'พงศ์ศรัณย์' เมื่อโลกไฟลุก… ทำอย่างไรให้คนเก่งไม่แค่ 'ผ่าน' แต่ 'อยู่' ในไทย เพราะวันนี้คนเก่งคือแรงดึงดูดที่ทรงพลังที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (23 มีนาคม 2569) ว่า เมื่อโลกไฟลุก… ไทยดึงดูด "มันสมอง" ได้จริงไหม?
ตอนที่แล้วเราคุยกันว่าไทยมี "ต้นทุน" ความน่าอยู่ที่ดีมาก แต่ยังมีจุดที่ทำให้คนเดินผ่าน วันนี้มาคุยเรื่องที่สำคัญกว่า — ทำอย่างไรให้คนเก่งไม่แค่ "ผ่าน" แต่ "อยู่"
Tim Cook เคยพูดเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก ตอนถูกถามว่าทำไม Apple ผลิต iPhone ในจีน คนส่วนใหญ่คิดว่าเพราะค่าแรงถูก Cook บอกว่าไม่ใช่ "จีนเลิกเป็นประเทศค่าแรงถูกไปนานแล้ว" เหตุผลจริงคือ "คนเก่ง" จีนมีวิศวกรมากจนเติมสนามฟุตบอลได้หลายสนาม ในขณะที่อเมริกาจัดประชุมวิศวกรแบบเดียวกัน ไม่แน่ใจว่าจะเติมได้แม้แต่ห้องเดียว
นี่คือบทเรียนสำคัญ —เราไม่ได้ดึงดูด "ทุน" เพื่อให้ได้ "คน" แต่ต้องปักหมุด "คน" เพื่อให้ได้ "ทุน" เพราะวันนี้คนเก่งคือแรงดึงดูดที่ทรงพลังที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
Hollywood กับ Silicon Valley ดึงคนเก่งมาอยู่รวมกัน แล้วทั้ง ecosystem งอกตาม สตูดิโอ สตาร์ทอัพ ร้านอาหาร อสังหาฯ หรือกรณีบ้านเราลองดูบุรีรัมย์ครับ สร้างสโมสรให้ยิ่งใหญ่ ดึงนักเตะเก่งเข้ามา แล้วโรงแรม ท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องตามมาทั้งจังหวัด หลักการเดียวกัน สเกลต่างกัน — เมื่อ "ผึ้งนางพญา" มาอยู่ ผึ้งงานย่อมตามมาเสมอ
คนที่เห็นเรื่องนี้ชัดที่สุดและเริ่มวางรากฐานไว้ คือ อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน
ท่านพูดบนเวทีระดับโลกตั้งแต่ MIPIM ที่คานส์ WEF ที่ดาวอส และประกาศเป็นนโยบายหลักบนเวที Ignite Thailand ว่าไทยต้องเป็น "Home for All" ไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องดึง Knowledge Transfer ต้องเปลี่ยนไทยจาก "สมองไหลออก" เป็น "สมองไหลเข้า"
ไทยจึงมี DTV (Destination Thailand Visa) ที่เปิดให้ Digital Nomad อยู่ไทยได้ถูกกฎหมาย LTR Visa ฉบับปรับปรุงที่ลดขั้นตอนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ การไปพบ Tim Cook ด้วยตัวเองที่ San Francisco จน Apple เขียนจดหมายถึงรัฐบาลไทยว่าพร้อมขยาย ecosystem สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่ทำให้ไทยเริ่มอยู่บนเรดาร์ของ Talent ระดับโลก
แต่คำถามคือ รากฐานนี้จะถูกต่อยอดหรือถูกปล่อยทิ้ง?
ผมเคยศึกษาเรื่อง Talent Attraction Policy และได้สัมภาษณ์ภาคเอกชนหลายราย สิ่งที่พบคือไทยไม่ได้แพ้เพราะ "ของไม่ดี" แต่แพ้เพราะ "ประตูยังแคบเกินไป"
บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ของไทยจะตั้ง Data Analytics Center ในกรุงเทพฯ ต้องการคนพันกว่าตำแหน่ง หาในไทยไม่พอ จะจ้างต่างชาติก็ติดกฎระเบียบ สุดท้ายย้ายไปตั้งที่สิงคโปร์ แพลตฟอร์มระดับภูมิภาคจะลงทุนในไทย พิจารณาแล้วเลือกสิงคโปร์ เพราะเสถียรภาพ คนเก่ง วีซ่าของ่ายกว่าบ้านเรา
แม้แต่แพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันทั้งประเทศ ยังเลือกวาง "สมอง" ไว้ที่สิงคโปร์ เหลือแค่ทีมขายเล็กๆ ไว้ในไทย Tech firms ระดับโลกหลายรายก็ทำแบบเดียวกัน เปิดออฟฟิศในกรุงเทพฯ เพื่อขาย แต่คิดและสร้างที่อื่น
เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพราะไทยไม่ดี แต่เพราะคู่แข่งเปิดประตูได้เร็วกว่าและกว้างกว่า
ไทยมีของดีครบ สาธารณสุขติด Top 10 โลก โรงเรียนนานาชาติเกือบ 200 แห่ง ค่าครองชีพถูก อาหารดี คนเป็นมิตร ที่ตั้งปลอดภัยจากสงคราม แต่ "มีของดี" กับ "เปิดให้คนเข้าถึงได้" เป็นคนละเรื่อง
สิ่งที่ต้องทำต่อจากรากฐานที่รัฐบาลเพื่อไทยเริ่มไว้:
ลดขั้นตอนวีซ่าให้เร็วเท่าคู่แข่ง — DTV กับ LTR เป็นก้าวที่ดี แต่ต้องเร็วขึ้นและง่ายขึ้นอีก สิงคโปร์ออก Employment Pass ได้ในไม่กี่วัน ไทยยังต้องวิ่งเอกสารข้ามหลายหน่วยงาน
ปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย — กฎ 4:1 เหมาะกับโรงงาน ไม่เหมาะกับบริษัท tech ที่ต้องการ "สมอง" มากกว่า "แขน"
รักษาความต่อเนื่องของนโยบาย — ข้อนี้สำคัญที่สุด นักลงทุนกลัวประเทศที่คาดเดาไม่ได้ สิ่งที่เริ่มไว้ต้องถูกต่อยอด ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล
กลับมาที่ Tim Cook วันที่เขาเลือกจีนเพราะ "คนเก่ง" โลกยังไม่มีสงครามในตะวันออกกลาง ยังไม่มี geopolitics รุนแรงขนาดนี้ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยน บริษัทระดับโลกต้องกระจายความเสี่ยง หาฐานใหม่ที่ปลอดภัย เป็นกลาง มีคนเก่ง
ถ้าไทยดึงคนเก่งเข้ามาได้ การลงทุนจะตามมาเอง เหมือนที่เกิดในจีน ใน Silicon Valley ในบุรีรัมย์ แต่ถ้าประตูยังแคบ สมองก็จะไหลไปที่เดิม โอกาสแบบนี้มีหน้าต่างเวลาจำกัด ใครเปิดประตูก่อน คนนั้นชนะ