เตือนภัย! “หัวใจเต้นผิดจังหวะ” สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
โดยปกติหัวใจคนเราจะเต้นสม่ำเสมอแต่ถ้าจังหวะการเต้นผิดเพี้ยนไป ถือว่าเป็น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย
- ชีพจรหัวใจปกติ ในกรณีที่ทำการวัดขณะพัก (Resting heart rate) ได้ระหว่าง 60–100 ครั้งต่อนาที ถือว่าปกติ
- ถ้ามากกว่า 100 bpm เรียกว่า หัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia)
- ถ้าน้อยกว่า 60 bpm เรียกว่า หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) แต่ในคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจถือว่าปกติ
เตือนภัยเงียบ! น้ำหนักเกินและโรคอ้วน ตัวการโรคเรื้อรังส่งผลระยะยาว
ความดันพุ่งไม่ทราบสาเหตุ? อาจเกิดจาก “ฮอร์โมนผิดปกติ” ที่ซ่อนอยู่
ภาวะและอาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Tachycardia) เต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที ขณะพัก อาจรู้สึกใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนหัว
- หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (Bradycardia) เต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที (ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ) อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมหมดสติชั่วคราว
- หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Irregular rhythm) อาจเกิดจากภาวะ หัวใจเต้นพริ้ว Atrial fibrillation (AF) หรือการนำไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติเช่น การส่งกระแสไฟฟ้าผิดปกติจากหัวใจห้องล่าง/ห้องบน ทำให้หัวใจห้องล่าง/ห้องบน บีบตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น (Premature Ventricular Contraction (PVC) / Premature Atrial Contraction (PAC) เเต่ในบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ และตรวจพบโดยบังเอิญจากเครื่องวัดชีพจรหรือ ECG
สาเหตุภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ความเครียด วิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่มาก
- ขาดเกลือแร่บางชนิด เช่น โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม
- โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- การตรวจวินิจฉัย โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ ความถี่ของอาการ และชนิดของภาวะที่สงสัย แพทย์จะเลือกตรวจตามความเหมาะสมของแต่ละราย
การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น
- ลักษณะอาการ: ใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก เป็นลม ฯลฯ
- สิ่งกระตุ้น: คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยา
- ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
- ตรวจชีพจร ดูว่าจังหวะเต้นของหัวใจ สม่ำเสมอหรือไม่
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – ECG หรือ EKG)
เป็นการตรวจเบื้องต้น สำหรับวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว บางครั้ง ECG หรือ EKG อาจไม่สามารถจับสัญญาณการเต้นที่ผิดจังหวะได้ในขณะตรวจ
การตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง
- Holter monitor → เครื่องติดตามหัวใจ 1-7 วัน
- Event recorder → เครื่องพกพาที่ใช้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ กดบันทึกเมื่อมีอาการ
- Implantable loop recorder (ILR) → เครื่องฝังใต้ผิวหนัง เหมาะสำหรับการติดตามและประเมินผลในระยะยาว ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหนึ่งปี
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ (blood test)
- การตรวจวิเคราะห์ระดับเกลือแร่ในเลือด ได้แก่ โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม
- ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid function)
- ตรวจเอนไซม์หัวใจ หากสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- การตรวจเพิ่มเติมเฉพาะทาง
- Echocardiogram (อัลตร้าซาวด์หัวใจ) → ดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
- Exercise stress test → การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย เพื่อประเมินการตอบสนองของหัวใจต่อการทำงานของร่างกาย
- Electrophysiology study (EPS) → การตรวจวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนเพื่อตรวจเส้นทางการนำไฟฟ้าอย่างแม่นยำ (ใช้ในรายที่ซับซ้อน หรือเตรียมทำการรักษาด้วยการจี้หัวใจ – Ablation)
การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
ขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ความรุนแรงของอาการ และโรคหัวใจพื้นฐานของผู้ป่วย แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเอง - เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเกิดจากสิ่งกระตุ้นชั่วคราว เช่น
การพักผ่อนให้เพียงพอ
- การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม (เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะ)
- การควบคุมความเครียด
- ควบคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน เเละควรหลีกเลี่ยง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่
- ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัดที่มีสารกระตุ้นหัวใจ
- การอดนอนหรือความเครียดเรื้อรัง
การใช้ยา (Medication) - ใช้เพื่อควบคุมอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ เช่น
- ยาต้านการเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drugs)
- ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น Beta-blockers, Calcium channel blockers
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ใช้ในผู้ที่มี Atrial fibrillation (AF) เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบจากลิ่มเลือด
การรักษาด้วยหัตถการ (Procedures)
- การช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Electrical cardioversion) ใช้ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเร็ว เช่น Atrial fibrillation (AF) แพทย์จะให้ยานอนหลับและช็อกไฟฟ้าเบา ๆ เพื่อ “รีเซ็ต” จังหวะหัวใจให้กลับมาปกติ
- การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter ablation) ใช้สายสวนเข้าไปในหัวใจเพื่อ จี้จุดที่ก่อให้เกิดจังหวะผิดปกติ เป็นวิธีรักษาที่ให้ผลถาวรในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น Supraventricular tachycardia, Atrial flutter, AF,VT,PAC,PVC
- การใส่อุปกรณ์ช่วยหัวใจ Pacemaker (เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร) ใช้ในกรณีหัวใจเต้นช้าผิดปกติ (Bradycardia), เครื่องกระตุกหัวใจเวลามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ICD (Implantable Cardioverter-Defibrillator) ใช้ในผู้ที่หัวใจเต้นเร็วอันตราย เช่น Ventricular tachycardia หรือ Ventricular fibrillation
- การผ่าตัดหัวใจ (Surgical treatment) เช่นการผ่าตัด Maze procedure สำหรับผู้ที่มี Atrial fibrillation ร่วมกับการผ่าตัดหัวใจอื่น
การรักษาโรคพื้นฐานที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน แก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติ ควบคุมความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจขาดเลือด
ขอบคุณข้อมูลจาก :โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท