โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 10.00 น.

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

ด้านเศรษฐกิจ

  • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

  • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

ด้านการค้า

รัฐบาลวางนโยบาย "เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า" โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ "ทีมประเทศไทย" บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ด้านการเกษตร

รัฐบาลประกาศนโยบาย "เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม" สู่ "เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน" โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก"

ด้านการท่องเที่ยว

รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น "จุดหมายการเดินทาง 365 วัน" (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ "Beyond Thailand" มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

  • ความมั่นคงชายแดน

รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

  • ความมั่นคงภายใน

รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

ด้านสังคม

  • การศึกษา

รัฐบาลประกาศนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา" โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

  • สาธารณสุข

รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ "รักษาทุกที่ได้ทันที" โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

  • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

รัฐบาลประกาศนโยบาย "ราชการทันใจ" มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" แทน "ผู้ควบคุม" ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ "บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)" แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ "ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย" พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก "พูดแล้วทำ" เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...