น้ำเงินดับเครื่องชน… ดัน 'แลนด์บริดจ์' เมกะโปรเจ็กต์เสียงต้านรอบทิศ!
เมื่อถึงวันที่รัฐบาลค่ายน้ำเงินภูมิใจไทยกลับมามีอำนาจเต็มรูปแบบอีกครั้ง…
โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ก็ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในฐานะเมกะโปรเจ็กต์แห่งชาติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่ได้ถูกพูดถึงอยู่พักใหญ่ จนนึกว่าพับโครงการไปแล้ว
โปรเจ็กต์ยักษ์ภาคใต้ที่เคยถูกผลักดันมาแล้วหลายยุคหลายรัฐบาล กำลังถูกปัดฝุ่นขึ้นใหม่ ในจังหวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง-สหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลให้การส่งออกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนยังลังเล
แต่รัฐบาลนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กลับมองเห็นถึงโอกาสทองที่ประเทศไทยจะต้องคว้าช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างความหวังทางเศรษฐกิจรอบใหม่ และหวังลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา
เพื่อยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
สัญญาณชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทินประกาศ ‘ไฟเขียว’ เมกะโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” กลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งเดินหน้าเต็มสูบ โดยมอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปทบทวนความเป็นไปได้จากผลการศึกษาที่มีอยู่เดิม และปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ประกอบกับ ชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสิงคโปร์ ระบุว่า ฝ่ายสิงคโปร์ให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค และหากมีความชัดเจนและสามารถผลักดันได้ ก็จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ รวมถึงชาติอื่นๆ มาร่วมพัฒนาโครงการนี้
ทำให้แลนด์บริดจ์ยุค ‘นายกฯ หนู’ แลดูกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และอาจมีความหวังยิ่งกว่าเดิม
แต่ถึงแม้รัฐบาลอนุทินจะมีความแน่วแน่ในการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์นี้ให้สำเร็จภายในรัฐบาลน้ำเงินให้ได้ แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เพราะแค่ในรัฐบาลเองก็ใช่ว่าจะราบรื่นและอาจส่อแววเห็นไม่ตรงกัน เมื่อล่าสุดเมื่อ ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการสร้าง “แลนด์บริดจ์” ว่าจะต้องดูมิติสิ่งแวดล้อมด้วย ย้ำต้องพิจารณาหลายด้านทั้งภูมิรัฐศาสตร์โลก สิ่งแวดล้อม คนในพื้นที่ รวมถึงความคุ้มค่า
แม้พิพัฒน์จะบอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่อยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และขอเลือกที่จะไปคุยกันเองภายในดีกว่า แต่อดไม่ได้ที่จะขอแซวแรงสักนิดชวนขนลุกเล็กๆ ว่า “เขาก็ตั้งธงในฐานะที่เขาเคยอยู่ดูแลกระทรวงทรัพย์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เขาลืมไปว่าตอนนี้เขาอยู่อุตสาหกรรม”
หรืออาจสะท้อนให้เห็นว่า แลนด์บริดจ์รอบนี้ไม่ได้สู้แค่กับเสียงต้านของฝ่ายค้าน แต่ยังต้องสู้กันเองในพรรคที่มองเมกะโปรเจ็กต์นี้ด้วยสายตาที่ต่างกัน
ขณะที่แรงต้านจากภาคประชาชนภาคใต้เริ่มก่อตัวชัดเจน สะท้อนว่า เมกะโปรเจ็กต์ระดับชาติอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่ฝ่ายนโยบายคาดหวัง
เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะร่วมกับเครือข่ายประชาชนภาคใต้ ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยให้เหตุผลว่า การพัฒนาขนาดใหญ่เช่นนี้อาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากร ที่ดินทำกิน และวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว
สาระสำคัญของข้อกังวลอยู่ที่ขนาดของโครงการ ซึ่งไม่ได้มีเพียงท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง แต่รวมถึงระบบราง มอเตอร์เวย์ และนิคมอุตสาหกรรม ใช้พื้นที่รวมกว่า 100,000 ไร่ ครอบคลุมแนวเส้นทางยาวกว่า 90 กิโลเมตร เชื่อมจังหวัดระนองถึงชุมพร
นั่นหมายความว่า หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแนวท่าเรือ แต่ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนจำนวนมาก
ภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดัน แต่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของบางส่วนยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในอดีตอาจยังไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงเกิดคำถามสำคัญว่า รัฐกำลังเร่งโครงการนำหน้าความพร้อมหรือไม่
อีกประเด็นที่สร้างความระแวงคือ ร่างกฎหมาย SEC ซึ่งถูกมองว่าอาจเปิดทางให้ต่างชาติถือครองหรือใช้ประโยชน์ที่ดินระยะยาว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุนจำนวนมาก จนเกิดคำถามเรื่องอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรของประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนและนักวิชาการต่างมองโครงการนี้ทั้งด้านบวกและด้านเสี่ยง
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เห็นว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หากจะเดินหน้าจริง รัฐต้องตอบเรื่องความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ให้ได้ เพราะโครงการระดับนี้ต้องใช้เงินมหาศาล และแข่งขันกับเส้นทางขนส่งเดิมที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว พร้อมเตือนว่า หากใช้รูปแบบร่วมลงทุนกับเอกชน สัญญาต้องรัดกุม มีกรอบเวลาและบทลงโทษชัดเจน หากผู้รับสัมปทานทำไม่สำเร็จ รัฐต้องมีอำนาจยึดคืน ป้องกันไม่ให้กลายเป็นโครงการค้างคาแบบที่ไทยเคยเผชิญมาแล้วหลายครั้ง
ด้านสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มองว่า แลนด์บริดจ์มีศักยภาพยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ลดระยะเวลาขนส่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ หนี้สาธารณะ และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องบริหารอย่างระมัดระวัง
ขณะที่ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ สนับสนุนโครงการ โดยเห็นว่า ไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ได้เปรียบ หากพัฒนาอย่างถูกทิศทาง ประเทศไทยอาจไม่ใช่เพียง “ทางผ่าน” แต่กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค
ท้ายสุดจะเกิดหรือไม่ รอลุ้น!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำเงินดับเครื่องชน… ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์เสียงต้านรอบทิศ!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly