โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TDRI จี้รัฐเลิก "อุ้มถ้วนหน้า" ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานก่อนคลังล่มสลาย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ไม่เพียงแต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่กำลังเปลือยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยอย่างสิ้นเชิง เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานจนส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซลในประเทศทะลุหลัก 50.54 บาทต่อลิตร ท่ามกลางภาวะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบสะสมกว่า 5 หมื่นล้านบาท

บทวิเคราะห์ล่าสุดจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์, ดร.สุเมธ องกิตติกุล และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ระบุชัดเจนว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องหยุดการแก้ปัญหาแบบ "เชิงรับ" ด้วยการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาปฏิรูปโครงสร้างใน 2 ระยะสำคัญ

ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก

ทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” (Targeted Support) โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มียอดติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569) จากการแบกรับภาระราคาน้ำมันดีเซล

รัฐบาลควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนปรับตัว พร้อมกับออกมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่งสาธารณะ และเกษตรกรรายย่อยอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการ ควบคุมค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อนำผลประโยชน์ส่วนเกินมาเสริมฐานะกองทุนน้ำมัน และสร้างความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยต้นทุนและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ

ปฏิรูปภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคขนส่งเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยทีดีอาร์ไอเสนอมาตรการเชิงรุก อาทิ:

  • มาตรการขนส่งสาธารณะ "คนละครึ่ง": เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยเหลือผู้ประกอบการตามราคาน้ำมัน
  • การแก้ปัญหาคอขวดระบบราง: เร่งจัดหาหัวรถจักรและแคร่สินค้าใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมานาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งที่ใช้พลังงานต่ำ
  • อุดหนุนน้ำมันรถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS: เพื่อจูงใจให้รถนอกระบบเข้าสู่ระบบและลดภาระต้นทุนขนส่ง
  • การส่งเสริม Work from Home: ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการเพิ่มวันทำงานที่บ้านเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานของประเทศได้ถึง 1%

ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

ปรับโครงสร้างตลาดและประสิทธิภาพพลังงาน ในระยะ 1-5 ปี ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง ผ่านการเปิดเสรีให้เอกชนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้โดยตรง (Third Party Access) และปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด พร้อมทั้งนำนโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel) มาใช้เป็นข้อบังคับในอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารเดิม

นอกจากนี้ การสร้าง คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และการเจรจาแหล่งพลังงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงท่ามกลางความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ภาคขนส่งต้องมุ่งสู่มาตรฐาน Euro 5-6 และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อความยั่งยืน

รัฐบาลจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะปฏิรูปโครงสร้างเพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว แม้อาจจะขัดกับผลประโยชน์ของบางกลุ่มก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...