โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบตำรวจเก๊ คาถนนพระราม 2 ชักปืนข่มขู่ เพื่อนร่วมทาง พบประวัติเพียบ

สวพ.FM91

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 04.46 น.

วันนี้ (23 มี.ค. 69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นายประกายเพ็ชร อายุ 51 ปี และนายอุทัย อายุ 43 ปี
โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน
1.ผู้ต้องหาที่ 1 มีและใช้เอกสารราชการปลอม สวมทะเบียนรถ และบัตรข้าราชการตำรวจปลอม
2.ผู้ต้องหาที่ 1 และ ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม และ มีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน (โดรน)
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงมหาชัย ถนนพระราม 2
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ (19 มี.ค. 69) เวลาประมาณ 13.30 น. ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ได้รับการประสานงานผ่านศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรสมุทรสงคราม ให้ตำรวจทางหลวงช่วยสกัดจับ รถตู้ สีขาว กรณีรับแจ้งจากประชาชนพบผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่เพื่อนร่วมทาง ขณะขับรถอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย บริเวณด่านชั่งพระราม 2 กิโลเมตร ที่ 53 ขาเข้ากรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังสังเกตการณ์บริเวณหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงมหาชัยและหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงบางโทรัดซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนพระราม 2
จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น. รถตรวจการณ์พบรถเป้าหมายและทำการเรียกตรวจค้น พบนายประกายเพ็ชร ทราบชื่อภายหลัง ได้แสดงบัตรข้าราชการตำรวจระบุชื่อ ร้อยตำรวจตรี สมบูรณ์ รุ่งโรจน์ ตำแหน่งรองสารวัตร กองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมอ้างว่าตนเป็นบุคคลตามบัตรดังกล่าว เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
แต่เมื่อตำรวจทางหลวงตรวจสอบในระบบ พบว่าเป็น "บัตรปลอม" จึงทำการจับกุมตัวพร้อมผู้ต้องหาที่โดยสารมาด้วยอีกหนึ่งคนคือ นายอุทัย โดยนำรถและผู้ต้องหาทั้งสองไปตรวจสอบที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงมหาชัย
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ภายในรถตู้คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบพบอาวุธปืน สีดำ (ปืนผิดมือ) ขนาด 9 มม. พร้อมแม๊กกาซีนบรรจุกระสุนพร้อมใช้ จำนวน 10 นัด และกระสุนจำนวน 15 นัดเก็บอยู่ในถุงซิปเปิดปิดได้ และพบปืนแบลงค์กัน สีขาว ขนาด 3 มม. บรรจุกระสุนพร้อมใช้จำนวน 2 นัด อีก 1 กระบอก
จากการตรวจสอบป้ายทะเบียนรถ พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าว เป็นป้ายทะเบียนปลอม ถูกสั่งทำขึ้นมาเพื่อสวมแทนทะเบียนจริงซึ่งไม่เป็นไปตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ตรวจสอบชื่อผู้ครอบครองตามหมายเลขทะเบียนเป็นของบริษัทแห่งหนึ่ง
โดยนายประกายเพ็ชร ให้การว่าตนได้สั่งทำผ่านคนรู้จักชื่อ นายกุน อยู่บ้านแถวย่านบางใหญ่ และนัดรับแถวรามคำแหง ในราคาคู่ละ 4,000 บาท และยังพบ แผ่นป้ายทะเบียน ซุกอยู่หลังเบาะรถ ตรวจสอบแล้วป้ายทะเบียนหมายเป็นป้ายจริงที่ข้อมูลตรงกับรถที่ใช้ก่อเหตุ
ส่วนป้ายทะเบียนหมายเลขอื่น ๆ ตรวจสอบแล้ว ชื่อผู้ครอบครองเป็นของนายประกายเพ็ชร ซึ่งเป็นป้ายรถที่ถูกระงับการใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการเตรียมความพร้อมที่จะทำการสับเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อหลบเลี่ยงการติดตามอยู่ตลอด จนอาจนำไปสู่การก่อเหตุสวมรอยเป็นตำรวจเพื่อแอบอ้างในการกระทำความผิด
นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์สวมรอยเจ้าหน้าที่เต็มรูปแบบ อุปกรณ์สอดแนมโดรน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และวิทยุสื่อสารแบบใส่ซิมมากถึง 8 เครื่อง และยังพบเสื้อเกราะกันกระสุนสีดำ สัญลักษณ์ตำรวจท่องเที่ยว, เสื้อคลุมสีน้ำเงินหน่วยงาน สอท.2 (ตำรวจไซเบอร์), เสื้อกั๊กสีน้ำเงินติดสัญลักษณ์ สืบสวน ตำรวจท่องเที่ยว, ป้ายแขวนคอมีตัวหนังสือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ยาไอซ์ 1 ถุงเล็ก ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลอาชญากรรม พบว่านายประกายเพ็ชร มีประวัติทั้งคดีกรรโชกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสารราชการ อ้างตัวเป็นตำรวจกองปราบ ข่มขู่นักธุรกิจชาวจีนว่าจะเข้ามาตรวจสอบการทำงานของสถานประกอบการที่สัตหีบ หากไม่อยากถูกตรวจสอบหรือถูกจับกุม ให้โอนเงินจำนวน 20,000 บาทมาให้ เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี แต่ผู้เสียหายไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อวางแผนตลบหลัง
โดยมีการนัดหมายส่งมอบเงินสด ณ จุดนัดพบ เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายประกายเพ็ชรได้ขับรถตู้สีขาว (สวมทะเบียน) มายังจุดนัดพบ พร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและโชว์ตราสัญลักษณ์ ตำรวจกองปราบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ทันทีที่ผู้เสียหายยื่นซองบรรจุเงินจำนวน 20,000 บาทให้ นายประกายเพ็ชรก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มรออยู่แสดงตัวเข้าจับกุมทันที อีกทั้ง นายอุทัย มีประวัติคดีพกพาอาวุธมีด โดยไม่มีเหตุอันควร และคดียาเสพติดหลายคดี ซึ่งพฤติการณ์ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ามีการจัดตั้งขบวนการเพื่อแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในการกระทำความผิดอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
แม้ว่าผู้ต้องหาจะเคยถูกดำเนินคดีจนถูกสั่งลงโทษจำคุกมาแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...