลังเก่าบ้างไหม
“คิดถึงตัวบ้านหลังนั้นค่ะ มันมีความเป็นโรงละครมาก ส่วนหลังนี้ก็มีความเป็นส่วนตัวมาก แต่ฉันก็ได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า นอกจากการออกแบบเสื้อผ้าแล้ว เรายังต้องรู้จักออกแบบชีวิตตัวเองด้วย และบ้านก็คือองค์ประกอบที่สำคัญมาก ตอนนี้ฉันต้องการพื้นที่สำหรับตัวเองคนเดียวแบบเอาตัวเองเป็นที่ตั้งสุดๆ”
ปาร์ตี้ที่บ้านของทรัมป์
เล่าให้เราฟังหน่อยว่าที่ มาร์-อา-ลาโก ซึ่งคุณเพิ่งได้รางวัลมา เป็นยังไงบ้าง
“สนุกสุดเหวี่ยงเลยค่ะเป็นหนึ่งในทริปที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย ตอนแรกฉันกังวลว่ามันจะกลายเป็นเรื่องการเมืองจ๋ารึเปล่า แต่เดชะบุญที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานเลี้ยงของชาวละตินที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นที่นั่น มันเลยยอดเยี่ยมสดุๆ เลย เราเริ่มนัดกันตั้งแต่ 4 โมงเย็น เต้นกันยาวๆ จนโดนไล่กลับตอน 5 ทุ่มครึ่งน่ะค่ะ…คิดดูเอาละกัน”
คุณได้รับรางวัลไอคอนแฟชั่นแห่งโลกฮิสแปนิกเลยนะ ไม่ธรรมดาเลย
“จริงๆ ทางผู้จัดงานขอให้ฉันช่วยโทร.หาเพื่อนรัก แคโรลิน่า เฮอร์เรรา เพื่อเชิญเธอมารับรางวัลนี้ค่ะ ซึ่งฉันก็ยินดีมาก เพราะเธอเป็นคนที่น่ารักและนิสัยดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฉันรู้จักเลย แต่แคโรลิน่าไม่ค่อยอยากจะออกงานสังคมแล้ว เลยขอไม่รับรางวัลค่ะ”
แล้วรางวัลก็เลยตกเป็นของคุณแทนหรือ
“ใช่ค่ะ แต่อันที่จริงก็มีดีไซเนอร์น้อยคนมากที่จะเดินทางไปทั่วละตินอเมริกาบ่อยเท่าฉัน ฉันอาจจะเป็นคนเดียวเลยก็ได้ เพราะที่นั่นคนรู้จักฉันเยอะมาก ทั้งในเม็กซิโก โคลอมเบีย อาร์เจนตินา ชิลี…ฉันเดินทางไปแถบนั้นตลอดเลยค่ะ”
สรุปคือคุณโทร.หาแคโรลิน่าเพื่อจะมอบรางวัลให้เธอ แต่สุดท้ายคุณกลับเป็นคนได้รางวัลมาครองเอง ก็ไม่เลวเลยนะ
“คือถ้าเธอยอมรับรางวัล ฉันก็คงจะเป็นคนขึ้นไปมอบให้เองกับมือค่ะ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่แคโรลิน่าบอกฉันว่าไม่เอาแล้วจริงๆ ค่ะ”
ข้างใน มาร์-อา-ลาโก เป็นยังไงบ้าง
“น่าประทับใจมากค่ะ ตอนแรกฉันแอบคิดว่ามันจะดูไม่ค่อยมีรสนิยมรึเปล่า แต่กลายเป็นว่าตรงกันข้ามเลยค่ะ ทุกอย่างดู
สวยและสง่างามมาก…เหมือนหลุดออกมาจากยุครุ่งเรืองของสหรัฐอเมริกาเลยละค่ะ”
แบบในเรื่อง The Great Gatsby เหรอ
“ใช่ค่ะ เพดานที่สูงมาก และตกแต่งด้วยของเก่าสีทองที่มีอายุร่วมร้อยปีแต่ยังดูสวยสุดๆ…เป็นความเพลิดเพลินเจริญตาที่สุดเลยค่ะ”
คุณไม่ได้เจอกับโดนัลด์ ทรัมป์ หรือเมลาเนียใช่ไหม
“ตอนแรกก็เหมือนพวกเขาจะมานะคะแต่ก็ตามสไตล์คนระดับนี้แหละค่ะ…ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้มา ซึ่งฉันสารภาพตามตรงเลยนะว่าฉันดีใจค่ะ เพราะการไปพัวพันกับเขามันไม่เป็นผลดีต่อเสื้อผ้าหรือธุรกิจของฉันเลย แม้แต่มิเลย์ (ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของฉันก็ไม่ได้มา ซึ่งก็ดีแล้วค่ะ เพราะไม่อย่างนั้น ทุกอย่างจะดูเป็นการเมืองเกินไป อีกอย่างพอไม่มีคนดังระดับนั้นอยู่ ฉันเลยกลายเป็นจุดสนใจและได้รับการต้อนรับที่ดีมาก ถ้าคนพวกนั้นมา ฉันอาจจะโดนเบียดกระเด็นออกไปจนไม่มีใครแวะมาทักทายเลยก็ได้ค่ะ”
ในวัย 65 ปี คุณดูมีควาสุขมากจริงๆ
“มันคือปาฏิหาริย์ค่ะ เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ฉันมีโปรเจกต์ที่ดีงามเยอะแยะไปหมด แค่ในช่วง 2 ปีหลังมานี้ ฉันทำมาหมดทั้งช็อกโกแลต เครื่องเทศ คาเวียร์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รถเข็นช็อปปิ้งไวน์…และยังมีอีกหลายอย่างที่กำลังจะตามมา ซึ่งมันสำคัญมากๆ มันคือปาฏิหาริย์จริงๆ ไม่รู้จะขออะไรมากไปกว่านี้แล้วค่ะ”