โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พฤติกรรมความคิดแปรปรวนและสุดขั้ว ทำให้มีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของทรัมป์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 19 เม.ย. เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. เวลา 20.20 น.

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ที่มาภาพ:เพจ Facebook The White House

รายงานของ The New York Times เรื่อง “พฤติกรรมที่แปรปรวน และความคิดเห็นที่รุนแรง ทำให้มีการกลับมาถกเถียงเรื่องสุขภาพทางจิต” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ลักษณะคำพูดที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกัน บางครั้งดูหมิ่นเหยียดหยาม เช่น “อารยธรรมอิหร่านจะตายในคืนนี้” หรือการโจมตีสันตะปาปาลีโอว่า “อ่อนแอต่ออาชญากรรม และไม่ได้เรื่องต่อการต่างประเทศ” ทำให้หลายคนรู้สึกและมองผู้นำสหรัฐอเมริกาว่า เป็นผู้มีอำนาจที่บ้าคลั่ง คำพูดดังกล่าวควรจะมาจากผู้นำเผด็จการอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ใช่จากผู้นำประเทศมหาอำนาจโลกเสรี

ทำเนียบขาวปฏิเสธการประเมินต่อทรัมป์ดังกล่าว โดยอธิบายว่า ทรัมป์ยังคนมีความคิดแหลมคม และทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามรู้สึกเสี่ยงตลอดเวลา แต่อารมณ์ที่ปะทุออกมาของทรัมป์ ทำให้มีการตั้งคำถามเรื่องความเป็นผู้นำของสหรัฐฯในยามที่เกิดสงคราม ก่อนหน้านี้ คนอเมริกันเคยตั้งคำถามถึงความสามารถของโจ ไบเดน เนื่องจากมีอายุมากแล้ว แต่กรณีของทรัมป์ เป็นการถกเถียงเรื่องกสนมีอารมณ์ที่มั่นคงของผู้นำสหรัฐฯ

บังคับใช้มาตราแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 25

พรรคดีโมแครทเรียกร้องมานานแล้ว เรื่องความเหมาะสมทางจิตใจของทรัมป์ โดยเสนอให้มีการใช้ “มาตราแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯฉบับที่ 25” (25th Amendment) ที่สามารถถอดถอนประธานาธิบดีได้ จากการไร้ความสามารถ โดยอนุญาตให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีจากเสียงข้างมาก ประกาศว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง

เสียงเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้มาจากนักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเท่านั้น แต่ยังมาจากนายพลที่เกษียณแล้ว นักการทูต และที่สำคัญคือกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนทรัมป์ Marjorie Taylor Green อดีตสส. พรรครีพับริกัน รัฐจอร์เจีย ให้สัมภาษณ์ CNN ว่า การคุกคามที่จะทำลายอารยธรรมอิหร่าน ไม่ใช่สำนวนการพูดที่เด็ดขาด แต่เป็นความบ้าคลั่ง

แต่เสียงวิจารณ์ทรัมป์จากฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ยังไม่ขยายตัวมายังบรรดาสมาชิกรัฐสภาของพรรครีพับริกัน ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อทรัมป์ หรือมาถึงสมาชิกในคณะรัฐมนตรีทรัมป์ ที่จะต้องเห็นชอบการบังคับใช้มาตราแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 แต่เสียงวิจารณ์ก็สะท้อนความไม่สบายใจของคนอเมริกันที่มีมากขึ้น ต่อความเหมาะสมของทรัมป์ ที่เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุด เมื่อครั้งสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และกำลังจะมีอายุครบ 80 ปี

บทความของ The New York Times กล่าวว่า ในการเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทรัมป์ควบคุมอารมณ์ตัวเองน้อยลง แสดงความเห็นที่มาจากสิ่งที่ตัวเองต้องการจะให้เกิดขึ้น มากกว่าจากสภาพความเป็นจริง เช่น มองภาพสงครามอิหร่านที่ขัดกับความเป็นจริง โดยบอกว่า สงครามทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง” (regime change) ในอิหร่าน ทั้งๆที่นักวิเคราะห์บอกว่า พูดได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนผู้นำเท่านั้น

ที่มาภาพ : France 24

ทฤษฎีอธิบายท่าทีต่างประเทศของทรัมป์

ส่วนบทความของ The New York Times ที่นำแนวคิด “ราชานิยมใหม่” (Neoroyalism) มาอธิบายพฤติกรรมต่างประเทศของทรัมป์ โดยกล่าวว่า ความพยายามของทรัมป์ ที่จะทำลายระเบียบโลกที่เป็นอยู่ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่นำทฤษฎีต่างๆ มาใช้อธิบายการมองโลกของทรัมป์ และบทบาทของอเมริกา

นักวิชาการและนักวิเคราะห์ มักอธิบายระเบียบโลกที่กำลังปั่นป่วนว่า มาจากการเมืองและความขัดแย้งของมหาอำนาจ การเมืองระหว่างประเทศในยุคกฎหมายป่า ที่ชาติใหญ่ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ ส่วนชาติเล็กยอมรับสิ่งที่ต้องยอม หรือเป็นยุคบุรุษเหล็กอำนาจนิยม แต่มีทฤษฎีใหม่เรียกว่า “ราชานิยมใหม่” ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ที่อธิบายว่า ยุคการครองอำนาจในสมัยทรัมป์ มีลักษณะที่คล้ายกันมากที่สุด กับยุคราชวงศ์ของยุโรป ในศตวรรษที่ 16

ลักษณะสำคัญของแนวคิด “ราชานิยมใหม่” คือการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลก ตั้งบนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางส่วนตัว ทางครอบครัว และทางธุรกิจ มากกว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ประเทศ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ความรุ่งเรืองร่วมกัน หรือการเติบโตในระยะยาว

แนวคิดราชานิยมใหม่เสนอโดยนักรัฐศาสตร์ 2 คนคือ Stacie Goddard และ Abraham Newman ที่เขียนบทความลง The New York Times อธิบายแล้วคิดนี้ว่า เมื่อทรัมป์ครั้งที่ต้องการให้สหรัฐฯเป็นเจ้าของเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างๆในยุโรปสับสนกันมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง ถึงกลับส่งข้อความไปถามทรัมป์ว่า “ผมไม่เข้าใจว่า คุณกำลังทำอะไรเรื่องกรีนแลนด์”

สำหรับหลายคน นโยบายต่างประเทศของทรัมป์ มีลักษณะไม่เสมอต้นเสมอปลาย และไม่มีเหตุผล บางคนอธิบายว่า เป็นการแข่งขันของมหาอำนาจแบบสมัยศตวรรษที่ 19 แต่นักรัฐศาสตร์สองคนนี้บอกว่า สิ่งที่ทรัมป์ทำลงไป คือการเมืองระหว่างประเทศแบบราชานิยมใหม่

นโยบายต่างประเทศกลายเป็นเครื่องมือ ในการจัดการเงินทุนและฐานะภาพ ให้ไหลมาสู่ทรัมป์และพรรคพวกที่ใกล้ชิด ผลประโยชน์ของสหรัฐฯถูกบดบังด้วยคนชั้นนำเหล่านี้ แทนที่จะแข่งขันกับคู่แข่ง ทรัมป์ยินดีที่จะร่วมมือกับพวกนี้ เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่สนิท

บทความของนักรัฐศาสตร์ทั้งสองใน The New York Times กล่าวว่า ทุกวันนี้ สถาบันเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ เปลี่ยนรูปจากเดิม ที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานรัฐบาล มาอยู่ในการดูแลของครอบครัวของทรัมป์ นโยบายต่างประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มคนที่อยู่ในเครือข่ายใกล้ชิดกับทรัมป์ มาร์โก้ รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาความมั่นคง และต่อไปอาจเป็น “อุปราช” ของเวเนซูเอลา

นโยบายการค้าของทรัมป์ ก็ดำเนินไปตามบทละครแบบเดียวกันนี้ อัตราภาษีไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมการผลิต ได้กลับมาเกิดใหม่ในสหรัฐฯ แต่เป็นเครื่องมือสำเร็จรูปทำให้ประเทศคู่ค้าและบริษัทธุรกิจ ต้องบริจาคเงิน เหมือนการบริจาคเงินในอดีตเพื่อภารกิจทางศาสนา ทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นสัญญาที่จะให้กองทุนการลงทุนหลายนับแสนล้านดอลลาร์ เวียดนามเร่งอนุมัติโครงการสนามกอล์ฟของครอบครัวทรัมป์มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังเจรจาหาทางลดอัตราภาษีทรัมป์

หลังจากที่พบกับทรัมป์ ประธาน Soft Bank ประกาศลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์ในสหรัฐ ที่มาภาพ : NBC News

แนวคิดราชานิยมใหม่ให้ความสำคัญในเรื่อง ฐานะภาพและศักดิ์ศรี ทรัมป์คิดว่า ความคิดเรื่องอำนาจหมายถึงการมีอำนาจจริงๆ เมื่อเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีใต้มอบมงกุฎทองแบบโบราณแก่ทรัมป์ ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนแรกที่ได้รับ แต่การมองข้ามเรื่องฐานะภาพและศักดิ์ศรีก็ทำให้เกิดต้นทุนความเสียหายเช่นกัน ปี 2025 การเจรจาการค้าสหรัฐฯกับอินเดียยืดเยื้อ เพราะนาเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ไม่ให้เครดิตแก่ทรัมป์ ในบทบาทการหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน และไม่เสนอทรัมป์ให้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ

บทความของนักรัฐศาสตร์ 2 คนสรุปว่า การต่อต้านพฤติกรรมทรัมป์ มาร์ก คาร์นี นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้เสนอวิธีการขั้นแรกไว้ ในการกล่าวต่อที่ประชุมที่ดาวอสว่า การแข่งขันกันเพื่อเป็นฝ่ายที่เอาอกเอาใจมากที่สุดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่แสดงถึงอำนาจอธิปไตย แต่เป็นการแสดงออกของการมีอำนาจอธิปไตย ขณะที่ยอมรับฐานะที่ต่ำต้อยกว่า

พฤติกรรมแบบทรัมป์ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับสหรัฐฯ และไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อมนุษยชาติ เพราะมีเป้าหมายเพื่อเอาประโยชน์เพื่อคนส่วนน้อย มากกว่าเพื่อความปลอดภัย หรือความรุ่งเรืองของคนส่วนมาก

เอกสารประกอบ

Trump’s Erratic Behavior and Extreme Comments Revive Mental Health Debate, April 13, 2026, nytimes.com

Neoroyalism and What It Says About Trump, Feb 4, 2026, nytimes.com

This Theory Explains Trump’s Baffling Foreign Policy, Stacie Goddard and Abraham Newman, Jan 26, 2026, nytimes.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...