โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เดือด! ชูวิทย์ พูดตรงๆ ถึงรัฐบาล ปมราคาน้ำมัน งานนี้มีสะดุ้ง

มุมข่าว

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Neen
วันที่ 30 มีนาคม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หลังหายหน้าจากสื่อไปนานกว่า 2 เดือน โดยกล่าวถึงสถานการณ์สำคัญของประเทศในขณะนี้คือเรื่องน้ำมัน โดยระบุว่าสภาวะสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

วันที่ 30 มีนาคม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หลังหายหน้าจากสื่อไปนานกว่า 2 เดือน โดยกล่าวถึงสถานการณ์สำคัญของประเทศในขณะนี้คือเรื่องน้ำมัน โดยระบุว่าสภาวะสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นายกฯ หนู ออกมาขอโทษว่าประเมินสถานการณ์ผิด คาดว่าสงครามจะจบเร็ว จึงตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ทำให้ต้องปล่อยราคาลอยตัวขึ้นทันทีถึง 6 บาท และเมื่อราคาปรับขึ้น กลับพบว่าน้ำมันในปั๊มมีเพียงพอทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประชาชนต้องต่อคิวยาวและเจอป้ายว่าน้ำมันหมด

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนว่า อาจมีการกักตุนน้ำมันและทำกำไรจากส่วนต่างบนความเดือดร้อนของประชาชน แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นจากผลของสงครามซึ่งประชาชนเข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ประเทศไทยมีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง และมีการนำเข้าน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 3 เดือนตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่มีสงคราม

นั่นหมายความว่า ในปัจจุบันยังคงมีน้ำมันดิบเพียงพอต่อความต้องการของประเทศในต้นทุนเดิม แต่กลับนำราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่ปรับตัวตามภาวะสงครามมาใช้เป็นฐานในการขึ้นราคาภายในประเทศ

นายชูวิทย์ระบุว่า รัฐบาลควรชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง มากกว่าต้นทุนที่ไม่ชัดเจน เพราะโดยหลักแล้วผู้ค้าทุกรายสามารถอธิบายต้นทุนสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไปอย่างลูกชิ้นหรือแม้แต่น้ำมัน แต่กลับพบว่าน้ำมันเป็นเรื่องที่ยากต่อการอธิบายและไม่ค่อยมีการเปิดเผยต้นทุนอย่างตรงไปตรงมา

หากรัฐบาลไม่สามารถอธิบายต้นทุนได้ ก็อาจเข้าข่ายการค้าที่ผิดปกติ มีลักษณะคล้ายถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่แสวงหากำไรเกินควรจากความเดือดร้อนของประชาชน โดยใช้ราคาน้ำมันในช่วงสงครามเป็นฐาน ทั้งที่ต้นทุนที่แท้จริงเป็นราคาก่อนเกิดสถานการณ์ดังกล่าว

จึงมองว่าเป็นการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เปรียบเสมือนการซื้อของในราคาถูกแล้วนำไปขายในช่วงที่ราคาสูงเพื่อทำกำไร ทั้งที่สถานการณ์นี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่โอกาสในการเก็งกำไร

ส่วนต่างของต้นทุนระหว่างช่วงก่อนและหลังสงคราม จึงกลายเป็นกำไรมหาศาลที่ควรถูกตั้งคำถามว่าเข้าสู่มือของใคร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการชี้แจงอย่างชัดเจน และหากสามารถกดดันให้กลุ่มทุนคืนกำไรส่วนเกินให้ประชาชนได้ นายกฯ หนู ควรดำเนินการ

นอกจากนี้ยังมองว่า หากรัฐบาลเลือกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนจะเข้าใจและอาจได้รับคำชื่นชมมากกว่าคำตำหนิ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการให้คุณพิพัฒน์ออกมารับฟังความคิดเห็นแทน ว่าอาจไม่เหมาะสม แม้จะเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านน้ำมัน รวมถึงเป็นนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน

ช่วงท้าย นายชูวิทย์กล่าวว่า แม้การเลือกระหว่างกลุ่มทุนกับประชาชนจะเป็นเรื่องยากสำหรับนักการเมือง แต่ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤต ควรเลือกยืนข้างประชาชนเป็นหลัก เพราะเสียงของประชาชนเป็นผู้ผลักดันให้พรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้ประชาชนต้องรู้สึกว่าเลือกผิด เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาล หากการบริหารล้มเหลว ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งถือเป็นสงครามของคนไทยที่ทุกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในแต่ละวัน

เรียบเรียงโดย มุมข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...