โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดหน้าออนไลน์: ขั้นบันไดดิน กำแพงต้านภัยพิบัติ ความมั่นคง ที่พาคนกลับบ้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 พ.ค. เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 07.55 น.

ปิดหน้าออนไลน์:ขั้นบันไดดิน กำแพงต้านภัยพิบัติ ความมั่นคง ที่พาคนกลับบ้าน

ในวัยยี่สิบกว่า หลังเรียนจบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เจตกรวี จิรารัชพงศ์ บัณฑิตหนุ่มไฟแรง ผู้มีสายเลือด ลาหู่ จาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้เข้าทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายดูแลเครื่องจักร บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

เจตกรวี จิรารัชพงศ์

แม้ว่าหน้าที่การงาน สามารถสร้างรายได้ให้เขาจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน เรียกได้ว่า เหลือกินเหลือใช้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็หาใช่ ความต้องการ และคำตอบ ที่ตัวเองเรียกร้องจากใบปริญญา ที่ได้รับมา

วี ตัดสินใจ ลาออกจากงานประจำที่ทำ และเก็บกระเป๋ากลับบ้านบนดอยแหลม ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

“ก่อนหน้านี้ บ้านผมทำสวนส้ม และสวนลิ้นจี่ เป็นหลัก ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ผมก็ช่วยพ่อแม่ทำตั้งแต่เด็ก เห็นอะไรเยอะแยะ รู้อะไรก็มากมาย จากสิ่งที่บ้านเราทำ”

เห็นอะไรเยอะแยะ ที่ว่าของวี คือ การทำสวนส้มนั้น ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ ไม่ว่า จะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง แน่นอนว่า ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ยิ่งใช้มาก ยิ่งบั่นทอน ชีวิต และความเป็นอยู่ ของพวกเขาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

“ผลส้ม นอกจากรสชาติแล้ว เราต้องขายความสวยงามของผิวด้วย ส้มที่ผิวไม่สวย ราคาไม่ดี จึงต้องใช้ ยาฆ่าแมลงเยอะ ยิ่งใช้เยอะ เงินก็หมดเยอะ ฝนตกลงมา น้ำฝนก็ชะเอาสารเคมีเหล่านี้ลงไปพื้นล่าง ผมเห็นแล้ว คิดแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ใช่” วี เล่าความรู้สึกของตัวเอง

ในที่สุดแล้ว เขาตัดสินใจ ฟันต้นส้มทิ้งไป 6 ไร่ เหลือเอาไว้ 4 ไร่

“ลดยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีลงเยอะ ส่วน 4 ไร่ที่เหลือ ก็พยายามใช้ให้น้อยที่สุด และพื้นที่เดิมที่เคยเป็นสวนส้ม ก็เอา กาแฟ อะโวคาโด ถั่ว และฟักทอง มาลง”

วี บอกว่า ระหว่างนั้น เขาไปช่วยงาน พ่อหลวงคนเก่า พ่อหลวงตั้งให้เขาเป็นผู้ช่วย จึงไปทุ่มเทงานส่วนรวมแทน ความตั้งใจแรงกล้าอย่างหนึ่งของเขา ที่อยากเห็นชาวบ้านอยู่ดีกินดี ผลิตผลการเกษตรราคาดี ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สำคัญคือ อยากเห็นพี่น้องเพื่อนบ้าน ที่ไปทำงานในเมืองกลับมาอยู่บ้าน และช่วยกันพัฒนาให้บ้านในป่า บนที่สูงของพวกเขาให้อยู่ดี กินดี และมีความสุข

พื้นที่เตรียมการ

แต่ทว่า ปี 2567 เมื่อฝนตกหนัก น้ำฝนชะหน้าดิน หอบเอาดินโคลนจำนวนมหาศาล ซัดใส่หมู่บ้านเล็กๆ ของเจตที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา โดยขณะนั้นเขาไปช่วยพ่อหลวงอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงเส้นทางน้ำและโคลนไหลผ่าน แต่แล้วก็เกิดเหตุการสุดสลด ที่น้ำและโคลนได้ซัดเอาร่างพ่อหลวงและลูกบ้านอีก 5 คนไหลไปตามน้ำและเสียชีวิต

วี ได้รับตำแหน่ง พ่อหลวงคนใหม่ในเวลาต่อมา แต่ทว่าเหตุการณ์ ความสูญเสียในวันดังกล่าวยังติดค้างอยู่ในใจเขาเสมอ

ทว่า ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย เมื่อวิถีชีวิตชาวลาหู่ กลุ่มเล็กๆที่อาศัยในป่าและต้องทำมาหากิน กับการทำไร่ ทำนาบนภูเขา ซึ่งเสี่ยงกับน้ำป่า และดินโคลนถล่มทุกครั้งเมื่อฝนตกหนัก

ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเกือบจะสูญเสียความมั่นใจในการทำงานไปแล้ว

แต่วันหนึ่ง มีตัวช่วยที่เขาคิดว่า รอมานานมาถึง

โครงการเล็กๆของ สำนักอนุรักษ์ และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้ามา

พวกเขาใช้พื้นที่ต้นแบบ ไม่กี่ไร่ สร้างขั้นบันไดดิน บนพื้นที่ไหล่เขา

จากพื้นที่ลาดชัน ค่อยๆถูกขุดเป็นขั้นบันได ที่ละชั้น ทีละชั้น ระหว่างขั้นบันไดนั้นถูกทำเป็นที่ราบสำหรับปลูกต้นไม้ ได้ในระยะที่เหมาะสม และตรงริมบันได ก็มีการเสริมความแข็งแรงของหน้าดินโดยการปลูกหญ้าแฝก และทำระบบน้ำโดยใช้น้ำซับจากบนภูเขา ต่อลงมาสำหรับหล่อเลี้ยงพืชในแปลง ซึ่งสามารถปลูกได้หลายชนิดตามความเหมาะสมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ลิ้นจี่ อะโวคาโด ถั่ว ฟักทอง กาแฟ หรือกระทั่ง ทำนา

พวกเขาไม่ได้บังคับให้ใครทำตาม แต่สร้างตัวอย่างให้เห็น เป็นพื้นที่ต้นแบบ ว่า ขั้นบันไดดิน ช่วยชาวบ้านได้หลายเรื่อง

ฝนที่ตกลงมา ถูกดักเอาไว้ตามขั้นบันได และดินถูกเสริมความแข็งแรงโดยรากของหญ้าแฝกที่งอกเลื้อยระโยงระยางยึดเกาะเม็ดดินให้ทนทานต่อแรงกัดเซาะของกระแสน้ำ

พ่อหลวงวี เฝ้ามอง รูปแบบ วิธีการ จากโครงการต้นแบบนี้อยู่นาน จนเขามั่นใจพอที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยใช้ที่ดินของตัวเอง เริ่มต้นจากการปลูกถั่ว และฟักทอง 2-3 สายพันธุ์ ลูกบ้านหลายคนเห็นแบบอย่าง ก็อยากปรับปรุงที่ดินของตนเองให้เป็นขั้นบันไดบ้าง

“เราไม่อยากให้บ้านดอยแหลมของเรา ต้องเจอกับความสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมดินถล่มอีก”ลูกบ้านคนหนึ่ง บอก พร้อมกับลงชื่อเพื่อขอเข้าโครงการ ขั้นบันไดแบบต่อเนื่องเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ

วันนี้ พื้นที่เกษตรบนภูเขา บ้านดอยแหลม ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จากเดิมที่ปลูกพืช ตามมีตามเกิด อยู่บนความเสี่ยงของพื้นที่ลาดชัน ไม่รู้ว่า ธรรมชาติที่ไร้ความปราณี จะพัดพาเอาดินโคลน และน้ำป่าลงมาทำลาย พืชผลของเขาวันไหน กลายเป็นพื้นที่ขั้นบันได มากกว่า 80%

พ่อหลวงวี ยืนมองภูเขาบ้านเกิดของเขาอย่างสุขใจ เรื่องหนักอึ้งในใจ จากความกังวลเรื่องน้ำป่า ดินถล่ม และปากท้องของลูกบ้าน ลดลงไปอย่างมาก แม้ว่าบาดแผลในใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกบ้าน 6 คน ที่ต้องสังเวยชีวิตกับเหตุการณ์น้ำป่า ดินโคลนถล่ม เมื่อ 2 ปีก่อนยังคงมีอยู่

“ผลิตผล ที่เพิ่มขึ้น จากพืชพรรณที่เราปลูก จะทำให้พวกเรามีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่า พี่น้องของเราไม่จำเป็นต้องไปลำบากทำงานในเมืองอีกแล้ว รวมทั้ง อีกหลายก็จะกลับมาอยู่บ้านมากขึ้นอีกด้วย”

ไม่ต้องไปชักชวน ไม่ต้องไปบังคับ แต่ทำให้เห็น ให้พวกเขามั่นใจ เขาก็จะกลับมาเอง

โครงการขั้นบันไดแบบต่อเนื่องเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โครงการเล็กๆ ไม่หวือหวา ไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อเยอะ

แต่สร้างความมั่นคงในชีวิต ให้คนไทยกลุ่มหนึ่งได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปิดหน้าออนไลน์: ขั้นบันไดดิน กำแพงต้านภัยพิบัติ ความมั่นคง ที่พาคนกลับบ้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...