โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การ์เมนต์ไทยไม่ Sunset เปิดเกม 2 ราง ปั้น OEM สู่แบรนด์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 เม.ย. เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. เวลา 07.50 น.
ชลัมพล โลทารักษ์พงศ์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

อุตสาหกรรมการ์เมนต์ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งออก 2 เดือนแรกติดลบ 8.4% ขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐหดตัวแรงกว่า 13% ซ้ำเติมด้วยต้นทุนพลังงานพุ่ง ดันราคาวัตถุดิบทั้งระบบ ภาคเอกชนชี้สัญญาณอันตราย “นำเข้าแซงส่งออก” กระทบขีดความสามารถแข่งขันในประเทศ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกตีตราเป็น “Sunset Industry” มานานกว่า 20 ปี

ทั้งที่ศักยภาพไทยยังสูง แต่ถูกใช้ไม่เต็มที่ ช่องว่างรายได้ต่อคนห่างอิตาลีกว่า 12 เท่า พร้อมเร่งเสนอโมเดล “รถไฟ 2 ราง” ยกระดับ OEM ควบคู่ปั้นแบรนด์ไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศ หวังพลิกฟื้นอุตสาหกรรมสู่ New Growth Engine ปิดช่องว่าง และดัน “Made in Thailand” สู่เวทีโลก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยท่านใหม่ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งครั้งแรก จากคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะมุ่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโต

ภาพรวมอุตฯนุ่งห่มไทย

ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งด้านอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากต่างประเทศ แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมาเรายังสามารถเติบโตได้ประมาณ 5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่สถานการณ์ในปีนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยหดตัวลงถึง 8.4% ซึ่งถือว่าลดลงแรงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าภาวะตลาดโลกเริ่มอ่อนตัว และคำสั่งซื้อเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงประมาณ 40% ของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยไปในต่างประเทศ โดยในบางเดือนตัวเลขนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าของสหรัฐลดลงมากกว่า 13% ภายในเดือนเดียว แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของดีมานด์ที่ค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งยังมาจากพฤติกรรมการสั่งซื้อในปีที่ผ่านมา เกิดการเร่งนำเข้า (Front-Load) เนื่องจากผู้ซื้อกังวลเรื่องภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ทำให้เร่งสั่งสินค้าไว้ล่วงหน้า เมื่อเข้าสู่ปีนี้จึงเกิดภาวะ “ฐานสูง” และตามมาด้วยการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ

อย่างไรก็ดี ปีนี้เราตั้งเป้าเติบโต 3% เพื่อให้ได้ตามเป้า กลยุทธ์หลักจึงเปลี่ยนมาเน้น “บริหารต้นทุน” โดยเฉพาะวัตถุดิบซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50-60% ของยอดขาย เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร เพียงลดต้นทุนได้ 1-2% จะส่งผลต่อกำไรทันที ผู้ประกอบการจึงเร่งแชร์ Know-How ลดการใช้ผ้า ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเตรียมจัด Roundtable ต้น มิ.ย. เชิญบริษัทชั้นนำจากจีนและสหรัฐ ร่วมถอดบทเรียนลดใช้วัตถุดิบ

พร้อมยกระดับทั้งอุตสาหกรรม ควบคู่ขยายโอกาสใหม่ ทั้งศึกษาตลาดอินโดนีเซีย และเร่งดัน FTA ไทย-ยุโรป ย้ำชัด “ต้องมีดีล” เพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว ส่วนตลาดสำคัญคือ สหรัฐ 40% ญี่ปุ่น 12% เบลเยียม 5% สิงคโปร์ 4% และจีน 3%

กดดันจากปัญหาตะวันออกกลาง

ต้นทุนถือว่าเป็นแรงกดดันหลักในปีนี้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อวัตถุดิบในอุตสาหกรรม เช่น Polyester ซึ่งเป็นเส้นใยหลัก พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ยางยืด และกระดุม ล้วนมีต้นทุนผูกกับราคาน้ำมันทั้งสิ้น ในภาคโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน บางเส้นทางการขนส่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งแม้จะยังไม่สะท้อนเต็มที่ในราคาสินค้า แต่ได้เริ่มกดดัน Margin ของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญแล้ว

ในเชิงต้นทุนถือว่ามีผลกระทบชัดเจน แต่ในเชิงคำสั่งซื้อยังไม่เห็นผลในระยะสั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีระยะเวลาในการพัฒนาและผลิต (Lead Time) ประมาณ 6 เดือน การตัดสินใจสั่งซื้อในวันนี้จะสะท้อนผลในอีกครึ่งปีข้างหน้า

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ระยะสั้น แต่เป็นช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-9% แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ยอมให้ปรับราคาขึ้นได้เพียง 3% หรือบางรายไม่ยอมให้ปรับขึ้นเลย เนื่องจากตลาดปลายทางเองก็เผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อ จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาบริหารต้นทุนภายในมากขึ้น เช่น การลดการใช้วัตถุดิบ ซึ่งวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนถึง 50-60% ของต้นทุนรวม หากสามารถลดได้เพียง 1-2% ก็จะส่งผลต่อกำไรทันที

แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการเราเองก็ยังกังวล โดยเฉพาะเรื่องของการนำเข้า ปัจจุบันการนำเข้าเริ่มแซงการส่งออกแล้ว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เดิมนำเข้าไม่เกิน 50% โดยเฉพาะสินค้าจากเวียดนามและอิตาลี รวมถึงสินค้า Fast Fashion จากจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้สะท้อนว่า หากไม่เร่งปรับตัว อุตสาหกรรมในประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศของตัวเอง และเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปดูแล

แนวทางแก้ปัญหา “นุ่งห่มไทย”

เราเสนอโมเดล “รถไฟรางคู่” เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรม รางแรกคือการยกระดับ OEM ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบ Lean เช่น Toyota Production System ซึ่งสามารถเพิ่ม Productivity ได้ 20-30% โดยไม่ต้องลงทุนสูง

รางที่สองคือ การขยับไปสู่ ODM และ OBM จากการรับผลิตตามคำสั่งลูกค้า ไปสู่การออกแบบเอง และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตัวอย่างโมเดลที่ชัดเจนคือไต้หวัน ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แม้จะไม่ได้แข่งขันด้านต้นทุน

“เราได้เชิญแบงก์ชาติเข้ามาสัมผัสอุตสาหกรรมนี้ เพื่อพลิกมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่ Sunset แต่เป็นการ Transform เป็นการปลูกเมล็ดเพื่อโตไปสู่ขั้นต่อไป เราพาไปดูทั้งโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตสินค้าไม่กี่ชิ้น 5 ตัว 10 ตัว เป็นต้น โรงงานขนาดกลาง และใหญ่ พร้อมกันนี้ไทยมี Retail ที่แข็งแรง ถ้าสามารถเอาสินค้าไปขายโดยเฉพาะในต่างประเทศจะทำให้เราเปิดตลาดได้”

อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้าน Automation และระบบอัจฉริยะ เช่น การใช้หุ่นยนต์ขนส่งในโรงงาน การใช้เครื่องจักรที่ช่วยลดแรงงานในบางขั้นตอน จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมได้ ปัจจุบันตั้งเป้าให้มี Automation อย่างน้อย 10% ต่อหนึ่งกระบวนการผลิต และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ในงาน Sewing ยังต้องใช้แรงงานมนุษย์ เพราะหุ่นยนต์ยังไม่สามารถทดแทนได้

วอนภาครัฐควรมีบทบาท

ภาครัฐต้องประกาศให้ชัดว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และต้องได้รับการสนับสนุน ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และสิทธิประโยชน์ เช่น BOI และ Soft Loan เพราะต้องยอมรับว่าเรายังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง รวมถึงการเร่ง FTA ไทย-ยุโรป ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้สิทธิไปแล้ว

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยจะต้องไม่ใช่ “Sunset” แต่กำลังอยู่ในช่วง Transformation หากยังทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม แต่หากสามารถขับเคลื่อนตามโมเดลรถไฟสองราง คือ OEM ที่มีประสิทธิภาพ และการสร้าง Value ผ่าน ODM และ OBM รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโต และสามารถยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในเวทีโลกได้ในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การ์เมนต์ไทยไม่ Sunset เปิดเกม 2 ราง ปั้น OEM สู่แบรนด์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...